Back to Blogs

ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง + Startup = สมการความสำเร็จของ Startup

มีนาคม 19, 2018 8:01 AM
views
1

ในการทำงานร่วมกัน ทีมที่มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านรวมอยู่ย่อมสร้างคุณภาพที่แตกต่างได้มากกว่า แต่เมื่อผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้หันมาสู่เส้นทางสร้าง Startup ในฐานะ Founder หรือผู้บริหาร พวกเขาจะมีมุมมองต่อการทำงานอย่างไร วันนี้เราจะมาแชร์เรื่องราวของ Founder และผู้บริหารจาก Startup ที่เข้าร่วมโครงการ Digital Ventures Accerelator Batch 1 หรือ DVAb1 โดยมีคุณตฤณ อนันตมงคลชัย สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านระบบอาคาร, รศ.ดร บุญรัตน์ โล่ห์วงศ์วัฒน อาจารย์คณะวิศวกรรม ภาควิศวกรรมโลหการ, Mr.Christopher Moore Expert และ Mr.Peter Sax สองผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์ และ คุณนิธิ สัจทิพวรรณ ผู้มีประสบการณ์ด้าน Store Management หลายสิบปี

domain-expertise

แรงบันดาลใจอะไรที่ทำให้ก้าวสู่การเริ่มต้นเป็นผู้ประกอบการ Startup?

แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงการเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาอาชีพต่างๆ คนทั่วไปอาจมองถึงความก้าวหน้าและความมั่นคงหากยังคงเดินทางในสายอาชีพเดิมของตนเอง อะไรคือจุดประกายให้เรากล้าออกจากโซนเดิมของตนเอง เข้ามาลุยทำธุรกิจ Startup ที่มีความเสี่ยงและรู้กันดีว่าโอกาสสำเร็จนั้นมีไม่มากและเป็นเส้นทางที่ไม่ง่าย

จุดร่วมหลักๆ ที่ทำให้พวกเขาหันมาทำ Startup นั้นเกิดจากการเห็น Pain Point และเห็นช่องว่างของตลาดระหว่างการทำงานในฐานะผู้เชี่ยวชาญนั่นเอง เริ่มที่คุณคริสโตเฟอร์ Co-Founder และ Sale and Marketing Director กับคุณปีเตอร์ Co-Founder และ Operation and Development Director จาก Sellorate ด้านอสังหาริมทรัพย์ ที่เป็นตัวกลางช่วยสนับสนุนระหว่างผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์และตัวแทนนายหน้าอสังหาริมทรัพย์

เล่าว่า คุณคริสโตเฟอร์พบกับคุณปีเตอร์จากการทำงานที่กรุงเทพ ซึ่งก่อนหน้านั้น คุณปีเตอร์เคยทำงานด้านอสังหาริมทรัพย์ในประเทศสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรมาก่อน ระหว่างทำงานก็เริ่มคุยเพื่อมองหาศักยภาพในการประกอบธุรกิจ จนกระทั่งเจอช่องว่างขนาดใหญ่ในวงการอสังหาริมทรัพย์ที่พวกเขาไม่อาจปล่อยไปได้ พวกเขาจึงเริ่มก่อตั้ง Sellorate ขึ้นมา

ทางด้านคุณนิธิ กรรมการผู้จัดการ จาก MyCloudFulfillment ผู้ให้บริการ Platform จัดการ Stock สินค้าครบวงจร เล่าจุดเริ่มต้นถึงว่า มาจากครอบครัวมีพื้นฐานด้านธุรกิจจัดการ Stock และ Warehouse มาก่อน แต่ต้องการขยายโอกาสจึงเริ่มที่ธุรกิจ e-Commerce จนพบปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ Logistic จากการใช้งาน Platform หนึ่ง จึงสนใจจะแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการนำประสบการณ์ด้านบริหารการจัดเก็บสินค้าที่สั่งสมอยู่กับครอบครัวหลายสิบปีมาใช้

ส่วนการเริ่มต้นของ Energy Response มาจากตอนที่คุณตฤณ Co-Founder และผู้สร้าง Application ตรวจวัดการใช้พลังงานในอาคาร เล่าถึงคุณ  (ปัจจุบันเป็น COO ของ Enres) ทำงานด้านจัดการพลังงานมาก่อน แล้วพบความลำบากด้านการย่อยข้อมูล ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยชี้ปัญหาภายในระบบไฟฟ้าอาคาร จึงได้นำปัญหานี้มาเป็นตัวตั้งและก่อตั้ง Startup เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว

สุดท้าย ดร.บุญรัตน์ Co-Founder จาก Meticuly ผู้ผลิตชิ้นส่วนกระดูกเทียมด้วยเทคโนโลยี 3D Printing เล่าว่าเดิมทีเป็นอาจารย์ในคณะวิศวกรรมของมหาวิทยาลัยรัฐฯ แห่งหนึ่ง ได้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับโลหะ และสร้างอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ ให้กับแพทย์ใช้ เมื่อต่อยอดไปเรื่อยๆ ก็เริ่มเห็นหนทางพัฒนาข้อเข่าเทียมด้วยเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันบนวิธีการที่ต่างออกไปและมีราคาถูกกว่าเดิม จึงได้เริ่มต้นในฐานะ Startup ซึ่งเหมาะกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดังกล่าว

domain-resized

เปรียบเทียบการทำงานแบบ Startup กับแบบดั้งเดิม (Traditional) ต่างกันขนาดไหน?

