Digital Ventures

Back to blog

จาก Fintech สู่ Food : เทคโนโลยีจะเข้ามาพลิกวงการและช่วยกู้ความปลอดภัยของอาหารโลกได้อย่างไร

DIGITAL VENTURES มีนาคม 23, 2018 7:53 AM

7,103

อุตสาหกรรมอาหารนับเป็นแวดวงที่สำคัญมากสำหรับการดำรงอยู่ของเราทุกคน ซึ่งถึงเราจะมีอาหารที่ดีขึ้นจากพัฒนาทั้งความรู้และวิธีการไปมาก แต่อาหารที่ตกมาตรฐานยังเป็นปัญหาทำให้เราเจ็บป่วยและเสียชีวิตอยู่ โดยองค์การอนามัยโลกระบุเมื่อปี 2015 ว่า ประชากร 1 ใน 10 ของโลกเจ็บป่วยจากอาหารที่ไม่ได้มาตรฐาน ยิ่งกว่านั้นยังมีผู้เสียชีวิตจากอาหารปนเปื้อนหลักแสนคนต่อปี

ยิ่งมีคนบนโลกมากเท่าไร อุตสาหกรรมอาหารก็ต้องใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับจำนวนปากท้องของพวกเราเอง วิธีตรวจสอบแบบเดิมๆ ก็ไม่ครอบคลุมและรวดเร็วพออีกต่อไป จึงเกิดแนวคิดนำระบบจัดการข้อมูลอันเลื่องชื่อด้านความน่าเชื่อถือและรวดเร็วอย่าง Blockchain เข้ามาช่วยอย่างจริงจัง แต่แนวคิดนี้จะเป็นอย่างไร แล้วจะช่วยให้อาหารปลอดภัยด้วยวิธีใด เรามาติดตามกัน

Blockchain ดูแลความปลอดภัยอาหารได้อย่างไร

อันที่จริงแล้ว Blockchain เป็นเหมือนกล่องเปล่าที่สามารถบรรจุอะไรลงไปก็ได้ ซึ่งการประยุกต์ใช้งานจริงนั้น คุณพอลได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนที่งาน Faster Future Forum 2018 ที่ผ่านมา ซึ่งสามารถติดตามได้ที่นี่

สำหรับการดูแลความปลอดภัยอาหาร เพียงแค่นำข้อมูลที่มาของอาหารทั้งหมดใส่ลงไปใน Blockchain ซึ่งมีระบบการกระจายศูนย์เป็นจุดแข็งอยู่แล้ว ซึ่งช่วยให้ผู้คนเข้าถึงได้รวดเร็วและแม่นยำกว่าที่เป็นอยู่

เราสามารถเริ่มบันทึกข้อมูลของอาหารได้ครบทั้งกระบวนการตั้งแต่ต้นทางการผลิตจนถึงชั้นวางสินค้าใส่ลงใน Blockchain รวมถึงรายละเอียดอย่างเช่น เวลาการให้น้ำพืชผัก ชนิดอาหารของสัตว์ ปุ๋ยหรือยาต่างๆ ไปจนถึงที่ตั้งของสวน วิธีการเก็บเกี่ยว รายละเอียดรถที่ใช้ขนส่งจากฟาร์มไปโรงงาน การจัดการภายในโรงงาน อุณหภูมิขณะขนส่ง เมื่อส่งแล้วสินค้าถูกวางไว้ตรงไหนของร้านค้า

ข้อมูลทั้งหมดสามารถอ่านย้อนหลังผ่านระบบ Blockchain ที่เชื่อมโยงเป็นสายย้อนหลังอยู่แล้ว ผู้ซื้ออาหารสามารถรู้ได้ว่าผักที่ซื้อมาจากต้นที่เท่าไรในแปลงผักของสวนที่จังหวัดใด เก็บเกี่ยวเมื่อไร ใช้ยาหรือปุ๋ยอย่างไร ขนส่งมายังร้านค้าเมื่อใดผ่านวิธีการเข้าถึงข้อมูลอันหลากหลาย

