Back to Blogs

ปรับสมดุลทางเพศให้ฟินเทค

กันยายน 14, 2017 5:16 AM
views
k-sueching-article-aw

เมื่อพูดถึงวงการเทคโนโลยี ภาพแรกที่จะแว้บขึ้นมาในหัวของคนส่วนใหญ่และเป็นภาพที่ติดแน่นเหนียวหนึบมาโดยตลอดยากที่จะสลัดให้หลุดก็น่าจะเป็นภาพของการรวมตัวกันของผู้ชายกลุ่มใหญ่ๆ เป็นวงการที่ขับเคลื่อนด้วยเนิร์ดผู้ชาย ออกแบบ คิดค้น และพัฒนาผลิตภัณฑ์มาให้ผู้ชายด้วยกันเองได้ใช้ ด้วยความเข้าใจว่ามีแต่ผู้ชายเท่านั้นที่จะตื่นเต้นและสนใจเรื่องเทคโนโลยี หากผู้หญิงจะเข้ามาในพื้นที่นี่บ้าง ก็จะต้องเข้ามาแบบเด๋อๆ ด๋าๆ ไม่ประสีประสา หรือมาในฐานะของตัวดึงดูดทางเพศเพื่อให้ผู้ชายเข้ามารวมกลุ่มกันได้ใหญ่ขึ้น

ในปี 2017 สถานการณ์เรื่องความหลากหลายในวงการเทคโนโลยีไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศ หรือเชื้อชาติ กำลังได้รับการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงไปทีละนิดๆ พื้นที่ของวงการนี้เปิดกว้างอ้าแขนรับผู้หญิงมากขึ้น แต่ไม่ว่าจะมีการรณรงค์ให้เกิดความเท่าเทียมทางเพศในวงการนี้อย่างไรก็ดูเหมือนจะไม่กระเตื้องขึ้นสักเท่าไหร่ เนื่องจากปัญหาได้หยั่งรากลึกและยาวเกินกว่าจะแก้ไขกันได้ภายในสองสามปี แถมเมื่อเร็วๆ มานี้ก็กลับถูกราดน้ำมันให้ประเด็นนี้ลุกเป็นไฟขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากมีข่าวเรื่องบันทึกของพนักงานกูเกิลที่ระบุว่า “โดยทางชีวภาพแล้วผู้หญิงไม่มีความสามารถในการทำงานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีได้เท่ากับผู้ชาย” และลักษณะนิสัยของเพศหญิงทำให้ผู้หญิงส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะไม่สนใจธรรมชาติงานในวงการเทคโนโลยี แต่จะไปชอบอะไรทางด้านสังคมหรือสิ่งของสวยงามเสียมากกว่า รวมถึงประเด็นการละเมิดทางเพศในองค์กรเทคโนโลยีระดับโลกที่ถูกแฉออกมาเป็นระลอกๆ ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ดูน่าเป็นห่วงไม่น้อย

หากจะเลือกซูมเข้าไปดูในแวดวงย่อยภายใต้ร่มคันใหญ่ของวงการเทคโนโลยี และพิจารณากันที่ “ฟินเทค” อย่างเดียวก็ดูเหมือนกับว่าจะเจอปัญหาในแบบเดียวกันนี้เหมือนกัน ตัวเลขล่าสุดที่มีการเปิดเผยออกมาโดย EY และ Innovate Finance นั้นพบว่าในแวดวงฟินเทคมีผู้หญิงทำงานอยู่เพียงแค่ 29% เท่านั้น โดยในอังกฤษอัตราของพนักงานที่ทำงานให้บริษัทฟินเทคกว่า 245 แห่ง 7 ใน 10 คนเป็นเพศชาย ถึงแม้ว่าในตลาดแรงงานโดยรวมทั้งหมดจะมีผู้หญิงเป็นส่วนประกอบอยู่มากถึง 47% ก็ตาม ซึ่งแม้จะปรายตามองผ่านๆ ก็เห็นได้ทันทีว่าเป็นอัตราที่ไม่สอดคล้องกันเสียเลย