ก่อนที่ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้จะเริ่มต้นก่อตั้งบริษัท Startup พวกเขาก็เคยเก็บประสบการณ์และสั่งสมความสามารถจากการทำงานในองค์กรรูปแบบดั้งเดิม ซึ่งแน่นนอนว่าจะต้องพบเจอประเด็นที่แตกต่างชัดเจนเมื่อหันมาทำงานในรูปแบบของ Startup

คุณคริสโตเฟอร์และคุณปีเตอร์ซึ่งผ่านงานบริหารรูปแบบ Corporate มาก่อนเล่าว่า Startup มีความแตกต่างกันมาก เพราะ Startup เน้นการทำงานเพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน ทั้ง 2 ท่านจึงเน้นการบริหารให้มีบรรยากาศที่ใกล้ชิดและทุกคนเข้าถึงกันได้หมด เพื่อช่วยกันคิดและค้นหา Solution ที่เหมาะสมเพื่อให้งานสำเร็จ

ส่วนคุณนิธิ MyCloudFulfillment และคุณตฤณ Enres มองในมุมเดียวกันว่า Startup มีความคล่องตัวมากกว่าแบบดั้งเดิม ทั้งส่วนที่ทำร่วมกันกับทีม และการทำงานกับภายนอก ทุกคนสามารถลงมือได้โดยมีขั้นตอนน้อยกว่า ในแง่บุคคล คนในทีมต้องมี Skill Set หลากหลายกว่าเพื่อรองรับรูปแบบการทำงานที่รวดเร็ว จึงต้องเรียนรู้ตลอดเวลา

ดร.บุญรัตน์จาก Meticuly เล่าว่าวงการแพทย์จะทำงานใกล้ชิดกันอยู่แล้ว ซึ่ง Startup จะมาเสริมเรื่องความคล่องตัว ยิ่งในวงการแพทย์ที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญรวมตัวกัน รูปแบบการทำงานที่เชื่อมประสานและมีขั้นตอนน้อยลงทำให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์ทำได้รวดเร็วกว่าเดิมมากทีเดียว

success-2365543_1280

ทักษะที่เชี่ยวชาญ สำคัญต่อการทำ Startup อย่างไร?

ดร.บุญรัตน์จาก Meticuly ยอมรับว่าการมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านช่วยเปิดมุมมองที่สำคัญต่อการพัฒนาธุรกิจ โดยให้ความเห็นจากประสบการณ์ว่า Startup ที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่มักจะเริ่มจากเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาก่อน ทำให้มี Core Knowledge ที่แข็งแรง ช่วยเพิ่มมุมมองต่อยอดผลิตภัณฑ์และบริการให้เกิดขึ้นจริง โอกาสประสบความสำเร็จก็มีมากขึ้น

ส่วนคุณนิธิมองว่า Domain Expertise เป็นจุดตัดระหว่าง Startup กับธุรกิจแบบอื่นๆ ความเชี่ยวชาญสำคัญมากสำหรับการ Scale ของ Startup รวมถึงยังเป็นตัวขับเคลื่อนการส่งมอบบริการตามมาตรฐานของภาคธุรกิจนั้นๆ ด้วย

ด้านคุณตฤณเผยจากมุมมองของ Enres ว่า ความเป็น Domain Expertise สำคัญกับ Enres มาก ทั้งแง่การพัฒนา Platform ซึ่งต้องพึ่งพาความรู้เฉพาะทาง อย่างเช่นที่ Enres ที่นำผู้เชี่ยวชาญมาสอน AI ให้สามารถนำเสนอข้อมูลการใช้งานไฟฟ้าแก่บุคคลทั่วไป

ด้าน Founder ทั้ง 2 จาก Sellorate เห็นตรงกันว่าการมีทักษะที่เชี่ยวชาญซึ่งเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ของ Startup นั้นสำคัญมาก ไม่เพียงแต่ได้เปรียบด้านภาพลักษณ์ซึ่งช่วยให้ Startup ได้รับความสนใจจาก VC มากกว่าเท่านั้น แต่ความเชี่ยวชาญจะช่วยบอกว่าอะไรที่ทำได้จริง สิ่งใดที่ตัดสินใจแล้วจะประสบความสำเร็จมากขึ้น เพราะ Startup ที่ดีไม่ได้จบที่การวิ่งแก้ Pain Point แต่เป็นการแก้ปัญหาตลอดกระบวนการ
จากมุมมองทั้งหมดนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการเป็น Domain Expertise เป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับ Startup มากทีเดียว ทั้งไอเดียตั้งต้นจากความเข้าใจปัญหาในภาคธุรกิจนั้นๆ และสามารถพัฒนาโซลูชั่นและผลิตภัณฑ์ให้สำเร็จได้จริง ไปจนถึงความเก๋าเกมที่ช่วยผลักดันให้เกิดการ Scale อย่างรวดเร็ว ในคราวหน้า เรายังมีบทสัมภาษณ์จากทีม Startup ใน DVAb1 แต่จะเป็นเรื่องอะไรอย่าลืมติดตามกัน

Digital Ventures