Back to Blogs

Voice Payment อีกทางเลือกของการชำระเงิน เมื่อคนในอเมริกา ‘จ่ายเงินด้วยเสียงกัน’ มากขึ้น

ตุลาคม 31, 2017 3:04 AM
views
voice-payment

ในปัจจุบันอุตสาหกรรมต่างๆ ต้องตื่นตัวและหันมาให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีกันอย่างจริงจัง ซึ่งหากลองโฟกัสไปที่อุตสาหกรรมทางการเงิน สิ่งที่เห็นได้ชัดคือสถาบันการเงินต่างๆ ทั่วโลกได้มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลต่างๆ มาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงิน ซึ่งทำให้เราได้เห็นบริการทางด้านการชำระเงินแบบใหม่ๆ กันอย่างแพร่หลาย

และเมื่อไม่นานมานี้ ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาได้มีการเสนอบริการด้าน Payment แบบใหม่ นั่นคือ  Voice payment ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก มีการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้มากขึ้นกว่าแบบเดิมๆ ซึ่งการแข่งขันในโลกของ Voice payment นั้น มีผู้เล่นอยู่หลายรายด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น  Apple Siri, Amazon Alexa, Microsoft Cortana, Google Assistant / Now และ Samsung Bixby / Viv ซึ่ง Voice payment นั้นมีประโยชน์หลายด้านและเป็นผู้ช่วยในการทำกิจกรรมประจำวันได้เป็นอย่างดี โดยวันนี้เราได้รวบรวมข้อมูลที่แสดงให้เห็นการเติบโตของ Voice payment ในอเมริกามาให้ทุกคนได้อ่านกัน

ทำความรู้จักกับ Voice Payment

Voice Payment เป็นรูปแบบการชำระเงินด้วยเสียง โดยเป็นการพัฒนาซอฟต์แวร์ให้สามารถจดจำเสียงและจังหวะการออกเสียงของผู้ใช้ได้ โดยทำหน้าที่เสมือนเป็นผู้ช่วยส่วนตัวโดยการรับคำสั่งจากผู้ใช้และส่งคำสั่งเพื่อดำเนินการทำธุรกรรมต่างๆ ให้เสร็จสิ้น โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องทำการใดๆ นอกจากส่งคำสั่งด้วยเสียงเท่านั้น ในปัจจุบัน มีอุปกรณ์ที่รองรับการสั่งการด้วยเสียงได้คือ Smartphone, Tablet และอุปกรณ์ Smart speaker ต่างๆ โดยมีเหตุผลหลักๆ ที่ทำให้ผู้คนในสหรัฐอเมริกาเลือกใช้บริการ Voice payment คือ

  1. การใช้ Voice Payment ทำให้พวกเขามีเวลาไปทำกิจกรรมอื่นๆ เพิ่มขึ้นโดยพวกเขาไม่ต้องมาเสียเวลากับการดำเนินการชำระเงินแบบเดิมๆ รวมไปถึงเข้ามาช่วยลดข้อจำกัดในการชำระเงิน เช่น บริการบางอย่างกำหนดให้ผู้ใช้ต้องชำระค่าบริการภายในเวลาที่กำหนด แต่เกิดติดธุระด่วนจึงไม่สามารถไปดำเนินการชำระเงินให้กับบริการดังกล่าวได้ทัน ซึ่ง Voice Payment เป็น Solution ที่เข้ามาแก้ไขปัญหานี้ได้
  2. Voice payment มีวิธีการใช้ที่ง่ายดาย ไม่ซับซ้อน ซึ่งต่างจาก Payment รูปแบบอื่นที่อาจจะต้องมีการใส่รหัส หรือการทดสอบที่ยุ่งยากก่อนดำเนินการใดๆ

whereppl

จากผลสำรวจพบว่าสถานที่ที่มีการใช้บริการ Voice Payment เยอะที่สุดคือบนรถ โดยคิดเป็น 51% จากผู้ใช้ Voice payment จำนวน 500 คน ซึ่งก็คาดเดาได้ไม่ยาก เพราะทำให้ผู้ใช้สามารถสั่งการทำอย่างอื่นไปด้วยได้ในระหว่างขับรถได้

อัตราการเติบโตของ Voice Payment พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ

เทคโนโลยี Voice payment นั้นมีช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและช่วยแก้ปัญหาของผู้ใช้ได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ว่า Voice payment จะยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายมากนัก แต่ก็มีแนวโน้มเติบโตได้ดี ซึ่งหากดูจะจากผลสำรวจพบว่า ในสหรัฐฯ มีผู้ใช้งาน Voice Payment เป็นจำนวนกว่า 18 ล้านคนและมีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2020 จำนวนผู้ใช้จะเติบโตอยู่ในอัตราเฉลี่ย 31% ต่อปี (CAGR) นอกจากนี้ยังมีผู้เล่นยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon และ Google ที่นำเทคโนโลยีมาปรับใช้กับการบริการต่างๆ ทั้งของบริษัทเองและของ Partner ทำให้ Voice payment มีอัตราเติบโตสูงขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อไม่นานมานี้ Google ก็ได้ออกมาประกาศความร่วมมือกับ Walmart ซึ่งเป็นบริษัทค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ในการนำโปรแกรมลำโพงอัจฉริยะจาก Google มาใช้ให้บริการสั่งสินค้าด้วยเสียง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่ดีในการเติบโตของ Voice payment

