Digital Ventures

Back to blog

หาก AI อ่านใจคุณ

DIGITAL VENTURES X CHAMP TEEPAGORN มกราคม 24, 2018 10:53 AM

3,162

ปัจจุบันดูเหมือนว่าปัญญาประดิษฐ์จะรู้จักเรามากกว่าที่เราคิด

ผ่านทางการรวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่เราป้อนให้มัน (ทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว) ปัญญาประดิษฐ์ก็สามารถ ‘เดา’ ได้ว่าเราจะพิมพ์อะไรต่อไป (เช่น ฟีเจอร์ Autocorrect, Predictive Texting ในโทรศัพท์มือถือ) ถึงจะทำงานไม่ได้ตรงตามความต้องการ 100% แต่มันก็มีแนวโน้มจะทำงานดีขึ้นเรื่อยๆ มันเริ่มถูกพัฒนาให้ตอบสนองความต้องการของเราได้ก่อนที่เราจะร้องขอ รู้ว่าเราอยากซื้ออะไร อยากช้อปอะไร วงจรอารมณ์ในแต่ละวันของเราจะขึ้น - ลง อย่างไร แล้วสอดแทรกตัวเองเข้ามาอย่างเหมาะสม

แต่ทั้งหมดนี้ก็อาจยังไม่เรียกว่าการ ‘อ่านใจ’ แบบตรงตัว

ถึงแม้ที่ผ่านมาจะมีความพยายามพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ให้ ‘อ่านใจ’ เราได้อยู่เรื่อยๆ ผ่านทางภาพสแกนสมองแล้ววิศวกรรมย้อนกลับ แต่ก็ดูเหมือนว่า มันจะยังไม่ไปถึงจุดที่เราต้องการสักเท่าไร

แต่ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเกียวโต ก็กำลังพัฒนาเทคโนโลยีการอ่านใจให้ใกล้เคียงกับเทคโนโลยีที่เราอาจเคยพบเห็นได้ในแต่หนังไซไฟมากขึ้น พวกเขาเปิดเผยงานวิจัยล่าสุดว่ากำลังใช้เทคนิค ‘การสร้างรูปขึ้นใหม่เชิงลึก’ (Deep Image Reconstruction) ซึ่งก้าวล้ำไปกว่าเทคโนโลยีโครงข่ายนิวรอนเดิมๆ

พวกเขาอธิบายว่า วิธีเดิมของเทคโนโลยีการอ่านใจด้วยปัญญาประดิษฐ์นั้นใช้วิธีการค่อยๆ สร้างภาพขึ้นจากพิกเซลและรูปร่างพื้นฐาน แต่วิธีของเขาจะสร้างรูปขึ้นได้โดยใช้โครงสร้างและสีสันที่ซ้อนกันหลากหลายชั้น คามิทานิ หนึ่งในนักวิจัยในโครงการ ให้สัมภาษณ์กับ NBC ว่า “วิธีก่อนหน้านี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่ารูปมักประกอบด้วยจุดหรือรูปร่างง่ายๆ แต่จริงๆ แล้ว สมองของเราประมวลผลข้อมูลภาพด้วยอย่างเป็นชั้นๆ (hierarchically) ด้วยการสกัดรายละเอียดที่ซ่อนอยู่ในแต่ละชั้นออกมา” วิธีการประมวลผลแบบใหม่ของพวกเขาจึงจะสะท้อนการทำงานของสมองมนุษย์มากขึ้น

