Back to Blogs

โลกเสมือนยิ่งใหญ่ได้ถ้าไม่ทำร้ายโลกจริง

พฤศจิกายน 3, 2017 11:58 AM
views
vr_eng-2

เทคโนโลยีเสมือนจริง หรือวีอาร์ เป็นคำที่เราได้ยินบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกหลายต่อหลายเจ้าพูดกรอกหูเราอยู่ทุกวัน สื่อเทคโนโลยี (ซึ่งรวมถึงซู่ชิงเองด้วย) ก็พร่ำบอกอยู่เสมอว่านี่จะเป็นเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนโลกไปอีกทางหนึ่งเลยทีเดียว ในตอนแรกๆ มันอาจจะฟังดูไกลตัวอยู่มาก เพราะอุปกรณ์ที่จะใช้ในการเข้าถึงเทคโนโลยีวีอาร์ได้นั้นมีจำกัดและราคาก็สูงลิ่ว แถมคอนเทนต์ที่ชมได้แบบวีอาร์เองก็มีน้อยนิด แต่เมื่อเวลาผ่านไปเพียงไม่นานเราก็จะเห็นว่าวีอาร์ยังอยู่ ยังไม่ไปไหน และเข้าใกล้เรามากขึ้นเรื่อยๆ รู้ตัวอีกทีอุปกรณ์วีอาร์ก็ค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปอยู่ในบ้านแต่ละคนแล้ว

แวดวงภาพยนตร์เองก็กำลังเดินหน้าผลิตภาพยนตร์ที่สามารถรับชมได้แบบเสมือนจริงออกมามากขึ้นเรื่อยๆ มีการคาดประมาณว่าวีอาร์จะทำให้เกิดรายได้สูงถึง 75,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2021 และโรงภาพยนตร์จำนวนมากก็ตอบรับเทคโนโลยีนี้เพิ่มขึ้น อย่างเครือ IMAX เองก็เปิดโรงภาพยนตร์วีอาร์แห่งแรกในลอสแองเจลีสไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับเมืองใหญ่ๆ ที่สำคัญอีกหลายแห่งทั่วโลก หรือจะใกล้ตัวหน่อยในกรุงเทพก็จะเห็นว่ามีร้านหรือบูธไม่น้อยที่ให้บริการด้านการรับชมคอนเทนต์วีอาร์โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์หรือเกมก็ตาม

ย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว ตอนนั้นก็มีกระแสฮิตคล้ายๆ แบบนี้อยู่เหมือนกัน จำได้ไหมคะว่าในช่วงนั้นอะไรๆ ก็เป็นสามมิติทั้งหมด หนังเรื่องที่ฮิตๆ ปล่อยออกมาก็จะต้องมีสองเวอร์ชัน ทั้งเวอร์ชันปกติและเวอร์ชันสามมิติที่เราจะต้องรับแจกและคืนแว่นที่หน้าโรงภาพยนตร์ (ซึ่งคนดั้งน้อยอย่างซู่ชิงเกลียดการต้องสวมแว่นประเภทนี้เหลือเกิน มันพาลจะไหลลงไปกองที่ปีกจมูกอยู่เรื่อย แต่ครั้นจะไม่ดูเวอร์ชันสามมิติก็รู้สึกเหมือนจะเป็นการรับชมที่ไม่คุ้มค่าก็เลยต้องจำยอม)

ทว่า เวลาผ่านไป เทคโนโลยีสามมิติกลับพังครืนลงอย่างรวดเร็ว ร้านค้าที่ขายทีวีสามมิติก็ต้องทยอยเก็บของเข้ากรุ แบรนด์ก็เลิกผลิต ค่ายหนังก็เท ไม่ทงไม่ทำมันแล้วสามมิติ เพราะผู้ชมไม่ให้ความสนใจสักเท่าไหร่ ส่วนทางผู้ชมที่ไม่ให้ความสนใจก็เป็นเพราะว่ามันไม่ได้ว้าวขนาดนั้น ไม่ว่าจะชมแบบสองหรือสามมิติความแตกต่างก็ไม่ได้มากจนขาดไม่ได้

