Back to Blogs

พลังแห่งการหยั่งรู้ : บทบาทของ AI ในฐานะกึ่ง ‘หมอดู’

พฤศจิกายน 14, 2016 10:08 AM
views
Artificial intelligence.

หนึ่งในหนังสือที่ผมชื่นชอบมากที่สุดในปีที่แล้ว มีชื่อว่า Superforecasting หรือ “การพยากรณ์ขั้นเทพ” (เข้าใจว่า ณ เวลาที่เขียนคอลัมน์อยู่นี้ ยังไม่มีแปลเป็นภาษาไทยนะครับ) เขียนโดย Daniel Gardner และ Philip E. Tetlock

Superforecasting เป็นหนังสือเกี่ยวกับศาสตร์และศิลป์ของการพยากรณ์ – พอพูดถึงการพยากรณ์แล้วหลายๆ คน มักจะคิดถึงภาพของหมอดู ว่าต้องเป็นศาสตร์ที่มีโหราศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องแน่ๆ แต่อันที่จริงแล้ว Superforecasting นั้นเป็นหนังสือที่มีความเป็นวิทยาศาสตร์อย่างมาก โดยนักเขียนทั้งคู่เขียนถึงในโครงการชื่อ The Good Judgment Project ที่เป็นโครงการ ‘ประเมินความเสี่ยง’ รวมไปถึงประเมินเหตุการณ์ สถานการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ผ่านทางการ ‘แข่งขัน’ ว่าใครกันที่จะสามารถพยากรณ์อนาคตได้ดีที่สุดด้วยข้อมูลที่มีอยู่ในมือในปัจจุบัน

‘ความแม่น’ ของการทำนายนั้นมีหน่วยวัดด้วยนะครับ – เรียกว่า Brier Score ซึ่งมีค่าตั้งแต่ 0 ถึง 2 ยิ่งมีค่าใกล้ 0 เท่าไรยิ่งดี ถ้าทำนายถูกต้องทั้งหมด 100% ก็จะได้คะแนน Brier Score 0 และถ้าทายผิดทั้งหมด ตั้งแต่ทำนายมา ไม่เคยมีครั้งไหนที่ถูกเลย (ซึ่งก็เป็นพลังวิเศษอย่างหนึ่งนะครับ) ก็จะได้คะแนน Brier Score ที่ 2

กลุ่ม Superforecaster หรือกลุ่ม ‘นักพยากรณ์ระดับเทพ’ ที่โครงการเฟ้นหาผ่านการคัดเลือกแล้วคัดเลือกอีกมาได้นั้นมีคะแนน Brier Score ที่ 0.25 เมื่อเทียบกับนักพยากรณ์อื่นๆ นอกโครงการที่มีคะแนนอยู่ที่ 0.37 (แปลว่าคนอยู่ในโครงการทำนายได้แม่นกว่า)

ความเสี่ยงเป็นสิ่งที่เราต้องมีชีวิตอยู่กับมันทุกวัน ยิ่งเราสามารถประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำมากเท่าไร โอกาสที่เราจะดำเนินชีวิตไปในทางที่ดียิ่งสูงขึ้นเท่านั้น

ผมอ่าน Superforecasting แล้วก็นึกต่อมาว่า ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI นั้นจะมีบทบาทอย่างไรต่อการพยากรณ์บ้าง

อย่างที่รู้นั่นแหละครับ – ว่าปัจจุบันคะแนนความเสี่ยงต่างๆ ที่บริษัทพวก Risk Management ไปจนถึงบริษัทด้านการเงินทั้งหลาย ก็ได้ตัวเลขมาจากการคำนวณ (ด้วยการเข้าสูตรบางอย่างทางคณิตศาสตร์) ทั้งสิ้น – แต่สิ่งที่ AI กำลังจะขับเคลื่อนวงการไปสู่อนาคต อาจด้วยการเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) นั้นจะทำให้ ‘ค่าความเสี่ยง’ ที่ประเมินกันนี้ถูกต้องเพิ่มขึ้นไหม และ – ถูกต้องแค่ไหน

หลายต่อหลายครั้ง เมื่อเราประเมินค่าความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ เราก็มักจะประเมินเทียบกับตัวมนุษย์ด้วยกันเอง – ก็แน่ล่ะครับ อย่างน้อยๆ ปัญญาประดิษฐ์ก็ต้องทำให้ได้ดีเท่ามนุษย์เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด (ปัญญาประดิษฐ์ที่ทำงานได้ไม่ดีเท่ามนุษย์ก็มีที่ทางในการใช้นะครับ แต่ใช้ในฐานะ ‘ผ่อนแรง’ ไม่ได้เข้ามา ‘ทดแทน’) และในกรณีนี้ เราก็ควรเทียบผลการทำนายด้วยปัญญาประดิษฐ์ (ที่อาจใช้เทคนิคแบบเรียนรู้เชิงลึกหรืออะไรก็แล้วแต่) กับผลการทำนายที่เกิดจากมนุษย์เช่นกัน

ปัจจุบันการเทียบดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้น แต่ในวงการข้างเคียงอย่างเช่นวงการกฎหมาย (ที่ต้องใช้ข้อมูล เพื่อมาพินิจพิเคราะห์หาบทลงโทษหรือคำตัดสินที่ยุติธรรมที่สุด เป็นการรวมกันระหว่าง ‘เซนส์’ กับ ‘ตัวเลขเพียวๆ’) ก็มีความพยายามในการเทียบทำนองนี้อยู่เหมือนกัน

นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ได้ลองพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถเทียบผลการตัดสินในคณะเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน เขาฝึกมันด้วยข้อมูลจากศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรป (ECHR: European Court of Human Rights) กว่า 600 คดี เมื่อฝึกสำเร็จ ก็ได้ผลเป็นที่น่าตื่นเต้นว่า ปัญญาประดิษฐ์ตัวนี้สามารถตัดสินคดีได้ด้วยความแม่นยำ (หมายถึงว่า ตัดสินเหมือนกับคำตัดสินของศาล – ซึ่งไม่ได้แปลว่า ‘ถูก’ นะครับ แต่แปลว่า ‘เทียบเคียงมนุษย์’) ได้ถึง 79%

การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์เช่นนี้ทำให้เราเห็น ‘แพทเทิร์น’ การตัดสินของศาลได้ง่ายดายขึ้น เช่น เราพบว่าตัวแปรที่มีผลต่อการตัดสินของศาลมากๆ อย่างเช่น หากเป็นคดีที่เกี่ยวกับสภาพของการกักกัน (เช่น ผู้ถูกกักกันไม่ได้รับอาหาร ไม่ได้รับการสนับสนุนทางกฎหมายที่ดี) คดีนั้นมักจะถูกตัดสินว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในขณะที่หากเป็นคดีที่เกี่ยวกับส่วนอื่นของบทลงโทษ (เช่น ระยะเวลาที่ผู้ถูกลงโทษได้รับ) มักจะไม่ถูกตัดสินแบบนี้ นอกจากนี้ ปัญญาประดิษฐ์ยังพบว่าการตัดสินของศาลมักอิงกับ ‘ข้อเท็จจริง’ มากกว่า ‘การโต้เถียงทางกฎหมาย’ ด้วย

ถึงจะทำนายผลการตัดสินได้แม่นยำขนาดนี้แต่ผู้สร้างปัญญาประดิษฐ์นี้ก็ไม่คิดว่ามันจะสามารถทำหน้าที่แทนผู้พิพากษาได้หรอกนะครับ – เขาบอกว่าที่สุดแล้วมันอาจจะทำหน้าที่ ‘ช่วยเหลือ’ ผู้พิพากษาในฐานะข้อมูลหนึ่ง แล้วให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นมนุษย์ (ที่เราชอบบอกกันว่า รู้ผิดชอบชั่วดี) ตัดสินใจเอง เท่านั้นเอง

Ajay Agrawal นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโตรอนโตก็คิดเช่นนี้ เขาบอกว่าบทบาทของปัญญาประดิษฐ์นั้นจะเป็นตัวเสริมการทำนายของมนุษย์ (Machine intelligence is a substitute for human prediction.) และจะทำให้การตัดสินใจของมนุษย์นั้นดีขึ้นเท่านั้นเอง มันไม่ได้จะมาแทนที่มนุษย์แต่อย่างใด

แต่ก็นั่นแหละครับ – เราไม่มีทางรู้เลยว่าการมองโลกในแง่ดีนี้จะสอดคล้องกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในอนาคตหรือเปล่า เพราะอาจไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่บริษัทหนึ่งจะต้องจ้าง ‘นักวิเคราะห์ข้อมูล’ ที่เป็นมนุษย์ หากปัญญาประดิษฐ์นั้นสามารถทำนายเหตุการณ์เล็กๆ ได้อย่างแม่นยำเหนือมนุษย์ไปเรียบร้อยแล้ว

ในภาคส่วนที่มีความเกี่ยวข้องกับมนุษย์มากๆ เช่น ในศาล – มนุษย์อาจยังต้องการมนุษย์ที่ ‘รู้สึกรู้สา’ มาตัดสินคดีให้อยู่ – รวมไปถึงการตัดสินใจบางอย่างที่มีความเสี่ยงสูงมากๆ เราคงไม่ไว้ใจให้ปัญญาประดิษฐ์ตัดสินใจเท่าไร (ถึงแม้การไม่ไว้ใจนั้นจะไม่ได้มีเหตุผลรองรับก็ตาม)

แต่กับวงการอื่นๆ โดยเฉพาะวงการที่เป็นมายากลทางตัวเลข กับการตัดสินใจรายวัน ในแต่ละการซื้อ – การขาย เราก็ไม่อาจมั่นใจได้เลยว่าแท้จริงแล้วปัญญาประดิษฐ์จะมาเป็น ‘ตัวเสริม’ การตัดสินใจของมนุษย์ หรือจะมา ‘ซ้อนทับ’ การตัดสินใจของพวกเรากันแน่

นั่นเป็นเรื่องที่อนาคตจะค่อยๆ คลี่คลายออกมาให้เราเห็น

ตลกดีนะครับ กับอนาคตของการทำนาย เรายังทำนายไม่ได้เลย

 

อ้างอิง

https://peerj.com/articles/cs-93/#p-49

http://fortune.com/2016/10/28/economists-artificial-intelligence/

https://en.wikipedia.org/wiki/Brier_score

Digital Ventures x Champ Teepagorn

แห่งวัฒนธรรมชุบแป้งทอด ThaiPBS นักเขียนคอลัมน์ World While Web ณ นิตยสาร a day และ Head in the clouds ณ นิตยสาร GM ถนัดเขียนหนังสือ ชอบวาดการ์ตูน และวาดภาพประกอบ