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกียวโตทีมนี้ทดลองโดยการศึกษาผ่านกลุ่มตัวอย่างสามคน โดยใช้เวลาทั้งสิ้นสิบเดือน ในสิบเดือนนี้ พวกเขาจะให้กลุ่มตัวอย่างมองภาพต่างๆ อย่างเช่นภาพถ่ายนกหรือภาพถ่ายบุคคล รวมไปถึงภาพรูปทรงเรขาคณิตพื้นฐานและภาพตัวอักษร เป็นระยะเวลาที่ต่างกัน นานบ้าง สั้นบ้าง บางครั้งระหว่างมองภาพถ่ายเหล่านี้ พวกเขาก็จะวัดกิจกรรมของสมองของกลุ่มตัวอย่างไปเลย แต่บางครั้ง หลังกลุ่มตัวอย่างดูภาพ ทีมวิจัยก็จะบอกให้พวกเขา ‘จินตนาการถึง’ ภาพภาพนั้นแทน แล้วค่อยวัดกิจกรรมสมอง

พูดตามตรง - ภาพที่สร้างขึ้นมาใหม่ภายหลังนั้นไม่ได้เหมือนกับภาพต้นแบบนักหรอกครับ (จะเห็นได้จากรูปตัวอย่าง) แต่อย่างน้อย มันก็มีเค้าโครงพื้นฐานที่ทำให้เราพอเดาได้จริงๆ ว่ารูปไหนมาจากรูปไหน เช่น รูปหน้าต่างในโบสถ์ เราก็พอจะเห็นโครงร่างของหน้าต่าง (ที่แตกต่างจากรูปอื่นๆ) ได้ผลลัพธ์กิจกรรมสมองที่วัดได้นั้น (ไม่ว่าจะวัดระหว่างดูภาพ หรือหลังดูภาพแล้ว) จะถูกส่งเข้า Neural Network เพื่อประมวลผล Neural Network ก็จะพยายาม ‘สร้างภาพ’ ตามอินพุตที่ได้รับขึ้นใหม่ นักวิจัยก็จะเอาภาพนั้นมาเทียบกับภาพต้นแบบที่กลุ่มตัวอย่างมอง เพื่อดูว่าเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

นักวิจัยบอกว่า สำหรับการทดลองที่ให้กลุ่มตัวอย่าง ‘ลองจินตนาการภาพ’ หลังจากเห็นภาพจริงๆ นั้น Neural Network ก็จะสร้างภาพขึ้นใหม่ได้ไม่ดีเท่าตอนที่ให้กลุ่มตัวอย่างเห็นภาพสดๆ ซึ่งก็ฟังดูมีเหตุมีผลดี ว่าหลังจากเราเห็นภาพใดภาพหนึ่ง การให้เรานึกถึงภาพนั้นๆ ก็อาจมีความทรงจำบางส่วนที่เลือนลางไปบ้าง

เป็นไปได้ไหมว่า ด้วยระบบประมวลผลที่ทรงพลังขึ้นในอนาคต ภาพที่ดูไม่รู้เรื่องเหล่านี้จะค่อยๆ ถูกพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ จนสมจริงได้ และเป็นไปได้ไหมว่า การ ‘สร้างภาพความทรงจำขึ้นมาใหม่’ (Memory Reconstructing) จะไม่จำกัดเพียงภาพนิ่งเท่านั้น แต่จะรวมไปถึงภาพเคลื่อนไหวด้วย

หลายคนอาจนึกไปถึงซีรีส์ Black Mirror ตอน Crocodile ในซีซั่น ที่ตำรวจในอนาคตใช้อุปกรณ์ขนาดพกพา เพื่อสอบสวนพยาน โดยให้พยานนึกถึงเหตุการณ์ตอนที่เกิดเหตุให้มีรายละเอียดมากที่สุด แล้วเครื่องดังกล่าวก็จะสร้างเหตุการณ์นั้นเป็นวิดีโอออกมา