ดังนั้นอะไรจะมาเป็นตัวรับประกันได้ล่ะว่าเทคโนโลยีวีอาร์จะเจริญรุ่งเรืองได้ในวงการภาพยนตร์ และไม่คว้าน้ำเหลวเหมือนที่เกิดขึ้นกับสามมิติมาแล้ว วันนี้เราลองมาสำรวจความเป็นไปได้กันค่ะ

อย่างแรกที่จะทำให้เราอุ่นใจได้ว่าเทคโนโลยีวีอาร์จะไม่ถูกทอดทิ้งให้แห้งเหี่ยว ก็อาจจะเป็นเพราะบริษัทเทคโนโลยีมหาอำนาจทั้งหลาย ซึ่งรวมถึงเฟซบุ๊กและแอปเปิลด้วย ต่างก็ทุ่มทุนจำนวนมหาศาลไปกับการพัฒนาฮาร์ดแวร์ที่จะสามารถใช้ในการรับชมคอนเทนต์ประเภทวีอาร์ได้ ซึ่งเมื่อมีแบ็คอัพเป็นรายใหญ่ขนาดนี้ก็ค่อยคุ้มค่ากับการเดิมพันขึ้นมาหน่อยจริงไหมคะ

อย่างที่สองคือคนทำคอนเทนต์อย่างค่ายผู้ผลิตหนังก็ให้ความสนใจในการทำหนังวีอาร์อย่างจริงจัง ในงานภาพยนตร์ที่เมืองคานส์หรือเวนิสก็มีหนังวีอาร์ที่น่าใจได้รับรางวัลหลายเรื่อง ซึ่งทั้งผู้กำกับและนักแสดงต่างก็พูดแสดงถึงความเชื่อมั่นในวีอาร์อย่างหนักแน่น

และอย่างที่สาม ก็ต่อยอดมาจากความเชื่อมั่นในวีอาร์ที่พูดถึงนี่แหละค่ะ การได้ดูหนังในรูปแบบสามร้อยหกสิบองศาราวกับตัวเองเข้าไปอยู่ในหนังเรื่องนั้นด้วยจริงๆ นับเป็นประสบการณ์ที่ทรงพลังชนิดที่ไม่เคยมีอะไรเทียบเคียงได้ ใครที่ยังไม่เคยได้ทดลองชมก็จะนึกไม่ออกเลยว่ามันจะให้ความรู้สึกแบบไหน จนได้เข้าไปอยู่ในนั้นจริงๆ เลยนั่นแหละค่ะ ซึ่งคนในวงการเขาว่ากันว่ามันจะเปลี่ยนอนาคตของการรับชมหนังไปโดยสิ้นเชิง และอาจจะเป็นไปในแบบที่เราคาดไม่ถึงด้วยซ้ำ เพราะว่าขอบเขตของมันกว้างไกลมากจนยังไม่มีใครบอกได้เลยว่ามันจะพาเราไปถึงจุดไหน

ลองคิดดูว่าการที่เรานั่งสะดุ้งอยู่หน้าจอทีวีในฉากอันสุดสะพรึง หรือร้องไห้เป็นเผาเต่าเมื่อได้เห็นตัวละครยอมตายเพื่อรักแท้ อารมณ์เหล่านี้จะถูกดึงให้พีคขึ้นได้อีกสักกี่เท่าถ้าหากเราได้เห็นทุกอย่างเกิดขึ้นตรงหน้าและรอบๆ ตัวเราราวกับเพียงแค่เอื้อมมือออกไปก็น่าจะสัมผัสได้ แค่คิดก็น่าตื่นเต้นและน่าขนลุกไปพร้อมๆ กันแล้วนะคะ

เพิ่มความน่าขนลุกเข้าไปว่า ภาพยนตร์ในอนาคตข้างหน้าที่เราจะรับชมเนี่ย เราสามารถเดินตามเนื้อเรื่องไปด้วยได้ มีปฏิสัมพันธ์กับอวตารของคนอื่นไปด้วยได้ เราจะได้เดิน ได้บิน ได้ทำอะไรที่ใจอยากทำราวกับอยู่ในความฝัน นี่แหละค่ะที่เขาหมายมั่นปั้นมือกันว่าวีอาร์จะทำให้คุณลืมการรับชมหนังแบบเดิมๆ และสร้างคำจำกัดความของความบันเทิงที่ได้จากหนังกันใหม่เลยทีเดียว

