Back to Blogs

ถึงเวลาของ AI เชื้อสายจีน

สิงหาคม 22, 2017 3:50 AM
views
chinese-ai

เมื่อพูดถึงการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ เราอาจคิดถึงบริษัทในซิลิคอนวัลเลย์ หรืออย่างดี เราก็อาจคิดถึงห้องแล็บตามสถาบันอย่าง MIT เพราะดูเหมือนว่างานวิจัยส่วนใหญ่ที่เราได้ยินตามข่าวจะมาจากบริษัทหรือห้องแล็บเหล่านี้เป็นหลัก แต่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ความคิดของเราอาจเปลี่ยนไป เมื่อประเทศจีนประกาศกร้าวว่าจะเป็นผู้นำด้านปัญญาประดิษฐ์ของโลกให้ได้ภายในปี 2030 (หรือถ้านับไปข้างหน้าก็อีกเพียง 13 ปีเท่านั้น!)

จากสถิติพบว่า การยื่นจดสิทธิบัตรด้านปัญญาประดิษฐ์ในจีนตั้งแต่ปี 2010-2014 เพิ่มเป็นสามเท่า เมื่อเทียบกับสิทธิบัตรประเภทเดียวกันในช่วงห้าปีก่อนหน้า และรัฐบาลจีนก็หวังว่าเทรนด์นี้จะดำเนินต่อไปด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นอีก

รัฐบาลจีนเริ่มเล็งเห็นความสำคัญของปัญญาประดิษฐ์ว่าจะกลายมาเป็นอุตสาหกรรมที่เป็นกุญแจในการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์น่าจะมีมูลค่ามากถึง 1 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 5 ล้านล้านบาท) ล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา รัฐบาลจีนก็ได้ออกโร้ดแมปสามขั้น เพื่อพัฒนาจีนไปสู่เป้าหมายที่หวังไว้ให้ได้

ขั้นแรกคือตั้งแต่ปัจจุบันจนถึงปี 2020 เป็นขั้น ‘การวางรากฐาน’ โดยหมายถึงรากฐานทั้งทางด้านการผลิตบุคลากรด้านปัญญาประดิษฐ์ และการพัฒนาซอฟท์แวร์พื้นฐานเพื่อรองรับปัญญาประดิษฐ์ในอนาคต รวมไปถึงรากฐานทางด้านกฎหมาย มาตรฐาน และจริยธรรมของปัญญาประดิษฐ์ด้วย ในขั้นนี้ จีนหวังว่าบริษัทและหน่วยวิจัยของตนจะมีมาตรฐานเทียบเท่าสหรัฐอเมริกา

ในขั้นต่อมา ซึ่งจะใช้จนถึงปี 2025 จีนคาดหวังว่าจะสามารถ ‘สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ’ (Major breakthrough) ในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และนำไปใช้ในเชิงอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจได้ ส่วนในขั้นสุดท้ายคือปี 2025-2030 ก็จะเป็นการวิ่งไปสู่เส้นชัยที่จีนตั้งไว้ คือการ “เป็นศูนย์วิจัยนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ของโลก” และจะ “เป็นผู้นำในเศรษฐกิจระบบใหม่”

ปัจจุบันเราก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าบริษัทด้านเทคโนโลยีจากจีนนั้นก็มีขนาดใหญ่ยักษ์ไม่เป็นรองใคร ทั้งบริษัทอย่าง Alibaba และ Baidu ก็ต่างกำลังพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ของตนกันอย่างแข็งขันอยู่ทั้งสิ้น คำถามก็คือ ส่วนประกอบอะไรล่ะที่จะทำให้ปัญญาประดิษฐ์ของจีน รุดหน้ากว่าคู่แข่งจากตะวันตก?

Bloomberg เสนอว่าคำตอบประกอบไปด้วยสามเหตุผล สองเหตุผลแรกนั้นว่ากันด้วย ‘จำนวน’ ล้วนๆ – อย่างที่เราทราบว่าประเทศจีนมีประชากรจำนวนมาก ด้วยจำนวนที่มากนี้ ทำให้เพียงจีนขยับอะไรนิดหน่อย โลกก็กระเพื่อมตามไปด้วย – เมื่อจีนเอาจริงเอาจังเรื่องการสร้างปัญญาประดิษฐ์ จำนวนวิศวกรซอฟต์แวร์ของจีนก็จึงนับเป็นแต้มต่ออันหนึ่ง ส่วนอีกด้านหนึ่ง จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตของจีน (751 ล้านคน) ก็เป็นจำนวนที่มากพอที่จะทดสอบอะไรบางอย่างได้อย่างมีประสิทธิผล

คำตอบส่วนที่สามนั้นเป็นสิ่งที่บริษัทตะวันตกอาจได้แต่ฝันถึง – นั่นคือ การสนับสนุนของรัฐบาล – ซึ่งไม่ได้พูดถึงการสนับสนุนในเชิงเงินทุน หรือมาตรการทางภาษีนะครับ แต่หมายถึงการสนับสนุนในแง่การ ‘ยื่นข้อมูลเปิดของประชาชน’ ให้กับบริษัทเหล่านี้เพื่อนำไปพัฒนาหรือสอนปัญญาประดิษฐ์ของตนด้วย เราไม่อาจคาดหวัง ‘การยื่นข้อมูล’ ในลักษณะเดียวกันในชาติตะวันตกที่มีสำนึกในเรื่องความเป็นส่วนตัวมากกว่าได้