เมื่อคอมพิวเตอร์อ่านใจมนุษย์ได้ แน่นอนว่าก็ต้องเกิดปัญหาในแบบที่เราอาจไม่เคยพบเจอมาก่อนในประวัติศาสตร์ตามมา ความคิด ความเชื่อที่เคยเป็นสมบัติส่วนตัวของเราที่ไม่อาจมีใครล่วงรู้ได้ ก็จะถูกเปิดออกอย่างง่ายดายคล้ายหนังสือ เหตุการณ์ในอดีตที่เราจะเก็บไว้กับตัวจนวันตาย ก็อาจถูกอ่านได้ ไม่ว่าเต็มใจหรือไม่ก็ตาม มันจะมีผลต่อทุกวงสังคม ทั้งการเมือง ธุรกิจ ตำรวจ สาธารณสุข การศึกษา กระทั่งในครอบครัว เทคโนโลยีแบบนี้ก็อาจถูกนำมาใช้เพื่อจับโกหกสามี ภรรยา หรือลูกๆ ได้

แล้วเราต้องมีหลักการอะไรไหมที่จะดูแลไม่ให้มันสร้างปัญหามากกว่าประโยชน์? ในตอนนี้ก็เริ่มมีการร่าง ‘สิทธิมนุษยชนพื้นฐาน’ 4 ข้อขึ้นมาแล้ว โดย Marcello Ienca นักจริยธรรมด้านประสาท (neuroethicist) และ Roberto Andorno นักกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชน ได้เสนอหลัก 4 ข้อในการปฏิบัติ เมื่อสมองมนุษย์เชื่อมกับคอมพิวเตอร์จริงๆ ในอนาคต หลักสี่ข้อนี้ประกอบไปด้วย

  1. สิทธิอิสรภาพทางการคิดคำนึง (Cognitive Liberty) คือสิทธิที่ใครคนหนึ่งจะยอมรับ หรือปฏิเสธการใช้เทคโนโลยีประสาทวิทยาเพื่อปรับกิจกรรมทางสมองของตนเอง (เช่น หากนายจ้างบังคับให้ลูกจ้างใช้อุปกรณ์แบบนี้ ลูกจ้างจะตอบรับหรือปฏิเสธก็ได้)

  2. สิทธิความเป็นส่วนตัวทางความคิด (Mental Privacy) บริษัทและองค์กรต่างๆ จะต้องร่างหลักการเข้าถึงข้อมูลความคิดของผู้ใช้ให้ชัดเจน กระทั่งรัฐก็อาจต้องคิดหน้าคิดหลังให้มากๆ หากต้องการเข้าถึงข้อมูลความคิดของผู้ก่อการร้ายหรืออาชญากร

  3. สิทธิความมั่นคงทางความคิด (Mental Integrity) คือสิทธิที่ไม่ควรจะมีใครถูกแฮ็กเพื่อปรับความทรงจำหรือสติโดยไม่ยินยอมได้

  4. สิทธิด้านความต่อเนื่องทางจิต (Psychological Continuity) คือสิทธิที่ปกป้องไม่ให้บริษัทหรือหน่วยงานต่างๆ เปลี่ยนแปลง หรือส่งผลต่อความคิดความอ่านของบุคคลทั่วไป (เช่น การตลาดทางจิต [Neuromarketing] ควรทำได้ในระดับไหน)

ในปี 2018 ปัญหาและประเด็นทั้งหมดนี้ยังอาจดูเป็นอนาคตที่ไกลมาก แต่ลักษณะสำคัญของเทคโนโลยีก็คือ มันมักเติบโตแบบเอ็กซ์โพเนนเชียล สิ่งเหล่านี้อาจมาถึงเร็วกว่าที่เราคาดคิด และคงไม่เป็นเรื่องเสียเวลาเกินไปนัก หากเราจะเตรียมตัวไว้ก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้นจริง

ที่มา/อ้างอิงจาก

https://singularityhub.com/2018/01/14/this-neural-network-built-by-japanese-researchers-can-read-minds/#sm.0015fdiab19r2fb1qzv1naz6mm7rl

https://singularityhub.com/2017/05/01/4-new-human-rights-for-when-our-brains-are-hooked-up-to-computers/#sm.0015fdiab19r2fb1qzv1naz6mm7rl

https://www.cnbc.com/2018/01/08/japanese-scientists-use-artificial-intelligence-to-decode-thoughts.html