Back to Blogs

รูปแบบการระดมทุนของเว็บ crowdfunding : “All or Nothing” VS “Flexible”

มีนาคม 27, 2017 11:54 AM
views
all-of-nothing-vs-flexible-01

หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า เว็บไซต์ระดมทุน หรือ การระดมทุนสาธารณะ (Crowdfunding) กันมาบ้างแล้วใช่ไหมคะ? เป็นเทรนด์ของยุคออนไลน์แบบนี้เลย
หากใครยังไม่รู้จัก เฟื่องจะเล่าให้ฟังง่ายๆ ค่ะ การระดมทุนสาธารณะ คือ การระดมทุนออนไลน์จากบุคคลทั่วไปที่ไม่ใช่นักลงทุน โดยหากคุณมีไอเดีย มีความฝัน อยากสร้างให้เกิดขึ้นจริง คุณสามารถไปเป็นผู้สร้างโครงการ (Creator) ใส่ข้อมูลโปรเจ็กต์ของคุณในเว็บไซต์ตัวกลาง เพื่อให้ผู้ที่เชื่อและอยากสนับสนุนไอเดียของคุณเข้ามาร่วมลงขันเพื่อสานฝันโครงการให้เป็นจริงได้ โดยที่ผู้ร่วมลงขัน (Backer) จะได้ผลตอบแทน (Reward) ตามที่ผู้สร้างโครงการระบุไว้ตั้งแต่แรก เพื่อตอบแทนการสนับสนุนเงิน เช่น ได้สินค้าที่ออกใหม่รุ่นแรกไปใช้ก่อนใคร หรือ ซื้อสินค้าได้ในราคาพิเศษ

ซึ่งรูปแบบการระดมทุนสาธารณะ (Funding Model) นั้น หลักๆ แบ่งได้เป็น 2 แบบค่ะ คือ All or Nothing และ Flexible

ระบบ All or Nothing คือ ผู้สร้างโครงการจะได้เงินทั้งหมดเมื่อสามารถระดมทุนได้ตามยอดเงินที่ตั้งไว้เท่านั้น (เว็บไซต์ตัวกลางเป็นผู้เก็บเงินไว้ก่อน) หากเงินระดมทุนที่ได้รับมาไม่ถึงเป้ายอดเงินที่ตั้งไว้ตั้งแต่แรก ผู้สร้างโครงการในเว็บไซต์ก็จะไม่ได้อะไรเลย และถือว่าโปรเจ็กต์นั้นๆ ล้มเหลว

ในขณะที่แบบ Flexible เปิดกว้างให้ผู้ที่เข้ามาระดมทุนสามารถเลือกได้ว่าจะระดมทุนภายในเวลาและยอดเงินที่ตั้งไว้ หรือจะเปิดระดมทุนไปเรื่อยๆ ตัวอย่างเว็บไซต์ระดมทุนที่ใช้ระบบ All or Nothing คือ Kickstarter ส่วนแบบ Flexible เช่น Indiegogo ค่ะ

หากดูเผินๆ All or Nothing อาจดูเป็นรูปแบบการระดมทุนที่มีโอกาสความประสบความสำเร็จน้อยกว่าและมีความเสี่ยงมากกว่า อย่างไรก็ตาม มีการวิจัยทางจิตวิทยามาแล้วว่า ความเสี่ยงที่โครงการระดมทุนอาจล้มเหลวเป็นจุดขายอย่างหนึ่งที่ทำให้ผู้สนับสนุนเกิดความสนใจ  ถึงแม้ว่าความจริงแล้วจำนวนเงินสมทบทุนในส่วนของผู้ร่วมทุนแต่ละคน จะเป็นจำนวนเงินที่น้อยและไม่อาจชี้วัดได้ว่าโครงการจะประสบผลสำเร็จหรือไม่ แต่จากมุมมองของผู้สนับสนุนนั้น ความเป็นไปได้ที่โครงการที่สนใจจะล้มเหลว เข้าเป้าไม่ถึงยอด ทำให้เกิดแรงจูงใจที่ต้องการจะสนับสนุนให้ได้ การเน้นย้ำผลที่อาจตามมาจากความล้มเหลวจึงทำให้เกิดแรงกระตุ้นให้ผู้ที่สนใจหันมาสนับสนุนกับโครงการที่สนใจมากขึ้น