ตัวอย่างเช่น บริษัท SenseTime ซึ่งพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ให้สามารถจับลักษณะสิ่งของและใบหน้าคนได้ ก็ใช้ข้อมูลวิดีโอจากกองตำรวจในกวางโจวซึ่งมีประชากร 14 ล้านคนเพื่อสอนปัญญาประดิษฐ์ของตน ผู้บริหาร SenseTime ให้สัมภาษณ์ว่า “ประชากรจีนมีเป็นจำนวนมาก การเก็บข้อมูลที่คุณต้องการ ไม่ว่าสำหรับกรณีไหน ก็จึงง่ายมากตามไปด้วย และเมื่อเราพูดถึงทรัพยากรข้อมูล ผู้ที่ถือครองทรัพยากรข้อมูลไว้มากที่สุดก็คือรัฐบาลนั่นเอง” การ ‘ยินยอมที่จะเปิดข้อมูล’ ของประชาชนโดยรัฐบาลจึงเป็นแต้มต่อที่บริษัทเอกชนในตะวันตกไม่มี ซึ่งการ ‘ยื่นข้อมูล’ ให้นี้อาจรวมไปถึงข้อมูลด้านสุขภาพ, การเงิน และข้อมูลส่วนบุคคลอื่นๆ ด้วย เมื่อเทียบกันแล้ว ในโลกตะวันตก ก็เคยมีกรณีความร่วมมือระหว่างองค์กรสาธารณสุขของสหราชอาณาจักรที่แบ่งปันข้อมูลให้กับห้องวิจัย DeepMind ของ Google เพื่อพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ แต่ก็ถูกองค์กรพิทักษ์ความเป็นส่วนตัวยื่นฟ้องว่าเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูล ซึ่งในจีนอาจเกิดปัญหาเช่นนี้น้อยกว่า

อย่างไรก็ตาม การรุดหน้าของปัญญาประดิษฐ์สัญชาติจีนก็ทำให้หลายคน (โดยเฉพาะนักวิเคราะห์ฝั่งตะวันตก) กังวล หนึ่งในความกังวลคือมาตรการด้านการ ‘ปิดพรมแดนข้อมูล’ ของจีน (Data Protectionism) เพราะจีนมีกฎหมายด้านความมั่นคงไซเบอร์ที่กำหนดให้บริษัทต่างชาติเก็บข้อมูลประชาชนชาวจีนไว้ได้ในพรมแดนจีนเท่านั้น และไม่อนุญาตให้ส่งต่อข้อมูลที่เก็บได้ในจีนให้กับผู้ให้บริการอื่น (The Economist ไปไกลกว่านั้นโดยอ้างว่า ‘แต่มาตรการนี้จะถูกบังคับใช้กับบริษัทจีนหรือไม่ ก็ยังเป็นที่ต้องสงสัย’)

นอกจากนั้นยังมีความกังวลในเรื่องจริยธรรมและมาตรการกำกับปัญญาประดิษฐ์ เช่น การแยกระบบที่ใช้ทดลองปัญญาประดิษฐ์ออกจากข้อมูลหลัก (boxing) เพื่อกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น – นักวิเคราะห์บางรายเป็นห่วงว่าจีนอาจไม่มีมาตรการทำนองนี้ – และยังรวมไปถึงความเป็นห่วงในเรื่องการพัฒนาอาวุธอัตโนมัติ (autonomous weapon) ที่นักวิจัยจากจีนไม่ได้ลงนามในจดหมายเปิดผนึกในปี 2015 ที่ต่อต้านเรื่องนี้ด้วย

อีกเรื่องที่เป็นปัญหาคือท่าทีของรัฐบาลจีนต่อการกำกับดูแลประชาชนของตน อย่างที่เราทราบกันดีว่าจีนพยายามจะใช้คะแนน ‘จริยธรรม’ (social credit score) เข้ามาเพื่อแยกประชาชนที่ ‘เชื่อฟังรัฐ’ ออกจากประชาชนที่ ‘ต่อต้านรัฐ’ โดยดูจากพฤติกรรมทั้งในโลกจริงและทั้งในอินเทอร์เน็ต เช่นว่า มีการใช้คำที่ไม่เหมาะสมบนโซเชียลเน็ตเวิร์กหรือไม่ มีพฤติกรรมการแสดงออกที่ไม่เหมาะสมต่อเจ้าหน้าที่รัฐหรือเปล่า?

ความฉลาดเฉลียวของปัญญาประดิษฐ์ที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ที่มาจากบริษัทที่มีความสัมพันธ์อันดีกับรัฐ ก็อาจทำให้เงื้อมมือของรัฐที่กำประชาชนนั้นแน่นขึ้นจนหายใจไม่ออก

สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปนอกจากคำถามที่ว่า ความเอาจริงเอาจังของจีนจะทำให้พวกเขาก้าวไปถึงฝันได้ภายในปี 2030 หรือไม่ ก็อาจคือเส้นทางไปสู่ความฝันนั้นจะต้องแลกมาด้วยอะไรบ้าง

Digital Ventures x Champ Teepagorn

แห่งวัฒนธรรมชุบแป้งทอด ThaiPBS นักเขียนคอลัมน์ World While Web ณ นิตยสาร a day และ Head in the clouds ณ นิตยสาร GM ถนัดเขียนหนังสือ ชอบวาดการ์ตูน และวาดภาพประกอบ