Back to Blogs

ประเทศไทย 4.0 จะแข่งขันกับเศรษฐกิจโลกอย่างไรในยุค Deep Tech เปิดมุมมองของคุณอรพงศ์ เทียนเงิน CEO แห่ง Digital Ventures

เมษายน 17, 2018 9:07 AM
views
1

ประเทศไทยกำลังก้าวไปข้างหน้าด้วยนโยบายประเทศไทย 4.0 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นแผนที่ผลักดันให้เราพร้อมสำหรับการแข่งขันด้านเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่หากมองในรายละเอียดแล้ว ยังมีหลายส่วนที่ประเทศไทยต้องปรับปรุงเพื่อเร่งความเร็วให้ทันการแข่งขันทางดิจิทัลหรือ Digital Competitiveness โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีชั้นสูงหรือ Deep Tech ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวเร่งความเร็วด้านการแข่งขันในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

การผลักดัน Deep Tech เพื่อไล่ให้ทันความเร็วของโลกจึงเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เกิดโครงการ U.REKA ซึ่ง Digital Ventures เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยวันนี้เรามีข้อมูลสถิติที่น่าสนใจซึ่งคุณอรพงศ์ เทียนเงิน CEO แห่ง Digital Ventures แชร์ให้ฟังในงานแถลงข่าวครั้งล่าสุด

 

ประเทศไทย 4.0 กับการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลโลก

แม้ว่าเราจะมีนโยบายประเทศไทย 4.0 แต่หากพูดถึงความพร้อมในภาพรวมของประเทศที่จะไล่ให้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลกยังถือว่ามีอีกหลายปัจจัยที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และยังคาดกันว่าการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของทั่วโลกนั้นจะส่งผลกระทบรุนแรงกว่าในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเสียอีก ยกตัวอย่างเช่น ประเทศจีนที่ Forbes รายงานว่า เศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศจีนนั้นกำลังจะจะมีมูลค่าสูงขึ้นแซงเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม โดยคิดเป็น 30% ของ GDP ประเทศจีนแม้ว่าจะยังใช้เพียงเทคโนโลยีพื้นฐานเท่านั้น แถมยังรวมถึงการศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีชั้นสูงหรือ Deep Tech ที่กำลังเข้ามามีบทบาทในเวลาอันใกล้ และจะเพิ่มขีดจำกัดของการพัฒนาด้วยเทคโนโลยีไปได้ไกลอีกเป็นเท่าตัว เชื่อว่าเทคโนโลยีต่างๆ ยังพร้อมที่จะเข้ามา Disrupt แวดวงอื่นๆ และขยายสัดส่วนในระบบเศรษฐกิจได้อีกมากมาย

 

การแข่งขันด้านดิจิทัล วัดจาก 3 ปัจจัย “Knowledge, Technology และ Future Readiness” แล้วประเทศไทยอยู่ตรงไหน?

u-reka1

หันมามองที่ความพร้อมในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศไทยกันบ้าง คุณอรพงศ์ได้นำข้อมูลด้านการแข่งขันดิจิทัลโลกหรือ World Digital Competitiveness จาก IMD ซึ่งเก็บข้อมูลจากประเทศต่างๆ กว่า 60 ประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยมาแชร์ให้ฟัง โดยอ้างอิงข้อมูลจาก IMD ที่มีการวัดประเมิน Digital Competitiveness จาก 3 ปัจจัยหลัก และ 3 ปัจจัยย่อยในแต่ละหัวข้อหลักโดยดูจาก

