Back to Blogs

โลกจะเปลี่ยนไปอย่างไรใน 5-10 ปีข้างหน้า? รู้ทันเทรนด์เทคโนโลยีที่อาจส่งผลแบบก้าวกระโดดจากงาน Singularity University Global Summit 2017

สิงหาคม 31, 2017 6:41 AM
views
SU

เพราะเทคโนโลยีไม่ใช่แค่เรื่องของปัจจุบัน แต่ส่งผลกับความเป็นอยู่ของมนุษยชาติต่อไปในอีก 5 – 10 ปีข้างหน้า ซึ่งมีทั้งในแง่ที่รู้สึกว่าน่าตื่นเต้นและอยากจะติดตามเทรนด์ให้ทัน ไปจนถึงแง่มุมที่ต้องรู้เท่าทันและปรับตัวเพื่อความอยู่รอด การพูดถึงเทคโนโลยีในโลกของอนาคต จึงถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจอย่างมากในยุคนี้ โดยล่าสุดทีมงาน Digital Ventures ก็ได้มีโอกาสไปร่วมงาน Singularity University Global Summit 2017 งานสัมมนาที่เกี่ยวกับเทรนด์เทคโนโลยี ณ เมืองซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา จัดขึ้นเมื่อวันที่ 13 – 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา

งานนี้จัดขึ้นด้วยคอนเซปต์ “Be Exponential” คือการมุ่งเน้นเรื่องเทคโนโลยีที่มีผลกระทบแบบก้าวกระโดด หรือยกตัวอย่างให้เข้าใจกันอย่างง่ายๆ เช่น การผลิตเทคโนโลยีที่มีคุณภาพเพิ่มสูงขึ้นมากแต่มีค่าใช้จ่ายที่ถูกลง ซึ่งหัวข้อในงานก็ครอบคลุมหลายประเด็น ทั้งเทคโนโลยีด้านการเงิน ด้านพลังงาน ด้านการแพทย์ หรือแม้แต่ด้านอาหาร

su-3

อีก 3 ปี AI จะกลายเป็นกุญแจของการแข่งขันในโลกธุรกิจ

แน่นอนว่าในงานที่เกี่ยวกับอนาคตแบบนี้ จะไม่พูดถึง AI ก็คงเป็นไปไม่ได้ โดยมีการให้คำนิยาม AI หรือ Artificial Intelligence ว่าเป็นเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ซึ่งสามารถเรียนรู้และจดจำแพทเทิร์นต่างๆ แล้วแก้ปัญหาและทำงานได้ในระดับเดียวมนุษย์หรือเหนือกว่า จึงมีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2020 การใช้ AI เข้ามาช่วยในการให้บริการนั้น อาจจะกลายเป็นเทคโนโลยีหลักๆ ที่ผู้ประกอบธุรกิจนำมาใช้เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง ซึ่งก็ต้องอาศัยปัจจัยหลากหลายอย่างในการพัฒนาไปถึงจุดนั้น นอกจากนี้ยังคาดการณ์ว่า 80% ของวิธีการสื่อสารในอนาคตน่าจะใช้ Chatbot เข้ามาช่วยทำหน้าที่ให้บริการลูกค้าของธุรกิจต่างๆ แทนมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการโต้ตอบทางข้อความหรือการโต้ตอบทางเสียง

ด้วย Disruptive Technology หรือเทคโนโลยีที่จะเข้ามาแก้ไขหรือสร้างความเปลี่ยนแปลงเช่น Robotics นี้ ก็อาจทำให้บริษัทต่างๆ ที่เคยมีอายุหลายสิบปีค่อยๆ หายไป ทำให้ค่าเฉลี่ยอายุของบริษัทน้อยลงเรื่อยๆ และไม่แน่ว่าภายใน 10 ปี บริษัทที่ติดอันดับ “FORTUNE 500” หรือบริษัทที่ใหญ่ที่สุด 500 บริษัทในอเมริกา ก็อาจจะลดหายไปถึง 40%

อีก 8 ปี Blockchain จะเข้าไปอยู่ในบริการทางการเงินทุกประเภท – ICO กลายเป็นกระแสใหม่

Blockchain เป็นสิ่งที่หยิบยกมาพูดถึงเสมอในวงการ FinTech ซึ่งนอกจากการอธิบายให้เข้าใจถึงการทำงานแล้ว ยังมีการคาดการณ์ว่า Blockchain จะแพร่หลายอย่างมากในบริการทางด้านการเงินทุกประเภทภายใน 8 – 10 ปีข้างหน้า โดยเชื่อว่าเทคโนโลยีนี้จะเข้ามาพลิกประวัติศาสตร์ของสถาบันทางการเงิน และจะมีบทบาทในการเพิ่มอัตราการเข้าถึงบริการทางการเงินให้มากขึ้นโดยการช่วยลดค่าธรรมเนียมในบริการเหล่านั้น ขณะเดียวกันมีแนวโน้มว่าบรรดาสกุลเงินดิจิทัลต่างๆ ก็น่าจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐมากขึ้น เช่น Fedcoin ของสหรัฐอเมริกา China coin ของจีน หรือ Russian Ethereum Smart Contracts ของรัสเซีย

