Back to Blogs

จับตาดูเทรนด์ Cashless Society ในเอเชียและมาตรการผลักดันสังคมไร้เงินสดของแต่ละประเทศ

กันยายน 30, 2017 2:02 PM
views
22095662_10159253375135462_148540742_o

ครั้งก่อน เราได้พูดถึงจุดเริ่มต้นของสังคมไร้เงินสด Cashless Society ในฝั่งยุโรปซึ่งมีพัฒนาการและตัวอย่างการใช้งานที่เห็นได้ชัดกันไปแล้ว โดยปัจจัยที่ทำให้ผู้คนปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีได้เร็วหรือช้านั้น ย่อมเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม วิธีคิด รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานในประเทศนั้นๆ  คราวนี้เรามาดูพัฒนาการ Cashless Society ที่ใกล้ตัวเรามากขึ้นในฝั่งเอเชียที่มีประเพณี วัฒนธรรม และพื้นฐานความคิดใกล้เคียงกับบ้านเรามากขึ้น รวมถึงอัพเดตความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับระบบ Cashless ในบ้านเราด้วยว่าพัฒนาไปถึงไหนแล้ว

การชำระเงินในภูมิภาคเอเชียนั้นได้พัฒนาขึ้นมากโดยมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มาผลักดันให้เป็น Cashless Society สังเกตได้จากในปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคในภูมิภาคนี้ถือเงินสดน้อยลง ผลการสำรวจพบว่าผู้คนจากหกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกือบ 50% มีบัตรเครดิตและเดบิตมากขึ้นในกระเป๋าเมื่อเทียบกับ 5 ปีก่อน ผู้บริโภคเริ่มเห็นภาพความเป็นไปได้ในสังคม Cashless ในประเทศที่พวกเขาอาศัยอยู่

สิงคโปร์กับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากภาครัฐและ Contactless Payment

ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นชัด คือ สิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่ถือว่าประสบความสำเร็จในการเป็นสังคม Cashless รัฐบาลสิงคโปร์ได้ผลักดันให้เกิดสังคม Cashless ด้วยการเปิดตัวโครงการ Smart Nation ในปลายปี 2014 โดยมีธนาคารกลางของสิงคโปร์ที่สร้างศูนย์กลางทางการเงินอัจฉริยะ (Smart Financial Center) โดยจัดสรรงบประมาณถึง 225 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีทางการเงิน และโครงการ LATTICE80 ที่เปิดให้ Startup ด้าน FinTech ทดลองและพัฒนาอย่างเต็มที่ในย่านศูนย์กลางธุรกิจใกล้กับตลาดหุ้น สถาบันการเงิน และหน่วยงานกำกับดูแลที่สำคัญของสิงคโปร์

ตัวอย่าง Cashless ในชีวิตประจำวันก็คือการจ่ายค่าบริการรถขนส่งสาธารณะ นอกจากบัตรเติมเงินค่าโดยสายรถสาธารณะที่สิงคโปร์จะเป็นแบบบัตรเติมเงิน Contactless คือสามารถแตะเพื่อเติมเงินได้เลยโดยไม่ต้องใส่บัตรเข้าในเครื่อง เมื่อต้นปี 2017 ที่ผ่านมา สิงคโปร์ก็เตรียมจะเปิดให้ประชาชนสามารถใช้บัตรเครดิตหรือเดบิตแบบ Contactless ในการจ่ายค่าบริการรถสาธารณะอย่างรถเมล์และรถไฟฟ้าใต้ดินหรือ MRT ได้โดยตรงแบบไม่จำเป็นต้องผ่านตัวกลางอย่างบัตรเติมเงินด้วย โดยผู้ใช้จะถูกเรียกเก็บเงินเมื่อตัดรอบบิลตามปกติของบัตรเครดิต

ในส่วนของ Contactless Payment ที่สามารถทำการชำระเงินได้ทันทีเพียงการแตะมือถือไปยังเครื่องอ่านผ่านระบบ NFC โดยไม่ต้องรูดบัตร สิงคโปร์ก็พร้อมใช้งานแล้วทั้ง Apple Pay, Samsung Pay และยังนับเป็นประเทศแรกของทางฝั่งเอเชียที่จะสามารถใช้งานฟีเจอร์ Android Pay ของ Google Wallet ได้ด้วย นอกจากนี้ยังมี PayNow โดยสมาคมธนาคารสิงคโปร์ (ABS) ซึ่งเปรียบเทียบได้กับ Promptpay บ้านเรา โดยสามารถโอนเงินผ่านหมายเลขบัตรโทรศัพท์หรือบัตรประชาชน (NRIC) บนระบบ Mobile banking และ Online banking ของ ธนาคารที่เข้าร่วม โดยวางแผนจะให้ใช้ระบบนี้ชำระเงินกับร้านค่าปลีกทั่วไปและการโอน-รับเงินที่เกี่ยวกับภาครัฐภายในปีหน้า ด้วยการสนับสนุนจากรัฐบาลเป็นอย่างดี, มีความหลากหลายในการชำระเงิน, การช้อปปิ้งออนไลน์ที่จ่ายเงินง่ายและปลอดภัย รวมถึงระบบ Tokenization ที่ช่วยให้จ่ายเงินได้โดยไม่ต้องเปิดเผยรายละเอียดบัญชีจริง ถือได้ว่าไปไกลเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคเดียวกันและอาจกำลังตามติดยุโรปเพื่อเป็นผู้นำด้านการใช้ Cashless ในอีก 10 ปีข้างหน้า