นอกจากนี้ All or Nothing ยังเป็นการสนับสนุนการแสดงออกทางสังคม (Social proof) หรือแนวโน้มที่คนหมู่มากมักเชื่อตามๆกัน โดยเหตุผลด้านการแสดงออกทางสังคมเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่ทำให้คนอยากลงเงิน เพราะผู้สนับสนุนจะเสียเงินก็ต่อเมื่อโครงการบรรลุเป้าสนับสนุนตามยอดที่ตั้งไว้เท่านั้น หรือ จะเสียเงินเมื่อมีคนจำนวนมากที่สนใจโครงการเดียวกันเสียเงินด้วยกันทั้งหมดนั่นเอง อีกทั้งช่วงระยะเวลาก่อนที่โครงการจะระดมทุนถึงเป้า ผู้สมทบทุนยังสามารถเปลี่ยนใจได้ว่าจะถอนเงินหรือไม่ นั่นทำให้การร่วมสนับสนุนโครงการกับเว็บระดมทุนที่ใช้ระบบ All or nothing ทำให้ผู้สนับสนุนรู้สึกอุ่นใจที่ได้ออกเสียงตามคนหมู่มาก

ในทางตรงกันข้าม หากพิจารณารูปแบบการระดมทุนของระบบ Flexible ที่แม้ไม่จำเป็นต้องจำกัดเรื่องเวลา แต่ผู้สนับสนุนจะถูกหักเงินทันทีหลังจากที่ตัดสินใจสนับสนุนโครงการในเว็บไซต์ หากสนับสนุนเงินไปแต่โครงการไม่สำเร็จภายหลังก็ไม่สามารถขอเงินคืนได้

crowdfunding-kickstartercrowdfunding-indiegogo

นอกจากนี้โดยทั่วไปแล้วเว็บระดมทุนต้องคิดค่าธรรมเนียมในการให้บริการพื้นที่เว็บไซต์สำหรับระดุมทุนด้วย เช่น  Kickstarter ซึ่งเป็นแบบ All or Nothing จะคิดค่าธรรมเนียม 5% หากยอดเงินสนับสนุนเข้าเป้า หากไม่สำเร็จผู้ตั้งโครงการก็ไม่ต้องเสียเงินใดใด ส่วนผู้ที่ล้มเหลวก็ถือว่าได้เรียนรู้ไป ส่วน Indiegogo ซึ่งเป็นแบบ Flexible จะคิดค่าธรรมเนียม 4% ถ้าโครงการบรรลุเป้าหมาย และคิด 9% หากไม่เข้าเป้า ซึ่งทาง Indiegogo ได้ให้เหตุผลว่า เนื่องจากทางเว็บไซต์ใช้ระบบ Flexible และเปิดให้ผู้ก่อตั้งโครงการตั้งเป้าหมายได้ตามใจชอบ การคิดค่าธรรมเนียมของโครงการที่ล้มเหลวเป็นเปอร์เซ็นต์ที่มากกว่าจะช่วยให้ผู้ก่อตั้งโครงการระดมทุนในเว็บไซต์ตั้งเป้าหมายให้สมเหตุสมผลมากขึ้น ไม่ใช่ตั้งเป้าหมายเลื่อนลอยและระดมทุนในเว็บไซต์ไปเรื่อยๆ แบบไม่มีกำหนดระยะเวลา

ข้อเสียของแบบ Flexible คือ การได้เงินสนับสนุนของผู้สนับสนุนบางส่วนมาก่อน อาจทำให้ผู้ก่อตั้งโครงการจัดระยะเวลาในการคืนผลตอบแทนให้ผู้ร่วมลงขันโครงการกลุ่มแรกๆไม่ทันท่วงที เช่น หากโครงการได้รับเงินสนับสนุนที่ต้องการทั้งหมดช้า สินค้าที่วางแผนจะผลิตออกมาเพื่อตอบแทนผู้สนับสนุนก็จะเสร็จช้าตามไปด้วย ทำให้คนที่ลงเงินกลุ่มแรกๆ อาจต้องรอนาน และรู้สึกไม่ค่อยอุ่นใจว่าสิ่งที่สนับสนุนไปจะได้รับผลตอบแทนหรือไม่ ข้อควรระวังของการระดมทุนอย่างหนึ่งจึงเป็นเรื่องความโปร่งใสในการระดมทุน และการคืนผลตอบแทนให้ผู้สนับสนุนอย่างถูกต้องและเร็วที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อใจกับผู้ที่เชื่อในโครงการของเรา ในส่วนนี้ระบบ All or Nothing จะช่วยให้เกิดมีความน่าเชื่อถือมากกว่า