  1. ความรู้และทักษะ (Knowledge) ประกอบไปด้วย
  • กลุ่มคนที่มีความสามารถ
  • การลงทุนในการศึกษาและฝึกฝนทักษะ
  • ความเข้มข้นด้านการค้นคว้าวิจัยด้านวิทยาศาสตร์
  1. สภาพแวดล้อมทางเทคโนโลยี (Technology Environment) นั่นก็คือ
  • โครงสร้างมาตรฐานการสนับสนุน หรือมาตรการที่เอื้อให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยี
  • ทุนและทรัพยากร
  • โครงสร้างการทำงานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี
  1. การพร้อมที่จะปรับตัวกับสิ่งใหม่ๆ ในอนาคต (Future Readiness) หมายถึง
  • ทัศนคติต่อการปรับตัวทางดิจิทัล
  • ความคล่องตัวของธุรกิจ
  • การบูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศ

IMD ได้ระบุว่า ความพร้อมในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 41 จาก 63 ประเทศ เมื่อดูตัวเลขให้ละเอียด จะพบส่วนที่น่าเป็นห่วงอยู่ นั่นก็คือ การลงทุนในการศึกษาและการฝึกฝนทักษะด้านดิจิทัล ไทยอยู่อันดับที่ 47 ส่วนทัศนคติต่อการปรับตัวด้านดิจิทัลอยู่อันดับที่ 51 และในด้านการบูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศอยู่อันดับที่ 53

ในอีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยถือว่ามีความพร้อมด้านเงินและธุรกิจที่สำคัญต่อเศรษฐกิจดิจิทัล ประกอบด้วย ด้านการทุนและทรัพยากรอยู่อันดับที่ 21 และความคล่องตัวของธุรกิจได้อันดับที่ 32

u-reka2

นอกจากนี้ยังมีส่วนของโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งถือว่ามีความพร้อมมาก ได้แก่ ด้านการบริการธนาคารและภาคการเงินได้อันดับที่ 10 และด้านจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือก็สูงเป็นอันดับที่ 6

คุณอรพงศ์ยังได้ชี้ตัวอย่างประเทศที่มีศักยภาพการแข่งขันด้านดิจิทัลอันดับ 1 ของโลก นั่นก็คือสิงคโปร์ โดยจุดแข็งที่น่าสนใจของสิงคโปร์คือด้านการศึกษา ทัศนคติต่อการปรับตัวด้านดิจิทัลซึ่งมองกว้างไปถึงการเป็นพลเมืองโลกหรือ Globalization บริการของภาครัฐฯ แบบ e-Government และด้าน Cyber Security

u-reka3

 

Deep Tech กุญแจสำคัญที่จะช่วยเข้ามาผลักดัน Digital Competitiveness หรือการแข่งขันด้านดิจิทัลของไทย

จากตัวเลขต่างๆ ที่กล่าวไปข้างต้น จะเห็นได้ว่า หากเราไม่สามารถไล่ทันการแข่งขัน ย่อมทำให้เกิดการถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่จะช่วยให้ประเทศไทยทันต่อการเปลี่ยนแปลง คือ การพัฒนาเทคโนโลยีระดับสูงหรือ Deep Tech ให้เกิดขึ้นโดยฝีมือคนไทย

30707438_165822700912262_290846505156214784_n

สรุปปัจจัยการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศไทยโดย IMD

จึงเกิดเป็นที่มาของโครงการ U.REKA ที่จะต้องร่วมมือกับภาคการศึกษาในไทยเพื่อเน้นให้เกิด Ecosystem สำหรับ Startup ที่พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้วย Deep Tech โดยเฉพาะ หากมองด้านการแข่งขันในยุค Digital Transformation เทคโนโลยีชั้นสูงไม่เพียงแต่ช่วยให้การเปลี่ยนแปลงราบรื่นเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันในทุกด้าน เช่น ภาคธนาคารที่เริ่มมีการนำ Deep Tech เข้ามาในกระบวนการ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ Platform สำหรับทำการค้าขายระหว่างลูกค้ารายย่อยที่สะดวกยิ่งขึ้นพร้อมกับช่วยลดต้นทุนการจัดการได้ในเวลาเดียวกัน ทำให้ธนาคารสามารถตั้งเป้าไปที่งานบริการให้มีคุณภาพสูงขึ้น การแข่งขันก็จะเป็นไปในทางที่เกิดประโยชน์แก่ผู้บริโภค

