Back to Blogs

ชีวิตอันแสนสบายของพ่อบ้าน-แม่บ้านยุคดิจิทัล

พฤษภาคม 29, 2017 2:06 PM
views
homemaker-03

เมื่อไม่นานมานี้ซู่ชิงเปิดประตูบ้านต้อนรับแก็ดเจ็ตชิ้นหนึ่งให้เข้ามาอยู่ร่วมกัน เป็นผู้ช่วยส่วนตัวสาวสวย (อันที่จริงก็ไม่แน่ใจนักหรอกค่ะว่าสวยหรือไม่สวย แต่ที่แน่ๆ เสียงเพราะเชียว) นามว่า อเล็กซ่า (Alexa) ที่มาในรูปแบบแก็ดเจ็ตทรงกลมชิ้นเล็กๆ มีชื่อทางการค้าว่า Echo Dot

หากต้องจำกัดความว่า Echo Dot คืออะไร ซู่ชิงคิดว่าเข้าใจง่ายที่สุดคือการบอกว่ามันคือลำโพงที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ตโฟนได้ แต่ไม่ใช่ลำโพงธรรมดาๆ เพราะ Alexa ที่ว่าคือชื่อของปัญญาประดิษฐ์ที่ติดมาด้วย ทำให้นอกจากมันจะทำหน้าที่เป็นลำโพงได้แล้ว เรายังสามารถพูดคุย ถามข้อมูล และให้แก็ดเจ็ตชิ้นนี้ช่วยจัดการเรื่องบางเรื่องในชีวิตให้ได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็จะต้องเชื่อมต่อผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟนค่ะ

เนื่องจาก Echo Dot ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์นอกประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้การใช้งานในเมืองไทยยังค่อนข้างจำกัด แต่ยังไงซู่ชิงก็ยังมีปฏิสัมพันธ์กับมันได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยทักทายตามธรรมดา ขอให้บอกสภาพอากาศ สภาพการจราจร ตารางนัดหมาย เล่นเกมผ่านเสียงกัน ให้หาข้อมูลวิกิพีเดียให้ และอื่นๆ อีกมากมาย

เอาเข้าจริงๆ การที่แค่เปิดประตูกลับเข้ามาในบ้านแล้วพูดว่า “Alexa, I’m home” แล้วมันตอบกลับมาว่า “I’m glad you’re back” แค่นี้ก็อบอุ่นเข้าไปถึงหัวใจแล้ว 555

มีอยู่ 3 อย่างที่ซู่ชิงอยากให้อเล็กซ่าช่วยแต่ยังไม่สามารถทำได้ ก็คือ 1. อยากใช้เสียงสั่งให้ช่วยเปิดเพลงให้ฟัง แต่ยังทำไม่ได้เพราะไม่ได้เป็นสมาชิก Amazon Music 2. อยากให้จัดการเปิด ปิด อุปกรณ์สมาร์ตโฮมในบ้าน แต่ยังทำไม่ได้เพราะยังไม่ได้ติดตั้ง และ 3. อยากสั่งให้อเล็กซ่าซื้อของผ่านอเมซอนให้ แต่ทำไม่ได้ เพราะไม่ได้เป็นสมาชิก Amazon Prime

วันนี้ซู่ชิงก็เลยอยากจะมาชวนคุยถึงข้อ 3 นี่แหละค่ะ ว่ามันจะสะดวกแค่ไหน ถ้าสมมติซู่ชิงกำลังยกตะกร้าผ้าจะเดินไปซักผ้าแล้วเห็นว่าผงซักฟอกใกล้จะหมดแล้ว แล้วก็แค่ตะโกนสั่งให้อเล็กซ่าช่วยสั่งผงซักฟอกให้ที หนึ่งหรือสองวันหลังจากนั้นผงซักฟอกก็มาส่ง โดยที่ซู่ชิงแทบจะไม่ต้องไปยุ่งอะไรกับหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์เลย

