Digital Ventures

Back to blog

ประเทศไทยจะใช้ Deep Tech Ecosystem แข่งขันบนโลกเศรษฐกิจฐานความรู้อย่างไร – รวมแนวคิดจากผู้บริหารจากสถาบันศึกษาและภาคเอกชนในโครงการ U.REKA

DIGITAL VENTURES เมษายน 20, 2018 9:25 AM

3,677

หลังจากที่คุณอรพงศ์ เทียนเงิน CEO ของ Digital Ventures ได้เล่าให้ฟังถึงความพร้อมของการพัฒนานวัตกรรมในประเทศไทยในงานเปิดตัวโครงการ U.REKA ไปแล้ว อีกหนึ่งหัวข้อที่น่าสนใจไม่แพ้กันในงานคือ เบื้องหลังความร่วมมือครั้งนี้ผ่านการพูดคุยกับ Partner ผู้ผลักดันให้โครงการ U.REKA เกิดขึ้นได้ ซึ่งประกอบด้วยคณะวิศวกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย 7 แห่ง รวมถึง The Knowledge Exchange (KX) และไมโครซอฟท์ ไทยแลนด์ ที่มาร่วมกันขับเคลื่อน Ecosystem ให้สมบูรณ์

รศ.ดร. สุพจน์ เตชวรสินสกุล คณบดีวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, รศ.ดร. พีรยุทธ์  ชาญเศรษฐิกุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ผศ.ดร.วิภู ศรีสืบสาย รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, ศ.ดร.บุญเจริญ ศิริเนาวกุล ประธานกรรมการบริหาร Knowledge Exchange, คุณอรพงศ์ เทียนเงิน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ ในเครือธนาคารไทยพาณิชย์, คุณธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด, รศ.ดร. อุดมเกียรติ นนทแก้ว คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ, ศ.ดร. ชัย จาตุรพิทักษ์กุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, ผศ.ดร. ทิพบุษฏ์ เอกแสงศรี รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ดร.จักรพงษ์ นาทวิชัย รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

  • ทำไมมหาวิทยาลัยจึงเป็นแกนหลักในการการขับเคลื่อน Deep Tech ผ่านโครงการ U.REKA

คุณอรพงศ์ เทียนเงิน CEO ของ Digital Ventures ในฐานะผู้ริเริ่มโครงการ U.REKA มองว่า ทุกวันนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมาก ปัจจุบันสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือบัณฑิตเรียนจบช้ากว่านวัตกรรมที่เกิดขึ้นในท้องตลาด ภาคธุรกิจก็ลำบากเพราะทำให้หาบัณฑิตที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกันยากขึ้น หากเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ การเปลี่ยนแปลงในภาพรวมของประเทศในด้านนวัตกรรมจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ทำให้ Digital Ventures ต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการผลักดันโครงการ U.REKA โดยให้มหาวิทยาลัยเป็นแกนหลักของโครงการ ด้วยการดำเนินโครงการตามความเหมาะสมสำหรับภาคการศึกษาและพัฒนานวัตกรรม Deep Tech ให้มากที่สุด

ที่ผ่านมา แม้ว่าภาคธุรกิจจะจับมือกับมหาวิทยาลัยอยู่บ้าง แต่การจับมือที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นโครงการที่ส่งผลระยะยาว อาจเพราะยังไม่แน่ใจทั้งแง่ของศักยภาพและยังไม่มีแผนงานรองรับที่ดีพอให้สามารถผลักดันในระยะยาวได้ โครงการ U.REKA จึงเป็นโครงการที่ไม่เพียงแต่เป็นการมุ่งเน้นพัฒนาด้าน Deep Tech เท่านั้น แต่ยังต้องการมุ่งให้เกิดพื้นฐานการพัฒนานวัตกรรมไปทั่วประเทศเลยทีเดียว

“เศรษฐกิจแบบฐานความรู้” คืออะไร? ระบบการศึกษาต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อรองรับกับสิ่งนี้?

ศ.ดร. สุพจน์ เตชวรสินสกุล คณบดีวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ว่า เมื่อสิบปีก่อนโลกของเราเป็นเศรษฐกิจแบบปัจจัยการผลิต จึงมีความกังวลเรื่องจำนวนทรัพยากร แต่หลังจากโลกได้วิวัฒนาการมากขึ้น เรามีความรู้เพิ่มพูนมากขึ้น สามารถใช้ความรู้ในการพัฒนาและใช้ทรัพยากรได้คุ้มค่ามากขึ้น เกิดเศรษฐกิจแบบฐานความรู้ ซึ่งนำความรู้มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ

ปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นตามมาเมื่อโลกเกิดเป็นเศรษฐกิจบนฐานความรู้ คือ เราปรับตัวไม่ทันต่อการแข่งขัน หมายความว่าเรายังใช้วิธีสร้างนวัตกรรมแบบโลกสมัยก่อนที่ภาคการศึกษามีบทบาทเพียงรวบรวมข้อมูลความรู้ไว้เท่านั้น อีกทั้งยังมีกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ตกค้างมาถึงปัจจุบันซึ่งขัดขวางการพัฒนานวัตกรรมให้สอดรับการแข่งขันตอนนี้