su-7

ภาพจาก Numerai.ai

และหลังจาก Blockchain เป็นกระแสอย่างมากในโลกการเงินกันไปแล้ว เราก็เริ่มได้ยินคำใหม่บ่อยขึ้น นั่นก็คือ ICO หรือ Initial Coin Offering ซึ่งเป็นวิธีการระดมทุนโดยการเปิดขายเหรียญสกุลเงินดิจิทัลหรือที่เรียกว่า Token แลกกับเงินจริง เพื่อนำเงินเหล่านั้นมามาใช้ในการพัฒนาโปรเจคต์ต่างๆ โดยปัจจุบันเริ่มเห็นการนำวิธีนี้มาใช้ในวงการ FinTech แล้ว ตัวอย่างเช่น Startup ที่ชื่อว่า Numerai เป็น Startup กองทุนประเภท Hedge fund ที่ระดมเงินโดยใช้ token เป็นตัวกลางแลกเปลี่ยนแทนเงินจริงบน Ethereum Blockchain  นอกจากนี้ ICO ยังเป็นเทคโนโลยีซึ่งเป็นที่จับตามองจากทั่วโลกและคาดการณ์ว่าน่าจะได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในอนาคต

Golden

ปัญหาเดิมๆ ที่มีมาหลาย 10 ปี อาจแก้ได้ด้วยแนวคิดแปลกใหม่จากเหล่า Startup

ภายในงานยังมีบูธ Startup ที่น่าสนใจและแปลกใหม่ อย่างเช่น Startup สาย Fintech ที่ชื่อว่า Golden เป็นซอฟต์แวร์ที่ให้ลูกหลานเข้ามาช่วยจัดการการเงินให้แก่ผู้สูงอายุในครอบครัวผ่านระบบออนไลน์ โดยมี Pain point มาจากการที่ประเทศสหรัฐฯ มีจำนวนผู้สูงอายุกว่า 10 ล้านคนต่อปีที่ไม่สามารถจัดการเรื่องการเงินด้วยตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็น ค่าใช้จ่ายจิปาถะ หรือ ค่าใช้จ่ายในการรักษาโรค เช่น โรคอัลไซเมอร์ ซึ่งคิดเป็นเงินกว่า 350,000 เหรียญสหรัฐฯ  แอปพลิเคชั่นนี้ยังรวบรวมการตรวจสอบสิทธิและสวัสดิการต่างๆ ของภาครัฐที่สามารถช่วยเหลือผู้สูงอายุเอาไว้ภายในแอปฯ เดียวอีกด้วย เป็นหนึ่งในไอเดียเกี่ยวกับ Personal Finance ที่เกิดมาจาก Pain point ของคนในประเทศจริงๆ

ในอีกมุมหนึ่ง หากเรามีไอเดียอยากจะช่วยกลุ่มคนยากไร้ที่ขาดแคลนอาหาร เราอาจจะนึกถึงการหาวิธีบริจาคอาหารให้พวกเขาเป็นอันดับแรก แต่ที่งานนี้ เราได้เห็น Startup รายหนึ่งที่มีแนวคิดต่างออกไป กลุ่มนี้มีชื่อว่า World Food Programme (WFP)  เป็นองค์กรมนุษยชาติที่ช่วยเหลือผู้ยากไร้มาแล้วกว่า 80 ประเทศทั่วโลก โดย WFP โฟกัสในการช่วยเหลือผู้ยากไร้ทางด้านโภชนาการ แต่แทนที่จะมอบอาหารให้กลุ่มคนอยากไร้ในประเทศปากีสถาน พวกเขากลับเลือกที่จะเปิดโครงการช่วยเหลือด้านการเข้าถึงเงินสด โดยผู้คนที่นั่นสามารถจ่ายค่าอาหารผ่านแพลตฟอร์มที่ใช้เทคโนโลยี Blockchain ซึ่งเชื่อว่าจะเพิ่มความรวดเร็ว ช่วยลดค่าดำเนินการต่างๆ และควบคุมความเสี่ยงด้านการเงินในพื้นที่นั้นได้มากขึ้น โดยยังมีโครงการที่ใช้เทคโนโลยี Biometrics ในการยืนยันตัวตนด้วย ซึ่งหมายความว่า ผู้ยากไร้อาจจะสามารถจ่ายเงินกับร้านในท้องถิ่นผ่านการสแกนม่านตา แทนใช้เงินสดแบบเดิมๆ ก็เป็นได้

จากงานสัมมนานี้ จะเห็นได้ว่ามีแนวโน้มที่วิถีชีวิตแบบเดิมๆ ที่เราคุ้นชินอาจจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยมีเครื่องมือและไอเดียใหม่ๆ ที่พร้อมจะมาช่วยเรา ไม่ใช่แค่ให้มีชีวิตที่สะดวกสบายขึ้น แต่เพื่อให้มนุษย์ทั่วโลกมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด ในทางกลับกัน การพัฒนาเทคโนโลยีบางอย่าง เช่น หุ่นยนต์ที่มาทำหน้าที่แทนมนุษย์ อาจจะนำไปสู่คำถามยอดฮิตว่า “แล้วมนุษย์จะตกงานหรือไม่?” ดังนั้นการปรับตัวและเตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตถือเป็นเรื่องสำคัญในหลายๆ อุตสาหกรรมที่จะต้องตื่นตัวและเรียนรู้เพื่อให้ก้าวทันเรื่องราวเหล่านี้อยู่เสมอ ขอบคุณ Ananda Development ที่ชวน Digital Ventures ไปอัปเดตเทรนด์เทคโนโลยีในงานครั้งนี้

ขอขอบคุณรูปภาพประกอบจาก FB page SUGlobalSummit และ SingularityHub

 

Digital Ventures