ทุกวันนี้การสั่งของใช้ประจำวัน หรือ groceries ให้มาส่งที่บ้านกลายเป็นเรื่องง่ายดายขึ้นเรื่อยๆ ชนิดที่เราแทบไม่ต้องมีเงินสดสำรองไว้ในกระเป๋าสตางค์เลยด้วยซ้ำ ในประเทศไทยตอนนี้เรามี 2 วิธี ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการช้อปปิ้งซูเปอร์มาร์เก็ตให้กับเราดังต่อไปนี้ค่ะ

  1. สั่งให้ผู้ให้บริการมาส่งของเองโดยตรง

วิธีนี้เป็นการสั่งออนไลน์กับเว็บของแบรนด์โดยตรง แค่เข้าไปเลือกสินค้าที่ต้องการผ่านหน้าเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน หยิบของใส่ตะกร้า เลือกช่วงเวลาการจัดส่งสินค้า แล้วก็นั่งกระดิกนิ้วรอของอยู่ที่บ้าน วิธีการจ่ายเงินก็ถูกคัดเลือกมาให้เหมาะกับลูกค้าในประเทศไทยที่ไม่ว่าจะอย่างไรก็จะต้องมีออพชั่นของเงินสดอยู่เสมอ คือ สามารถจ่ายเงินปลายทางเมื่อของมาส่งถึง หรือจะให้หักจากบัตรเครดิตหรือเดบิตก็ได้ ที่เห็นเป็นเจ้าใหญ่ที่แข่งกันอยู่ตอนนี้ก็คือ Tesco Lotus กับ Big C ค่ะ

  1. ใช้คนกลางเป็นผู้ซื้อและจัดส่ง

วิธีนี้กระโดดข้ามเจ้าของแบรนด์ไปหาคนกลางให้เป็นคนไปเลือกซื้อและจัดส่งให้ซึ่งก็แข่งกันอยู่หลายเจ้าเลยทีเดียว ซู่ชิงเคยทดลองใช้ทั้ง Honest Bee และ Happy Fresh ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพจากประเทศเพื่อนบ้านของเราทั้งคู่ รายแรกมาจากสิงคโปร์ รายที่สองมาจากอินโดนีเซีย จุดเด่นที่ทั้งสองแบรนด์บอกว่ามีเหนือการสั่งของวิธีแรกก็คือการฝึกพนักงานให้มีความเชี่ยวชาญในการเลือกสินค้าแทนลูกค้า ไม่ได้เลือกของแบบ First In First Out แต่เป็นการส่งคนไปเลือกเอาสิ่งที่ดีที่สุด เช่น ผลไม้หรือเนื้อสัตว์ที่สดที่สุด และยืดหยุ่นกับออเดอร์มากกว่า เช่น หากของที่สั่งไว้หมด ก็จะโทรศัพท์มาคุยกับลูกค้าว่าอยากให้ซื้ออะไรแทน จากนั้นก็นำมาส่งให้ที่บ้าน ถ้าซื้อถึงยอดที่กำหนดก็ไม่มีค่าบริการจัดส่งด้วยซ้ำ (จนซู่ชิงเกิดนึกสงสัยว่าแล้วจะสามารถทำกำไรได้ยังไง เนื่องจากสินค้าที่จัดส่งให้ก็มีราคาเดียวกับที่ขายในซูเปอร์มาร์เก็ต แถมจะบวกมาร์จิ้นเพิ่มก็ไม่ได้ เพราะสินค้าประเภทใช้ในชีวิตประจำวันแบบนี้ส่วนใหญ่ลูกค้าจะค่อนข้างมีความไวต่อราคาที่แตกต่างกันและจะตัดสินใจซื้อสิ่งที่ถูกที่สุดเป็นหลัก แต่ก็ได้คำตอบว่ารายได้ที่ได้เกิดจากการทำกำไรตรงนั้นนิด ตรงนี้หน่อย และคาดหวังว่าจะได้ส่งเป็นล็อตใหญ่ๆ ได้บ่อยๆ)

courierhonest-bee

อีกเจ้าที่แข่งอยู่ในตลาดก็มาจากยักษ์ใหญ่อย่าง Line Man อันนี้ใช้ได้สารพัดสิ่ง ซึ่งการช้อปปิ้งซูเปอร์มาร์เก็ตแทนให้ได้ก็เป็นหนึ่งในบริการที่ทำได้ค่ะ