หรือจะเป็นตัวเลขของ Fintech Census ที่ระบุว่ายิ่งเมื่อไต่ขึ้นไปดูตำแหน่งสูงๆ ในแวดวงฟินเทคแล้วก็จะยิ่งพบว่าสถานการณ์น่าเป็นห่วงขึ้นกว่าเดิมอีก เพราะในบรรดาคนที่ครองเก้าอี้ผู้บริหารระดับอาวุโส มีเพียง 17% เท่านั้นที่เป็นผู้หญิง หรือหากเอาไปเทียบกับประเทศอื่นก็จะพบว่าตัวเลขที่ว่าต่ำแล้ว ประเทศอื่นยิ่งต่ำกว่านั้นอีก เพราะในออสเตรเลียจำนวนเปอร์เซ็นต์เดียวกันนี้ดร็อปลงไปถึง 13% ส่วนในฝรั่งเศสก็เหลือแค่ 9% เท่านั้น

reskin_thum-2

แล้วการมีผู้หญิงน้อยมันเป็นปัญหาอย่างไร? นอกเหนือไปจากการเป็นพื้นที่สงวนที่ทำให้แรงงานเพศหญิงเข้าไม่ถึงและเกิดความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมกันในด้านการกระจายรายได้แล้ว การมีแต่ผู้ชายย่อมแปลว่ามีมุมมองที่เป็นอินพุตจากคนเพศเดียว ในขณะที่ในฝั่งผู้บริโภคประกอบไปด้วยทั้งหญิงและชาย ซึ่งการมีผู้หญิงมาร่วมทีมมากขึ้นก็จะทำให้มีมุมมองที่รอบด้านและสมดุลมากขึ้นนั่นเอง

เขียนมาถึงตรงนี้ ไม่ได้มีเจตนาที่จะบอกว่าสาเหตุที่ไม่มีผู้หญิงในวงการเทคโนโลยี หรือในแวดวงฟินเทค มาจากการที่ถูกกีดกันโดยผู้ชาย และเราควรจะเกลียดผู้ชายหรืออะไรแบบนั้นเลยนะคะ จริงอยู่ว่ามีคนอย่าง เจมส์ ดามอร์ อดีตพนักงานกูเกิลเจ้าของเมโมที่สร้างความเดือดดาลให้ผู้หญิงในแวดวงเทคโนโลยีทั่วโลก แต่หากไม่นับถึงประเด็นที่เขาฟันธงว่าผู้หญิงไม่มีความสามารถในการทำงานด้านนี้ดีเท่าผู้ชายเพราะโครงสร้างทางชีวภาพไม่เหมือนผู้ชายแล้ว สิ่งที่เขายิงได้ตรงประเด็นและคู่ควรแก่การนำไปถกเถียงกันต่อก็คือ การที่ทุกวันนี้บริษัทเทคโนโลยีพยายามเปิดกว้างและสร้างสมดุลทางเพศในที่ทำงานอย่างสุดกำลังนั้นอาจนำไปสู่การเหยียดเพศชายและเพิกเฉยต่อความหลากหลายทางความคิดก็เป็นได้

เราจึงเห็นได้ว่าในยุคนี้ทุกคนเปิดกว้างที่จะให้ผู้หญิงเดินเข้ามาทำงานในพื้นที่ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกครอบครองด้วยเพศชายเป็นหลักกันมากขึ้น แต่ปัญหาที่ได้เกริ่นเอาไว้ว่ามันหยั่งรากลึกนั้นมาจากการที่แม้จะเปิดประตูต้อนรับแล้ว แต่ก็ไม่มีผู้หญิงเดินเข้ามากันสักเท่าไหร่ต่างหากล่ะ

เมื่อสาวกลับไปดูจึงพบว่าปัญหาเกิดขึ้นตั้งแต่ยังอยู่ในรั้วโรงเรียนแล้ว และหากจะว่ากันที่ต้นตอจริงๆ ก็อาจจะย้อนกลับไปถึงรั้วกั้นเปลเด็กทารกเลยก็ได้ สิ่งที่เห็นได้ชัดคือสถาบันการศึกษาไม่ได้ผลิตบัณฑิตที่เรียนจบทางด้าน STEM (Sวิทยาศาสตร์ T เทคโนโลยี E วิศวกรรม และ M คณิตศาสตร์) ออกมาได้อย่างเพียงพอ ก็แน่นอนว่าย่อมมีคนมาป้อนตลาดแรงงานไม่เพียงพอตามมาเป็นลูกโซ่ และหากจะแก้ ก็อาจจะต้องแก้กันตั้งแต่วัยตั้งไข่นู่นเลย