ปัจจุบันผู้ผลิตและผู้จำหน่ายสินค้าบริโภครายใหญ่ของโลกเริ่มทดสอบระบบ Blockchain เพื่อเก็บข้อมูลอาหารแล้ว เช่น Walmart ได้ทดสอบระบบที่ผู้ซื้อสามารถทราบสายการผลิตของอาหารในมื้อภายในเวลา 2.2 วินาที โดยใช้ QR Code เป็นสื่อกลางเข้าถึงระบบ เทียบกับวิธีดั้งเดิมซึ่งต้องใช้เวลาเกือบสัปดาห์สำหรับตรวจสอบย้อนหลังของสินค้าแต่ละชิ้น Blockchain ถือว่าทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมทีเดียว

การยืนยันแหล่งที่มาได้ ช่วยให้แก้ปัญหาหากเกิดการผิดพลาดในระบบการผลิตได้อย่างรวดเร็ว โดยหากอาหารเกิดการปนเปื้อนจากโรงงานหนึ่ง เราสามารถตรวจสอบจุดเริ่มต้นที่เกิดปัญหาไปยังปลายทางว่าอาหารที่มาจากโรงงานนี้วางอยู่ที่ใดบ้างอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ผ่านข้อมูลที่เก็บใน Blockchain และสามารถนำอาหารที่มีปัญหาทั้งหมดออกจากชั้นวางภายในไม่กี่นาที

มาตรฐานของอาหารที่จะอัพเกรดขึ้นในยุค Digital Trust

ทุกวันนี้ มาตรฐานอาหารถูกระบุโดยหน่วยงานกลาง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่มาตรฐานคุณภาพที่ใช้ตรวจสอบ แต่อยู่ที่ปริมาณมหาศาลเกินกว่าจะตรวจสอบได้ ซึ่งหากมีอาหารตกมาตรฐานเพียงชิ้นเดียวก็อาจเป็นปัญหาทำให้เจ็บป่วยแรมเดือนหรือเสียชีวิตได้เลย Blockchain จึงเหมาะมากสำหรับเก็บข้อมูลอาหารที่ผลิตจำนวนมหาศาลในแต่ละวัน

หน่วยงานตรวจสอบสามารถเข้าถึงข้อมูลอาหารแต่ละชิ้นตั้งแต่ต้นทางจนถึงชั้นวาง เพียงกำหนดว่าผู้ค้าต้องระบุข้อมูลสินค้าแต่ละชิ้นอย่างไร ข้อมูลอาหารจากระบบ Blockchain ยังอาจกำหนดให้เป็นข้อมูลสาธารณะ ผู้บริโภคเองจึงร่วมตรวจสอบได้เช่นกัน

นอกจากช่วยให้หน่วยงานกลางทำงานง่ายขึ้นแล้ว เกษตรกรผู้ผลิตก็สามารถเห็นขั้นตอนและปลายทางของสินค้าตัวเองได้ กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาคุณภาพตั้งแต่ในฟาร์มเพื่อตอบโจทย์ผู้ซื้อมากขึ้น

ปัจจุบันมี Startup ที่พัฒนา Blockchain สำหรับอุตสาหกรรมอาหารอย่างชัดเจนเกิดขึ้นแล้ว เช่น OriginTrail ที่ให้ข้อมูลผู้ซื้อตั้งแต่บนชั้นวางจนถึงฟาร์ม และ AgUnity ของ David Davies หนึ่งใน Speaker ระดับโลกที่ร่วมงาน Faster Future Forum 2018 ซึ่งใช้ Blockchain จัดการปัญหาขาดแคลนอาหารตั้งแต่ต้นทางโดยร่วมมือกับเกษตรกร ได้ผลลัพธ์ทั้งเพิ่มคุณภาพและแก้ปัญหาติดขัดให้เกษตรกรในเวลาเดียวกัน

