Back to Blogs

สนามรบข่าวลวง : AI VS Fake News

มกราคม 23, 2017 7:55 AM
views
ai-vs-fake-news-01

อินเทอร์เนตคือความวุ่นวาย อาจเป็นความวุ่นวายที่จะบอกว่าสวยก็ได้, เพราะว่ามันฉายให้เราเห็นความหลากหลายของความคิด ของทัศนคติ ของมุมมอง ของมิติ และของวิถีชีวิต ว่ากับเรื่องหนึ่งที่เราเคยมองได้มุมเดียวนั้น แท้จริงแล้วมันมีวิธีคิดกับเรื่องเดียวกันนั้นแตกต่าง หลากหลาย ขนาดไหน ซึ่งแน่ละครับ, บางวิธี เราก็จะเห็นว่ามันผิดและมันห่วยตั้งแต่ต้น แต่ถ้าไม่มีอินเทอร์เนต เราก็คงเห็นวิธีคิดดังกล่าวได้ยากขึ้น

แต่อินเทอร์เนตคือความวุ่นวาย อาจเป็นความวุ่นวายที่จะบอกว่าน่าเกลียดก็ได้อีกเช่นกัน, เมื่อมันเป็นความวุ่นวายที่เต็มไปด้วยข้อความลวงโลก เต็มไปด้วยการสาดอารมณ์ใส่กันโดยไม่ใช้เหตุผล เต็มไปด้วยการใส่ร้ายป้ายสีด้วยจุดประสงค์ที่จะทำลายใครคนใดคนหนึ่ง เต็มไปด้วยการกุข่าวขึ้นมาเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในการเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกาที่ผ่านมา ตัวแปรหนึ่งที่มีบทบาทมาก (และหลายๆ คนก็พูดไปไกลกว่านั้น, โดยบอกว่าเป็น decisive factor คือเป็นปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดผลแพ้ชนะ) ก็คือสมรภูมิข่าวลวง (fake news) หลายคนเชื่อว่า ทั้งฝ่ายเดโมแครต และรีพับลิกัน ต่อสู้กันด้วยข่าวปลอมๆ ที่พยายามโจมตีอีกฝ่ายโดยไม่มีมูลความจริงบนอินเทอร์เนต มากจนทำให้นี่เป็นการเลือกตั้งที่น่าเกลียดที่สุดครั้งหนึ่ง นอกจากทั้งสองขั้วทางการเมืองแล้ว ข่าวปลอมยังถูกสร้างขึ้นด้วยบุคคลที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองอเมริกัน เช่น กลุ่มวัยรุ่นในมาเซโดเนีย เพราะพวกเขาค้นพบว่าการทำเว็บไซต์ข่าวปลอม หลอกให้คนมาคลิกนั้น สามารถสร้างรายได้จากค่าโฆษณาเป็นจำนวนมาก ‘ข่าวปลอม’ สำหรับพวกเขาจึงไม่ใช่การแสดงออกทางการเมืองเลย แต่เป็นธุรกิจอย่างหนึ่งเท่านั้น

การสำรวจจาก Ipsos Public Affairs พบว่าผู้เสพสื่อในอเมริกามากถึง 3 ใน 4 ที่คิดว่าข่าวปลอมคือข่าวจริงๆ

ในประเทศไทยเอง เราก็มักเห็นว่ามีการกุข่าวปลอมขึ้นเนืองๆ อาจด้วยหวังผลทางการเมืองบ้าง หรือเพื่อความสนุกสนานบ้าง เราจะเห็นว่ามีเว็บไซต์ที่เลียนแบบเว็บอย่างหนังสือพิมพ์ข่าวสด (เป็นข่าวโหด) หรือแนวหน้า (เป็นชื่ออื่น) หลอกให้คนมาแชร์ แชร์แล้ว คนทำก็อาจจะตลกหรือได้รายได้ นอกจากนั้น เรายังเห็นว่าในสื่อกระแสหลักในบางครั้ง ก็มีการอ้างภาพเก่า เนื่องจากผู้สื่อข่าวเชื่อว่าเป็นเหตุการณ์ใหม่ เช่น เหตุไฟไหม้ในครั้งหนึ่ง ที่ผู้สื่อข่าวทวีตออกมาว่าเป็นไฟไหม้ที่เพิ่งเกิด แต่จริงๆ เมื่อไปค้นก็พบว่าเกิดขึ้นหลายปีแล้ว

แล้วเราจะเชื่อหรือไม่เชื่ออะไรได้บ้างเมื่อความจริงกับความลวงแยกกันจนแทบดูไม่ออกเช่นนี้