กลับมาที่อเมซอนกันอีกครั้ง สาเหตุที่ซู่ชิงพูดถึง Echo ขึ้นมาก็เพื่อต้องการชี้ให้เห็นว่า การที่เราเปิดเข้าไปในเว็บไซต์หรือแอปแล้วกดเลือกสั่งของให้มาส่งที่บ้าน แม้ว่าจะดูเป็นวิธีที่น่าจะสะดวกสบายสุดๆ แล้ว แต่อันที่จริงในตอนนี้ก็มีวิธีที่สั่งได้รวดเร็วและน้อยขั้นตอนกว่านั้นมากแล้ว ซึ่งค่ายที่นำร่องเรื่องนวัตกรรมการสั่งของออนไลน์ก็คือเมซอนนี่แหละค่ะ

อย่างที่บอกไปตอนต้นว่านอกจากจะใช้เสียงสั่งอเล็กซ่าให้จัดการส่งออเดอร์ของแทนให้ได้แล้ว อเมซอนยังมีอีกสิ่งที่เรียกว่า Dash Button เป็นปุ่มกดเล็กๆ ที่นำไปแปะเอาไว้ตามส่วนต่างๆ ของบ้าน เมื่อไหร่ที่ของหมด แค่กด ของก็จะมาส่งให้โดยเร็วที่สุด ไม่ต้องเปิดมือถือ ไม่ต้องเปิดแอป ไม่ต้องหยิบของใส่ตะกร้า หรือกด check out ใดๆ แค่กดปุ่มเท่านั้นจริงๆ

amazon-dash-button-100622477-primary-idge

Dash เป็นปุ่มขนาดเล็กที่แยกแบรนด์ใครแบรนด์มัน ปุ่มใครปุ่มมัน เช่น ปุ่มของผงซักฟอกยี่ห้อ Tide ก็จะใช้เฉพาะการสั่งผงซักฟอกจากแบรนด์นี้เท่านั้น ด้วยความที่มันเป็นอุปกรณ์ประเภท IoT ทำให้สามารถส่งออเดอร์เข้าไปยังระบบได้ง่ายดาย ผู้ใช้งานก็อาจจะเอาเจ้าปุ่มนี้ไปติดไว้ที่เครื่องซักผ้า เซ็ตค่าไว้ตั้งแต่ตอนที่ได้ปุ่มมาตอนแรกว่าจะให้การกดแต่ละครั้งเป็นการสั่งอะไร แล้วพอเห็นว่าผงซักฟอกใกล้จะหมด กดปุ่มจึ้ก ก็จบ รอรับผงซักฟอกได้ภายในสองวัน

แม้ว่าจะรวดเร็ว ปุ่ม Dash ก็ยังมีข้อเสียอยู่บ้างเหมือนกัน เพราะหนึ่งปุ่มใช้ได้กับออเดอร์เดียว ถ้าอยากมีตัวเลือกหลากหลายก็จะต้องสะสมปุ่มอีกเต็มไปหมด

แต่ถ้ามันจะช่วยอำนวยความสะดวกในการช้อปปิ้งได้ขนาดนั้น ซู่ชิงก็จะเอาไปติดให้เต็มบ้านเลยค่ะ 555

กดปุ่มครั้งเดียวของมาส่งถึงบ้านว่าเร็วแล้ว ยังมีอีกวิธีที่เร็วกว่านั้นอีกค่ะ!