ประโยชน์มหาศาลจนอยากจะนำมาใช้เลยตอนนี้ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดที่ต้องร่วมกันแก้ไข

เรายกจุดเด่นของการจัดการด้วยระบบ Blockchain กันมามากแล้ว มาดูข้อจำกัดกันบ้างว่ามีปัจจัยอะไรที่อาจทำให้คอนเซปต์นี้ยังไปไม่ถึงฝันกัน

  • ผู้ประกอบการอาจยังไม่พร้อมเปิดเผยความลับทางการค้าเป็นสาธารณะทั้งหมด ซึ่งจำเป็นต่อการตรวจมาตรฐาน

  • ยังต้องพัฒนาวิธีระบุข้อมูลลงไปในระบบ Blockchain เพื่อป้องกันการบิดเบือนข้อมูลตั้งแต่ต้น

  • หาก Blockchain ไม่ถูกเปิดเป็นข้อมูลสาธารณะ คู่ค้ารายใหญ่อาจบิดเบือนข้อมูลใน Blockchain เพื่อกลั่นแกล้งหรือกดดันคู่ค้ารายย่อยในสายการผลิต

  • Blockchain เป็นเพียงระบบบันทึกข้อมูลที่เป็นระเบียบ ปลอดภัย แก้ไขไม่ได้ และรวดเร็วเท่านั้น การดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ยังต้องพึ่งพากระบวนการภายนอกอื่น ๆ อยู่

จะเห็นได้ว่าปัจจัยส่วนใหญ่เป็นปัจจัยภายนอกด้านวิธีการเสียมาก แต่ก็จำเป็นต้องแก้เพื่อให้ใช้งานได้ตามวัตถุประสงค์แท้จริง คือการรับประกันความปลอดภัยของอาหารนั่นเอง

ก้าวต่อไปของ Blockchain ในอุตสาหกรรมอาหาร ผู้บริโภคจะได้อะไรอีก

ปฏิเสธไม่ได้ว่าแนวคิดการนำ Blockchain เข้ามาจัดการข้อมูลในอุตสาหกรรมอาหารช่วยลดความยุ่งเหยิงได้จริง แต่การใช้ระบบใหม่จำเป็นต้องศึกษาและกำหนดแนวทางเพิ่มเติม อย่างการกำหนดกติกาที่เหมาะสมสำหรับการระบุข้อมูลในระบบ การตกลงกันเพื่อเปิดเผยข้อมูลสาธารณะโดยไม่กระทบการดำเนินธุรกิจ ซึ่งต้องหารือร่วมกันต่อไป

แต่หากมองการต่อยอด Blockchain ในอุตสาหกรรมอาหารสามารถไปส่วนอื่นๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนา AI หรือปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงหุ่นยนต์ที่เชื่อมต่อกับ Blockchain เพื่อทำหน้าที่ดูแลและเก็บอาหารหมดอายุหรือเกิดปัญหาได้เอง หรือ Internet of Things ในบ้านที่เข้าถึง Blockchain คอยตรวจสอบคุณภาพอาหารในตู้เย็น และอาจส่งข้อมูลนำเสนอการขายใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับอาหารที่เรามี เป็นต้น

สรุปแล้ว แม้จะยังต้องอาศัยการพัฒนาอีกมากเพื่อให้ตอบโจทย์ทางธุรกิจและใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ แต่เทคโนโลยี Blockchain ก็ถือว่ามีศักยภาพมากพอจะดูแลอาหารของพวกเราให้ปลอดภัยมากกว่าเดิมแน่นอน ในครั้งต่อไป เรายังมีเรื่องราวของ Blockchain มาอัพเดทกันอีก อย่าลืมติดตามกัน

 

Photos Credit:

www.enterrasolutions.com

http://blog.foodlosofia.com

https://blogs.wsj.com