อินเดียหลังจากยกเลิกธนบัตรเพื่อแก้ปัญหา Corruption และมุ่งสู่ Cashless Society

เหตุการณ์สำคัญเกี่ยวกับ Cashless society ในอินเดียคือเมื่อตอนเย็นวันที่ 8 พฤศจิกายน 2016 โดยทันทีที่นาย Narendra Modi นายกรัฐมนตรีอินเดียประกาศว่าธนบัตร 500 และ 1,000 รูปีจะถูกห้ามใช้ในช่วงเที่ยงคืน (คิดเป็น 86% ของธนบัตรทั้งหมดที่มีการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเงินสดของอินเดีย) ซึ่งการยกเลิกธนบัตรฯ หรือ Demonetization เป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามการทุจริต ผู้คนนั้นก็ต่างออกมาต่อแถวกดเงินที่ตู้ ATM แล้วรีบไปร้านค้าเพื่อตุนเสบียง ร้านขายผักขายหมดในเวลาเพียง 20 นาทีเท่านั้น

ปัจจุบันร้านค้าในอินเดียเริ่มหันมาใช้ Mobile Wallet Application โดย Paytm บริษัทด้านการชำระเงินผ่านมือถือรายใหญ่ที่สุดของอินเดียกล่าวว่ายอดการเข้าชม Application โดยรวมเพิ่มขึ้น 700% และมีจำนวนการดาวน์โหลด Application เพิ่มขึ้น 300% และตั้งเป้าหมายที่ให้ร้านค้าใช้ platform นี้อีก 5 ล้านรายภายในเดือนมีนาคมปี 2017 โดยบริษัทได้รับการสนับสนุนด้าน e-commerce จากจีน ซึ่งในฝั่งของธนาคารเองก็ยังเน้นการทำธุรกรรมออนไลน์ผ่าน  Application บนมือถืออีกด้วย ถือว่าเป็นการเติบโตที่น่าสนใจเลยทีเดียว เพราะในตลาด Smartphone อินเดียจัดว่าเป็นประเทศที่มีตลาดใหญ่เป็นอันดับสองรองจากจีน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการชำระเงินผ่านมือถือจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ฐานผู้ใช้โดยรวมนี้ยังคงมีขนาดเล็กมากสำหรับประเทศที่มีประชากรถึง 1.25 พันล้านคน ที่สำคัญคนส่วนใหญ่ในประเทศยังไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ และยังชอบการซื้อขายเป็นเงินสดมากกว่า จึงเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาในแง่ของประเทศที่ต้องใช้เวลาและความพยายามในการเปลี่ยนแปลง

จีนในฐานะผู้นำ Mobile Payment เมื่อทุกคนใช้ Smartphone จ่ายเงินกันหมดแล้ว

หากถามเพื่อนชาวจีนตอนนี้ เรียกได้ว่าเกือบทุกคนในประเทศใช้ Smartphone เพื่อจ่ายเงินสำหรับทุกอย่าง อย่างในร้านอาหาร พนักงานเสิร์ฟจะถามว่าคุณต้องการใช้ WeChat หรือ Alipay ก่อนจะถามถึงเงินสดด้วยซ้ำ ในประเทศจีนนั้น ถึงขั้นมีกรณีของสาวจีนคนหนึ่งที่ตอนแรกไม่ได้ตระหนักว่าเธอพึ่งพาการชำระเงินผ่านมือถืออย่างหนัก จนกระทั่งธนาคารโทรหาเพราะเธอทิ้งบัตร  A.T.M ไว้ในเครื่องสามสัปดาห์ก่อนหน้านี้และไม่ได้สังเกตด้วยซ้ำว่าบัตรหายไป