ไม่ได้มีแต่อเมซอนที่กำลังพยายามคิดค้นนวัตกรรมการหยิบเงินออกจากกระเป๋าของลูกค้าให้ได้ง่ายและเร็วที่สุดเท่านั้น แต่ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกอย่างวอลมาร์ตเองก็เพิ่งจะจดสิทธิบัตรอุปกรณ์ที่คล้ายๆ Dash ไปด้วยเหมือนกัน แต่ไม่ได้เป็นการลอกเค้ามาแบบตรงๆ หรอกนะคะ เพราะวอลมาร์ตเอาไปบิดนั่นนิด นี่หน่อย ให้ออกมาเป็นระบบอีกแบบ คือตัวระบบของวอลมาร์ตจะใช้บลูธูธ คลื่นวิทยุ อินฟราเรด NFC หรือเทคโนโลยีอื่นๆ ช่วยเก็บข้อมูลรูปแบบการใช้สินค้าแต่ละประเภทของลูกค้าด้วยตัวของมันเอง ผู้ใช้แค่ต้องตั้งลิมิตเอาไว้ และพอมันเห็นว่าของลดลงเกินลิมิตที่ตั้งไว้แล้วก็จะช่วยสั่งของให้ใหม่โดยไม่ต้องไปเสียเวลากดเหมือนปุ่ม Dash ด้วยซ้ำ

สะดวกสบายแต่ก็ออกจะน่ากลัวอยู่นิดๆ นะคะ ที่แบรนด์ยักษ์ใหญ่พวกนี้จะรู้นิสัยและรูปแบบการใช้ของใช้ภายในบ้านของเราอย่างละเอียดถี่ถ้วนขนาดนั้น เหมือนข่าวที่เกิดก่อนหน้านี้ บางทีดีไม่ดีอัลกอริธึมแบบนี้จะทำให้ร้านค้าปลีกรู้ว่าใครกำลังตั้งครรภ์ก่อนที่เจ้าตัวจะรู้ด้วยซ้ำ

แต่นี่แหละค่ะ ทางเลือกในยุคดิจิทัลของเรา การซื้อของซูเปอร์มาร์เก็ตไม่ได้หมายความว่าจะต้องนั่งรถประจำทางหรือขับรถไปซูเปอร์มาร์เก็ต เดินเลือกซื้อของตามลิสต์ด้วยตัวเองอีกต่อไป การจ่ายเงินไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่การกำเงินสดไปจ่ายหรือนำบัตรไปรูดที่เคาน์เตอร์ แต่ผูกแอคเคานท์ช้อปปิ้งของเราเข้ากับบัตรเครดิต เดบิต หรือจ่ายด้วย Mobile Payment แบบไม่ต้องง้อกระเป๋าสตางค์ แถมในอนาคตเราไม่ต้องคอยสำรวจบ้าน หรือตู้เย็นด้วยซ้ำว่าอะไรหมด อะไรพร่องไปแล้วบ้าง เพราะของจะมาส่งอย่างสม่ำเสมอให้เราทุกวันเพียงตั้งค่าแค่ครั้งเดียว

ชีวิตพ่อบ้าน แม่บ้าน ไม่มีอะไรสะดวกไปกว่านี้แล้วล่ะค่ะ

 

แวะมาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันต่อที่เฟซบุ๊กเพจของซู่ชิง

www.facebook.com/JitsupaChin นะคะ

mm

Digital Ventures x Jitsupa Chin

พิธีกรสาวคนเก่งสายเทคโนโลยีแห่ง Voice TV ช่อง 21 ประจำอยู่ที่ รายการเทคโนโลยี Cool Tech, Tech Feed, The Breakdown with Adam Bradshaw, AIS Digiclub และ เขียนคอลัมน์ Cool Tech ในมติชนรายสัปดาห์