วาดภาพให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของวีอาร์แล้ว ซู่ชิงก็อยากจะขอเบรคอารมณ์นิดนึงด้วยผลวิจัยชิ้นหนึ่งที่เพิ่งจะเปิดเผยเมื่อเร็วๆ นี้ค่ะ เราจะได้เห็นทั้งสองด้านของเทคโนโลยีนี้ได้อย่างชัดเจนมากขึ้น

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยลีดส์ในอังกฤษได้ออกมาเตือนถึงภัยจากการใช้เทคโนโลยีวีอาร์ที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชน โดยได้บอกว่าอาจส่งผลให้เกิดปัญหาทางด้านสายตาและการทรงตัวได้ ซึ่งการทดลองนี้ทำร่วมกับบริษัทวีอาร์หลายแห่งในอังกฤษ และนับเป็นการวิจัยแรกที่เกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีเสมือนจริงด้วย

กลุ่มนักวิจัยให้เด็กอายุ 8-12 ขวบ จำนวน 20 คน ทดลองเล่นเกมเสมือนจริงเป็นเวลานาน 20 นาที ซึ่งเป็นเกมที่ให้ความรู้สึกเหมือนผู้เล่นเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในโลกเสมือนของเกมนั้นด้วยจริงๆ จากนั้นก็ตรวจสอบเด็กทุกคนอย่างใกล้ชิด ซึ่งแม้จะพบว่าสายตาของเด็กไม่ได้รับผลกระทบรุนแรง แต่มีหนึ่งคนที่มีความสามารถในการรับรู้ความแตกต่างของระยะห่างที่น้อยลง และอีกหนึ่งคนที่สูญเสียการทรงตัวอย่างรวดเร็วทันทีหลังจากเล่นเกมเสร็จ ผลกระทบนี้เกิดขึ้นเป็นระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็เป็นผลกระทบที่เห็นได้ชัดแม้ว่าจะเข้าไปอยู่ในโลกวีอาร์ไม่นานก็ตาม

ศาสตราจารย์ในทีมวิจัยให้คำอธิบายว่าเมื่อสวมใส่อุปกรณ์แสดงภาพเสมือนจริงเข้าไป โลกเสมือนจริงแบบสามมิติจะถูกนำมาแสดงให้เห็นในรูปแบบของหน้าจอสองมิติ ซึ่งอาจทำให้ระบบการมองภาพเกิดความตึงเครียดได้ หากเกิดกับผู้ใหญ่ ก็จะทำให้มีอาการปวดหัวและปวดตา แต่ถ้าเกิดขึ้นกับเด็กอาจจะกลายเป็นผลกระทบระยะยาวซึ่งนักวิจัยเองก็ยังไม่ทราบแน่ชัดเลยด้วยซ้ำว่ามันจะร้ายแรงได้แค่ไหน

การทดลองครั้งนี้ทำให้เราตระหนักได้ว่าสภาพร่างกายของเด็กกับผู้ใหญ่มีการตอบรับเทคโนโลยีวีอาร์ที่แตกต่างกัน เป็นเรื่องยากที่จะบอกได้ว่าในระยะยาวแล้วผลกระทบจะเป็นอย่างไรเพราะตัวเทคโนโลยีเองก็ยังนับว่าใหม่มาก แต่อย่างน้อยๆ นี่ก็เป็นสัญญาณเตือนให้ผู้พัฒนาเทคโนโลยีวีอาร์ทั้งหลายต้องรีบมาใส่ใจว่า เส้นทางในการพัฒนาฮาร์ดแวร์ต่อไปข้างหน้าจะต้องแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้ได้ก่อนที่การใช้วีอาร์จะแพร่ขยายเป็นวงกว้างมากไปกว่านี้

เพราะถึงแม้ว่าโลกใหม่จะเต็มไปด้วยสิ่งน่าอัศจรรย์แค่ไหน แต่ถ้าโลกจริงที่ยืนอยู่มันพร่ามัวและเอนเอียงก็ไม่ไหวนะคะ

mm

Digital Ventures x Jitsupa Chin

พิธีกรสาวคนเก่งสายเทคโนโลยีแห่ง Voice TV ช่อง 21 ประจำอยู่ที่ รายการเทคโนโลยี Cool Tech, Tech Feed, The Breakdown with Adam Bradshaw, AIS Digiclub และ เขียนคอลัมน์ Cool Tech ในมติชนรายสัปดาห์