adoption

Voice Payment กับวงการธนาคาร

ในแวดวงการเงินและการธนาคารก็ได้มีการนำ Voice payment ไปประยุกต์ใช้ด้วยเช่นกัน โดยมีบริษัทที่เชี่ยวชาญในด้านซอฟต์แวร์ประเภท Voice recognition ที่ชื่อว่า “Nuance” เป็นผู้พัฒนา Voice assistants ออกมาใช้กับวงการธนาคารเป็นรายแรก โดย Nuance ได้พัฒนาโปรแกรม Voice payment ให้เป็นฟีเจอร์หนึ่งใน Mobile banking application ของธนาคารชื่อดังในสหรัฐอเมริกาอย่าง USAA และ Santander นอกจากนี้ Nuance ยังเป็นผู้พัฒนา “Siri” ซึ่งเป็นระบบสั่งการด้วยเสียงอัจฉริยะที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดีอีกด้วย โดยล่าสุด Siri ได้ออกบริการ Siri P2P ซึ่งเป็นบริการสั่งการโอนเงินระหว่างบุคคลอย่างง่ายๆ เพียงแค่ส่งคำสั่งโดยใช้เสียงเท่านั้น ซึ่งมีผู้เล่นรายแรกๆ ที่ได้นำโปรแกรม Siri P2P ไปใช้ได้แก่ PayPal, Venmo และ Square Cash และหลังจากนั้นเหล่าธนาคารใหญ่ๆ จากทั่วโลกอาทิ ธนาคาร Monzo ของอังกฤษ ธนาคาร N26 ของเยอรมัน และ ธนาคาร Royal Bank ของแคนาดา (RBC) ก็เริ่มมีการนำเทคโนโลยี Voice payment มาให้บริการด้วยเช่นกัน

type

จากกราฟ จะเห็นได้ว่ามีการใช้บริการ Voice payment ในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคมากที่สุด รองลงมาเป็นสินค้าดิจิทัลต่างๆ เช่น Content ของรายการทีวีและภาพยนตร์ต่างๆ รวมถึงการจ่ายบิล เช่น ค่าไฟหรือค่าบัตรเครดิต

ทำอย่างไร Voice Payment ถึงจะเติบโตได้?

อุตสาหกรรมที่มีการทำธุรกรรมในรูปแบบ Voice Payment มากที่สุดคือการชำระเงินในธุรกิจประเภท E-commerce ขนาดเล็ก เช่น Amazon Dash, Amazon Wand ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ในการซื้อของใช้ในครัวเรือน นอกจากนี้ยังใช้ซื้อบริการ Entertainment ในรูปแบบออนไลน์ เช่นเพลงและภาพยนตร์ อย่างไรก็ตามสำหรับผู้คิดจะพัฒนาหรือนำบริการ Voice Payment มาใช้ในธุรกิจของตัวเอง มีสิ่งที่ควรคำนึงถึงเพื่อให้บริการเติบโตไปได้ ดังนี้

  • เพิ่มความปลอดภัย – ในช่วงแรกที่นำบริการเข้ามาใช้ อาจมีผู้ใช้ที่ยังรู้สึกไม่วางใจในความปลอดภัยของการชำระเงินด้วยเสียง ดังนั้นผู้ให้บริการอาจจะต้องมีระบบความปลอดภัยที่รัดกุม โดยมีการยืนยันตัวตนในรูปแบบอื่นๆ รองรับพ่วงไปกับการยืนยันตัวตนด้วยเสียงด้วยด้วย เช่น การยืนยันตัวตนในรูปแบบจดจำใบหน้าหรือลายนิ้วมือ เป็นต้น
  • อัพเดทการรับรู้คำสั่งอยู่เสมอ – ระบบ Voice payment ที่ดีต้องสามารถเข้าใจคำสั่งทั้งในรูปแบบภาษาทางการและภาษาพูดได้ เนื่องจากผู้ใช้มักจะชินกับภาษาพูดมากกว่าอยู่แล้ว ยิ่งระบบสามารถเข้าใจภาษาพูดได้มากเท่าไหร่ ยิ่งใช้งานได้ง่ายขึ้นเท่านั้น
  • พัฒนา Interface ให้ดีด้วย – ระบบ Voice payment ที่มีประสิทธิภาพนั้นใช้งานด้วยเสียงก็จริง แต่ก็ไม่ควรจะละเลยการพัฒนา Visual content และ User interface ให้มีหน้าตาที่สวยงามและใช้งานได้ดีด้วย

สำหรับในประเทศไทยแล้ว หลายคนอาจมองว่าเทคโนโลยีอย่าง Voice payment ยังเป็นเรื่องที่ไกลตัวอยู่ แต่หากลองสังเกตดีๆ จะเห็นว่าหลายอุตสาหกรรมโดยเฉพาะในวงการธนาคารไทยตอนนี้ ได้มีการตื่นตัวต่อเทคโนโลยี และมุ่งเน้นในการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาปรับใช้ในการให้บริการทางการเงินเป็นอย่างมาก เห็นได้จากระบบการจ่ายเงินรูปแบบใหม่ๆ อย่างเช่นการแสกน QR code [อ่านเพิ่มเติมได้ใน จับตาดูเทรนด์ Cashless Society ในเอเชียและมาตรการผลักดันสังคมไร้เงินสดของแต่ละประเทศ] ดังนั้นหากในอนาคตได้มีการศึกษาและพัฒนาอย่างจริงจัง Voice payment ก็อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ

อ้างอิง

The Financial Brand

Digital Ventures