การไม่พัฒนาให้สอดคล้องกับการแข่งขันทำให้ Learning Ecosystem หรือระบบนิเวศของการศึกษาไม่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมด้วย ซึ่ง ผศ.ดร. ทิพบุษฏ์ เอกแสงศรี รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขยายความว่า การพัฒนา Learning Ecosystem ทำให้นักศึกษามีทักษะที่ดีก็จริง แต่ถ้าหากไม่สามารถทำสิ่งที่ตอบโจทย์ตลาดได้ ก็อาจเป็นการสิ้นเปลืองในต่างประเทศการพัฒนา Deep Tech เกิดจากความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและผู้ที่อยากใช้งานเทคโนโลยี ทำให้ Learning Ecosystem มีเป้าหมายที่ชัดเจน

รศ.ดร. พีรยุทธ์  ชาญเศรษฐิกุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ย้ำว่า โครงการ U.REKA ที่ร่วมมือกับภาคการศึกษาเพื่อสนับสนุนนวัตกรรม Deep Tech เป็นโอกาสอันดีที่ทำให้เห็นว่าสถาบันการศึกษาต้องปรับตัวเพื่อให้ความรู้นำไปใช้งานได้จริง

  • จำนวน ‘สิทธิบัตร’ สะท้อนการพัฒนานวัตกรรมของประเทศไทยได้อย่างไรบ้าง?

สิ่งที่สะท้อนการพัฒนาและส่งเสริมนวัตกรรมได้ดีที่สุด คือ จำนวนการจดสิทธิบัตรในแต่ละประเทศ ซึ่งผสานทั้งองค์ความรู้ พื้นฐานทรัพยากร และโครงสร้างด้านนโยบายของประเทศนั้นๆ ผศ.ดร.วิภู ศรีสืบสาย รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เผยว่า ประเทศไทยมีจำนวนสิทธิบัตรน้อยกว่าประเทศชั้นนำด้านการพัฒนานวัตกรรมอย่างมาก โดยสิทธิบัตรรวมในประเทศไทยมีราว 50,000 ใบ ซึ่งน้อยกว่าที่สหรัฐฯ จดทะเบียนมากถึงปีละ 300,000 ใบ

ประเด็นที่น่าสนใจ คือ ประเทศอิสราเอล ซึ่งปัจจุบันเน้นการส่งออกสินค้าและบริการด้านเทคโนโลยี ซึ่งมีจำนวนสิทธิบัตรใกล้เคียงกับประเทศไทย แต่มี GDP ต่อประชากรสูงกว่าประเทศไทยมากกว่าเกือบ 7 เท่า แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมการแข่งขันทางเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพมากเพียงใด

ข้อมูล GDP Per Capita ของอิสราเอลเทียบกับไทย โดย World Bank

  • Deep Tech จะถูกผลักดันในประเทศไทยผ่านภาคการศึกษาได้อย่างไรบ้าง?

สำหรับประเทศไทย จำนวนการจดสิทธิบัตรอาจไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่เป็นเนื้อหาของสิทธิบัตร ว่าสอดคล้องกับตลาดหรือไม่ เราจึงหันมามองถึงการพัฒนา Deep Tech ให้ตอบโจทย์ตลาดซึ่งเป็น หัวใจหลักของโครงการ U.REKA

รศ.ดร. อุดมเกียรติ นนทแก้ว คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ แย้มว่า Deep Tech คือ วิทยาศาสตร์เชิงลึกที่ยากจะลอกเลียนแบบ ผู้ที่สามารถพัฒนา Deep Tech ให้เกิดขึ้นต้องเป็นผู้ที่มีแรงจูงใจอยากจะศึกษาในเชิงลึก ซึ่งมักเป็นบุคลากรในภาคการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัย ซึ่งสมัยก่อนการสร้างความรู้มักไม่มีเป้าหมายสำหรับการแข่งขัน จึงกลายเป็นต่างคนต่างทำ ความรู้ที่เกิดขึ้นจึงจับต้องได้ยากและไม่เชื่อมโยงกับใครเลย

การจะทำให้ Deep Tech เกิดผลต่อด้านเศรษฐกิจนั้น ผู้มีความรู้ในภาคการศึกษาต้องจับมือกับผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์และผู้เชี่ยวชาญด้านการจำหน่าย ซึ่งอยู่ในภาคธุรกิจ และทำงานร่วมกันบน Ecosystem ที่สมบูรณ์ โดยมีองค์ประกอบหลัก 3 ข้อได้แก่

  1. ความร่วมมือจากภาคการศึกษากับภาคธุรกิจ เดิมทีการพัฒนานวัตกรรมให้เกิดขึ้นนั้นเป็นหน้าที่ของภาคการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่เมื่อต้องแข่งด้านเศรษฐกิจกันบนฐานความรู้ การพัฒนานวัตกรรมให้ใช้งานได้และเป็นที่นิยมจึงจำเป็นต้องร่วมมือกับภาคธุรกิจซึ่งเชี่ยวชาญงานด้านนี้