สำหรับนักท่องเที่ยวและคนที่มาทำธุรกิจในจีนที่ไม่สามารถเปิดบัญชีธนาคารในประเทศจีนได้ ถือว่าค่อนข้างลำบากที่จะเปลี่ยน Smartphone เป็นกระเป๋าสตางค์แบบที่คนจีนใช้กันโดยทั่วไป ทั้งนี้ทางจีนมีความจำเป็นต้องสร้างโครงสร้างที่แยกต่างหากเพื่อจัดการกับโลกของ Facebook, Google ที่คนอื่นๆ นอกจากจีนใช้เป็นส่วนใหญ่และบัตรเครดิตที่ยังมีอำนาจในการจับจ่ายอยู่ แต่ก็ไม่ลืมที่จะผลักดัน Alibaba และ Tencent ให้ออกนอกประเทศไปให้ไกลที่สุด ทั้งหมดนี้เป็นการทำให้การชำระเงินผ่านมือถือกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนจีน

cashless-asia

จากกราฟจะเห็นได้ว่าโดยมากชาวจีนจะชำระเงินผ่านมือถือในหลายสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหาร การค้าปลีก ความบันเทิงและการท่องเที่ยว ในกลุ่มเหล่านี้ถือว่ามีการจ่ายผ่านมือถือสูงที่สุด และในหมวดอื่นๆ กำลังตามกระแสนี้มาอย่างรวดเร็ว โดยในหมวดร้านค้าปลีกนั้น ร้านสะดวกซื้อมีความถี่ในการชำระเงินมือถือสูงสุงคิดเป็น 68% ตามด้วยซูเปอร์มาร์เก็ต (63%) และห้างสรรพสินค้า (62%) ตามลำดับ

ความพยายามและการผลักดัน Cashless Society ในบ้านเรากำลังเริ่มต้นด้วยดี

เราน่าจะพอเห็นการผลักดันประเทศไทยให้เป็น Cashless society ด้วยระบบ e-Payment ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนกันแล้ว ที่พยายามทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงบริการได้ง่าย สะดวกและรวดเร็วขึ้น และมีความมั่นใจในการใช้จ่ายผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ ในปีที่ผ่านมา การทำธุรกรรมผ่านอินเทอร์เน็ตและมือถือมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น ขณะที่การทำธุรกรรมผ่านระบบเอทีเอ็มและสาขาธนาคารลดลง โดยเราจะเห็นความเคลื่อนไหวล่าสุดในฝั่งของธนาคารที่ผลักดัน Cashless society อย่างเช่น

  • โครงการ Cashless society @ KU ที่ธนาคารไทยพาณิชย์จะให้บริการจัดทำบัตรประจำตัวนิสิต (SCB Smart ID Card) ร่วมกับการใช้ KU Application โดยนิสิตสามารถใช้งานบัตรและแอปฯ ร่วมกันได้ รวมไปถึงการใช้จ่ายและการชำระเงินทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย ได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น

21014139_1457713914316055_3880623126003933296_o

  • QR CODE Payment ซึ่งสามารถสแกน QR code และจ่ายเงินผ่านแอปพลิเคชั่น Mobile banking ของธนาคารเช่น SCB Easy ได้เลย โดยไม่ต้องทอนเงินให้เสียเวลา มีการเริ่มใช้ในกลุ่มวินมอเตอร์ไซค์ ตลาดนัดจตุจักรโดยมี App “Chatuchak Guide” มาช่วยเพิ่มความสะดวกสบายยิ่งขึ้น โดยมีแผนที่จะขยายเพิ่มเติมไปสู่พื้นที่และบริการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น ตลาดรถไฟ ซื้อลอตเตอรี่ ซื้อพวงมาลัย หรือแม้แต่การซื้อของผ่านตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ ที่ในอนาคตก็สามารถใช้ QR Code ได้เช่นกัน

maxresdefault-1

นับได้ว่าในเอเชียมีการเติบโตของ Cashless ที่น่าสนใจอยู่ โดยครอบคลุมตั้งแต่หน่วยงานย่อย ธนาคาร ไปจนถึงภาครัฐ ซึ่งคงจะเป็นการกระตุ้นให้เกิด Cashless society ได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นแตกต่างกันไปตามแนวทางของแต่ละประเทศ และถึงแม้จะมีข้อกังวลเรื่องความปลอดภัยในระบบ แต่ละฝ่ายก็น่าจะกำลังหาวิธีต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเข้าถึงผู้คนให้มากยิ่งขึ้น ลองอ่านเพิ่มเติมจาก DV Blog ของเราได้ว่า ทำไมต้อง Cashless Society

อ้างอิง

https://www.gtnews.com/articles/asian-corporates-join-drive-towards-a-cashless-society/

http://www.bbc.com/news/world-asia-india-38048051

https://www.nytimes.com/2017/07/16/business/china-cash-smartphone-payments.html?mcubz=1

http://technode.com/2017/08/15/the-rise-of-chinas-cashless-society-mobile-payment-trends-in-2017/

 

Digital Ventures