อย่างไรก็ตาม มีบางกรณีเช่นกันที่เหมาะจะใช้เว็บระดมทุนแบบ Flexible มากกว่า นั่นคือกรณีที่เป็นโครงการเพื่อสังคม ซึ่งเป้าหมายอาจไม่ใช่การที่ต้องบรรลุยอดเงินทั้งหมดตามที่ตั้งเป้าไว้ แต่เป็นการระดมทุนเพื่อให้อย่างน้อยได้เงินส่วนหนึ่งมาใช้สนับสนุนแก้ปัญหาสังคมต่างๆ ทั้งนี้เว็บไซต์ระดมทุนแบบ Flexible บางเว็บยังมีการสนับสนุนโครงการเพื่อสังคมเหล่านี้ด้วย เช่น Indiegogo มีการยกเว้นค่าธรรมเนียมให้เป็น 0% สำหรับโครงการที่ช่วยเหลือสังคม โดยมีเว็บไซต์แยกต่างหากจากเว็บหลักชื่อเว็บ Generosity by Indiegogo

crowdfunding-generosity

อย่างไรก็ตามในการเลือกใช้เว็บระดมทุนที่เหมาะสมนั้น ไม่ควรพิจารณาเฉพาะรูปแบบการระดมทุนของเว็บ แต่ควรพิจารณาปัจจัยอื่นๆด้วย เช่น เว็บไซต์ที่ระดมทุนเหมาะกับโครงการประเภทไหน โครงการใน Kickstarter มักมีหมวดประเภทที่มีสินค้าจำเพาะเจาะจง เช่น หมวดเกม หนังสือ หนัง ไม่มีการเรี่ยไรเงินเพื่อไปในธุรกิจส่วนตัว ในขณะที่โครงการใน Indiegogo ไม่จำเป็นต้องเป็นสินค้าหรือธุรกิจใดใด ผู้ใช้สามารถระดมทุนได้ทุกเรื่องตั้งแต่เรี่ยไรเงินทำการกุศลไปจนถึงทำธุรกิจ และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องอย่าลืมว่า ไม่จะใช้เว็บระดมทุนแบบไหน เรื่องของการระดมทุนไม่ใช่แค่การได้เงินจากผู้สนับสนุนมาแล้วจบเท่านั้น แต่เป็นการตอบแทนผู้ที่ช่วยกันระดมทุนให้โครงการเกิดขึ้นจริงด้วย
ยังไงใครมีไอเดีย หรืออยากเป็นนักลงทุนรายย่อมก็ลองเข้าไปชะแว้บตามเว็บไซต์เหล่านี้ดูนะคะ สนุกดี เผลอๆ ได้ของดีๆ กลับมาอีกด้วย หรือถ้าสนใจเว็บไซต์ระดมทุนของไทย ตอนนี้ก็มีอยู่หลายเจ้าเช่นกัน อย่าง Asiola, Dreamaker, Meefund ฯลฯ ถ้าให้พูดตามความเป็นจริง ระบบ Crowdfunding นี้ไปได้ค่อนข้างดีมากในต่างประเทศ แต่ในไทยเอง คนยังไม่ค่อยยอมรับเท่าไร เรามาร่วมผลักดันให้สิ่งนี้เกิดขึ้นกันนะคะ

crowdfunding-logo-thai

ติดตามบทความด้านความรู้เทคโนโลยีดีๆ แบบนี้ โดยเฉพาะ FinTech ได้ที่บล็อกของ Digital Ventures เรื่อยๆ นะคะ แล้วเจอกันค่ะ

mm

Digital Ventures x Faunglada

ผู้ประกาศข่าวรายการ “เช้าข่าวชัดโซเชียล” ไทยรัฐทีวี / คอลัมนิสต์+บล็อกเกอร์+พิธีกรสายไลฟ์สไตล์&ไอที