  2. บทบาทของรัฐต่อภาคการศึกษาและภาคธุรกิจ ต้องปรับเปลี่ยนกติกาให้ยืดหยุ่นและมีขั้นตอนรวดเร็ว เพื่อให้ทันต่อการแข่งขันของโลกปัจจุบัน

  3. โครงการสนับสนุน ซึ่งเปรียบเสมือนพื้นที่ให้ภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรมมาเจอกัน รวมทั้งผู้สนับสนุนทุน ทรัพยากร และการสนับสนุนด้านเทคนิคอื่นๆ จนเกิดเป็น Ecosystem ที่แข็งแรง

  • คุณสมบัติบุคลากรไทยกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้าน Deep Tech

นอกจากเงินทุน ความรู้ และการสนับสนุนทางเทคนิคแล้ว บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเป็นปัจจัยที่ขาดไม่ได้สำหรับโครงการ U.REKA ดร.จักรพงษ์ นาทวิชัย รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แสดงความเห็นว่า บุคลากรไทยมีความพร้อมสูงอยู่แล้วทั้งในภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และภาคธุรกิจ จุดที่ต้องคำนึงต่อไป คือ การวางแผนว่าจะนำเทคโนโลยี Deep Tech ไปใช้กับแวดวงใดบ้าง ซึ่งทำให้เราสามารถหาบุคลากรที่เชี่ยวชาญในแวดวงความรู้นั้นๆ ได้ง่าย นอกจากนี้ ยังต้องทำการ Connected Knowledge เพื่อให้ความรู้แต่ละด้านมาเจอกันจนเป็นผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์ ซึ่งเป็นเป้าหมายของโครงการ U.REKA เช่นกัน

ศ.ดร. ชัย จาตุรพิทักษ์กุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ยังเล่าถึงหนึ่งในคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการ U.REKA ถึงการที่ต้องมีนักศึกษาระดับปริญญาเอกในโครงการต่อทีม เพราะว่า การศึกษาในระดับปริญญาตรีและปริญญาโทจะมีสัดส่วนด้านการวิจัยน้อยกว่า ซึ่งต่างจากการเรียนในระดับปริญญาเอกซึ่งเน้นที่การวิจัยมากที่สุด การพัฒนาเทคโนโลยีชั้นสูงซึ่งเป็นเรื่องใหม่ที่จำเป็นต้องมีผู้ผ่านประสบการณ์ด้านการวิจัยระดับเข้มข้น ทุกมหาวิทยาลัยจึงเห็นตรงกันว่าผู้สมัครควรมีคุณสมบัติส่วนนี้ด้วย

  • ภาคเอกชน ผู้เติมเต็ม Deep Tech Ecosystem ให้สมบูรณ์

นอกจากการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเพื่อนำองค์ความรู้และทักษะมาใช้แล้ว Digital Ventures ยังได้จับมือกับองค์กรเอกชนอย่าง Knowledge Exchange (KX)และ Microsoft ซึ่งจะเข้ามาเสริมเติมเต็มให้กระบวนการทำงานทั้งหมดสมบูรณ์

ศ.ดร.บุญเจริญ ศิริเนาวกุล ประธานกรรมการบริหาร Knowledge Exchange กล่าวว่า KX จะทำหน้าที่สร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับให้ภาคการศึกษาและภาคธุรกิจมาเจอและทำงานร่วมกันได้อย่างกลมกลืน ซึ่งจะช่วยให้เกิด Ecosystem ที่สมบูรณ์ และผลักดันให้ Startup ไทยเติบโตได้ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะ Deep Tech Startup ที่นับเป็นความหวังของประเทศไทยการแข่งขันด้านเศรษฐกิจในยุคดิจิทัล

ส่วนคุณธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด เล่าว่าเดิมที Microsoft มีโครงการสนับสนุน Startup ทั่วโลกอยู่แล้ว เมื่อคุณอรพงศ์ชวนให้เข้ามาสนับสนุนโครงการ U.REKA ซึ่งมีจุดหมายสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของบริษัท จึงตัดสินใจเข้าร่วมทันที โดย Microsoft จะเป็นฝ่ายสนับสนุนด้านเทคนิคให้แก่ทีมผู้สมัคร ทั้งเครื่องมือในส่วนของ Hardware และ Platform ส่งเสริมการทำงานเพื่อให้ทีมผู้เข้าสมัครตั้งเป้าที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างเต็มที่

Ecosystem อันเพียบพร้อมเป็นปัจจัยสำคัญที่ Digital Ventures และ Partner สร้างเพื่อให้ผู้ร่วมโครงการ U.REKA ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์จนใช้งานได้และมีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปอีกระดับหนึ่ง โดยโครงการ U.REKA จะมุ่งผลักดันผลิตภัณฑ์และบริการจาก Deep Tech 6 สาขา ได้แก่ Artificial Intelligence, Blockchain, Cloud & Security, Big Data / Internet of Things (IoT), Augmented Reality & Virtual Reality และ Quantum Computing โดยเปิดรับสมัครอาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยตั้งแต่วันนี้ถึง 15 พฤษภาคม ทางเว็บไซต์ u-reka.co