 

เชื่อมโยงความรู้เข้าสู่ Ecosystem กลไกการผลักดัน Deep Tech ให้เกิดขึ้นเริ่มตั้งแต่ระดับ “การศึกษา”

การพัฒนา Deep Tech ที่ดีที่สุดไม่เพียงแต่ต้องเกิดประโยชน์เท่านั้น แต่ต้องสามารถอยู่ได้ในฐานะธุรกิจ Startup ที่ดี มีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์และส่งให้ผู้พัฒนาอยู่ได้ การผลักดัน Ecosystem ให้ครบองค์ประกอบจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมาก ทั้งการนำความรู้จากงานวิจัยมาต่อยอดเป็นโมเดลธุรกิจ การพัฒนาบุคลากรที่สามารถทำงานตอบโจทย์ดังกล่าว และกลไกสนับสนุนทางธุรกิจอื่นๆ ซึ่งตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือมหาวิทยาลัย Stanford ซึ่งผลักดัน Ecosystem ด้วยความรู้จนทำให้ Silicon Valley ประสบความสำเร็จ

u-reka5

ปัจจุบันประเทศไทยมีฐานความรู้กระจายอยู่ที่มหาวิทยาลัยต่างๆ หากเราสามารถหยิบความรู้เหล่านั้นมาสร้างเป็นไอเดียสำหรับ Startup พัฒนาจนสำเร็จได้ ก็จะเกิดผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งความรู้ที่จะถูกหยิบมาต่อยอดมากขึ้น การเพิ่มจำนวนงานวิจัยเพื่อเป็นฐานสำหรับไอเดีย อันจะส่งผลต่อการพัฒนาบุคลากรจากการเข้าระบบการศึกษาโดยตรงด้วย

ap3_2124

เราต้องสร้าง Deep Tech Ecosystem ที่สมบูรณ์ตั้งแต่ต้นน้ำ คือการศึกษาวิจัย จนถึงปลายน้ำ คือเป็นธุรกิจที่อยู่ได้ ประสบความสำเร็จใน Real Sector จริง” – คุณอรพงศ์ เทียนเงิน CEO ของ Digital Ventures

สำหรับสาขาของ Deep Tech ที่ประเทศไทยสามารถนำมาใช้เพื่อไล่ให้ทันการแข่งขันด้านดิจิทัลโลก ประกอบด้วย 6 สาขา ได้แก่ Artificial Intelligence, Blockchain, Cloud & Security, Big Data / Internet of Things (IoT), Augmented Reality & Virtual Reality และ Quantum Computing

U.REKA จึงพร้อมผลักดัน Startup ที่พัฒนา Deep Tech ใน 6 สาขาข้างต้น โดยได้รับการสนับสนุนจากคณะวิศวกรรมศาสตร์จาก 7 มหาวิทยาลัยร่วมกับ Digital Ventures, Microsoft และ Knowledge Exchange เพื่อบ่มเพาะ Deep Tech Startup ด้วยการดูแลตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมโอกาสรับเงินลงทุนสูงสุดถึง 10 ล้านบาท ซึ่งโครงการเปิดรับสมัคร นักศึกษา นักวิจัย และอาจารย์เข้าร่วมโครงการทางเว็บไซต์ u-reka.co ตั้งแต่วันนี้ถึง 15 พฤษภาคมนี้

แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบกระเทือนเสมอ แต่ก็นับเป็นโอกาสที่ช่วยให้เราเติบโตมากกว่าที่เป็นอยู่ได้ หากเราสามารถเริ่มต้นหาหนทางรับมือตั้งแต่ตอนนี้นั่นเอง ในคราวหน้าเราจะนำเนื้อหาที่ต่อเนื่องในประเด็นนี้จากช่วง Panel โดยคณบดีและอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ของ 7 มหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการ U.REKA มาให้ติดตามกัน

ขอบคุณข้อมูลจาก

www.u-reka.co

www.imd.org

www.forbes.com

Digital Ventures