เมื่อข่าวปลอมกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง บริษัทสื่อต่างๆ จึงมีความพยายามที่จะแก้ไข หนึ่งในสตาร์ตอัพที่กำเนิดขึ้นมาเพื่อ ‘ต่อสู้กับข่าวปลอม’ โดยเฉพาะ คือ Storyful

storyful-concept

รูปภาพจากเว็บไซต์ Storyful.com

อันที่จริงแล้วจะบอกว่า Storyful เพิ่งจะเปิดตัวหลังปัญหาข่าวปลอมปะทุขึ้น ก็ไม่ถูกเสียทีเดียวนะครับ, เขาเปิดบริการนี้มายาวนานถึง 7 ปีแล้ว (ตั้งแต่ปี 2009 และถูกซื้อไปโดย News Corp ในปี 2013 ด้วยราคา 25 ล้านเหรียญสหรัฐ), Storyful นิยามตัวเองว่าเป็น “นักวิจัยโซเชียลมีเดีย” บริษัทตั้งอยู่ในดับลิน ทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับสำนักข่าวต่างๆ อย่าง ABC, The New York Times และ Wall Street Journal โดยจ้างนักวิจัยและนักข่าวจำนวนไม่มากนัก เพื่อทำหน้าที่ “เช็คข่าว” ก่อนที่สำนักข่าวใหญ่ๆ พวกนี้จะรายงานข่าวมั่วให้เป็นที่อับอาย

ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา วิธีการทำงานของ Storyful ก็ซับซ้อนขึ้น CEO ของ Storyful บอกว่า “ข่าวปลอมนั้นกินพื้นที่บทสนทนาออนไลน์ของพวกเรามากถึง 90 เปอร์เซนต์เลยทีเดียว” พวกเขาปล่อยเครื่องมือ เป็นปลั๊กอินชื่อ Verify ที่อนุญาตให้ผู้เสพสื่อทั่วไปสามารถ “เช็คข่าวปลอม” ได้ด้วยตนเองเมื่ออ่านข่าวผ่านทางเบราเซอร์อย่าง Google Chrome โดยปลั๊กอินนี้จะบอกผู้ใช้งานว่า ข่าวที่กำลังอ่านอยู่นี้เป็นข่าวที่นักข่าวของ Storyful ยืนยันแล้วหรือไม่

ในปี 2016 รายรับของ Storyful เพิ่มขึ้นถึง 52 เปอร์เซนต์ ทำให้ปัจจุบันมีรายรับแปดหลัก – หรือมากกว่าสิบล้านเหรียญสหรัฐต่อปีแล้ว

นอกจากวิธีการ “เช็คข่าวปลอม” ด้วยนักข่าวและนักวิจัยที่เป็นมนุษย์อย่าง Storyful แล้ว สื่ออื่นๆ ก็เริ่มค้นหาวิธีการเช็คข่าวปลอมของตนเองด้วยเช่นกัน เช่น เฟซบุ๊กก็ประกาศความร่วมมือกับเว็บเช็คข่าวปลอมอย่าง Snopes และ PolitiFact และติด “ป้าย” ให้กับข่าวที่พิสูจน์แล้วว่าจริง (ซึ่งฝ่ายอนุรักษนิยมก็แสดงความเห็นว่าบริการที่เฟซบุ๊กเลือกที่จะไปร่วมมือด้วยนั้นโอนเอียงไปทางหัวก้าวหน้าเสียเป็นส่วนใหญ่)

 

snopes-politifact-logo

Dean Pomerleau ศาสตราจารย์จาก Carnegie Mellon เป็นอีกคนหนึ่งที่พยายามต่อสู้กับข่าวปลอม เขาลงเงินส่วนตัว 1,000 ดอลล่าร์ ประกาศหาความร่วมมือจากโปรแกรมเมอร์และนักวิจัยปัญญาประดิษฐ์ทั่วโลกผ่านทางอินเทอร์เนต โดยใช้แฮชแท็ก #FakeNewsChallenge ซึ่งปัจจุบันมีนักวิจัยมากกว่า 40 คนทั่วโลกที่ร่วมโครงการแล้ว พวกเขาตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหานี้โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ร่วมกับมนุษย์ โดยให้ปัญญาประดิษฐ์ “กรอง” ข่าวที่คิดว่าอาจจะปลอมเพื่อให้มนุษย์รีวิวและตัดสินใจอีกครั้ง

ความพยายามดังกล่าวยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น แต่ก็เริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์แล้วว่า นี่เป็นปัญหาที่ใหญ่เกินกว่าที่ปัญญาประดิษฐ์จะแก้ได้ (บทความจาก Wired บอกว่า “and they will fail” หรือ “พวกเขาจะล้มเหลว”)

ไม่ว่าผลสุดท้ายจะออกมาเป็นแบบไหน เราจะมี “เครื่องมือ” ในการต่อสู้กับข่าวปลอมที่ดีกว่าเดิมหรือไม่ แต่สิ่งที่จำเป็นและจำเป็นเสมอมา ไม่ว่ายุคนี้หรือยุคไหนก็คือวิจารณญาณในการเสพสื่อ การแยกแยะความเห็นออกจากความจริง ทั้งความเห็นของผู้อื่น, และที่สำคัญ, ความเห็นของตนเอง

 

อ้างอิง

https://www.wired.com/2016/12/bittersweet-sweepstakes-build-ai-destroys-fake-news/

https://www.bloomberg.com/news/articles/2017-01-12/a-digital-fact-checker-fights-fake-news

http://www.businessinsider.com/mark-zuckerberg-on-how-facebook-will-fight-fake-news-2016-12

Digital Ventures x Champ Teepagorn

แห่งวัฒนธรรมชุบแป้งทอด ThaiPBS นักเขียนคอลัมน์ World While Web ณ นิตยสาร a day และ Head in the clouds ณ นิตยสาร GM ถนัดเขียนหนังสือ ชอบวาดการ์ตูน และวาดภาพประกอบ