BBC News เคยเผยแพร่วิดีโอการทดลองไว้ชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจมาก พวกเขาจับเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายมาแต่งตัวสลับเพศ วางเด็กไว้บนเสื่อที่เต็มไปด้วยของเล่นสองประเภท คือของเล่นประเภทนุ่มนิ่มอย่างเช่นตุ๊กตาทั้งหลายซึ่งปกติมักจะถูกมองว่าเป็นของเล่นสำหรับเด็กผู้หญิง และของเล่นแข็งที่ช่วยสร้างการเรียนรู้ เช่น รถจำลอง หุ่นยนต์ ตัวต่อ พัซเซิล ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเลยใช่ไหมคะว่าทันทีที่อาสาสมัครผู้ใหญ่ทั้งชายและหญิงเมื่อเข้ามาเห็นเด็กแต่งตัวด้วยชุดกระโปรงสีสดใสก็ไม่รีรอที่จะหยิบตุ๊กตานุ่มนิ่มทั้งหลายมาเล่นด้วย ในขณะที่เมื่อเห็นเด็กแต่งตัวเป็นผู้ชาย ใส่เชิ้ต ใส่กางเกง แม้แท้จริงแล้วจะเป็นผู้หญิง แต่พวกเขาก็เลือกหยิบหุ่นยนต์และตัวต่อมายื่นส่งให้เด็กเล่นทันที

BBC ตบท้ายด้วยการบอกว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เด็กได้เล่นของเล่นที่ส่งเสริมการเรียนรู้บ่อยๆ สมองของพวกเขาจะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วภายใน 3 เดือน ดังนั้นในระหว่างที่เด็กผู้ชายได้รับของเล่นที่ต่อยอดการเรียนรู้ของพวกเขาไปได้จนโตเด็กผู้หญิงกลับได้รับตุ๊กตานุ่มนิ่มที่ทำหน้าที่ได้เพียงแค่การเป็นเพื่อนให้นอนกอดเท่านั้น จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่านี่อาจจะเป็นสิ่งที่นำไปสู่การหล่อหลอมให้ผู้หญิงและผู้ชายต้องเดินทางกันคนละสาย ตาม “ลักษณะเด่นของแต่ละเพศ” ที่เราเข้าใจว่าแตกต่างกันมานานเป็นศตวรรษก็เป็นได้

อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ต้องทำก็คือการส่งเสริมให้ผู้หญิงที่อยู่ในวงการเทคโนโลยีอยู่แล้วได้มีบทบาทของการเป็นผู้นำมากขึ้น และทำให้ผู้นำกลุ่มนี้กลายเป็นแรงบันดาลใจ เป็นเมนทอร์ เป็นตัวอย่างที่ดีให้ผู้หญิงที่เหลือได้เห็นว่าทุกอย่างล้วนเป็นไปได้ ทำแบบนี้ควบคู่กันไปเรื่อยๆ ก็จะทำให้วงการเทคโนโลยีเป็นวงการที่มีความสมดุลทางเพศและเป็นมิตรกับทุกเพศที่เข้ามาทำงานร่วมกัน โดยมีจุดประสงค์เดียวกันคือการร่วมสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการบางอย่างที่จะทำให้ชีวิตเราก้าวหน้า ล้ำหน้า และสะดวกสบายขึ้นไปอีกขั้น โดยไม่ต้องมี “ข้อจำกัดทางด้านชีวภาพ” มากีดกันใครออกอีกต่อไป

 

mm

Digital Ventures x Jitsupa Chin

พิธีกรสาวคนเก่งสายเทคโนโลยีแห่ง Voice TV ช่อง 21 ประจำอยู่ที่ รายการเทคโนโลยี Cool Tech, Tech Feed, The Breakdown with Adam Bradshaw, AIS Digiclub และ เขียนคอลัมน์ Cool Tech ในมติชนรายสัปดาห์