Digital Ventures

Back to blog

ลูกทรพี!: ปัญญาประดิษฐ์จะทดแทนโปรแกรมเมอร์ที่สร้างมันขึ้นมาไหม?

DIGITAL VENTURES X CHAMP TEEPAGORN เมษายน 25, 2018 10:46 AM

3,743

หน้าจอสีน้ำเงินนี่มันคืออะไร - เราต้องไปยังไงต่อ - ผมจับต้นชนปลายไม่ถูก จึงได้แต่พิมพ์ตามหนังสือไปอย่างเก้ๆ กังๆ หนังสือเล่มที่วางอยู่บนลิ้นชักข้างๆ บอกให้พิมพ์ประโยค print “x” แล้วกด run ผมลองพิมพ์และกดตามที่มันบอก ตัวอักษร x สีขาวก็ปรากฏขึ้นมาบนหน้าจอสีดำ

เฮ้ย! เราเขียนโปรแกรมได้แล้ว ผมในวัยมัธยมต้นดีใจอยู่คนเดียวเงียบๆ นั่นเป็นโปรแกรมแรก และเป็นครั้งแรกที่ผมก้าวเข้าสู่โลกโปรแกรมมิ่ง - มันเนิ่นนานมาแล้วแหละครับ และในตอนนี้ความรู้ด้านโปรแกรมมิ่งของผมก็ไม่ทันยุคทันสมัยแล้ว - แต่มันก็เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่า “เราสร้างอะไรขึ้นมาได้เองจริงๆ”

ในระยะหลัง มีการพูดถึงความจำเป็นของการใส่วิชาหรือการเรียนการสอน “การเขียนโปรแกรม” เข้าไปในหลักสูตรปฐมวัยมากขึ้น ด้วยความที่ทักษะการเขียนโปรแกรมมีความจำเป็นต่ออาชีพการงานในอนาคต และอาจด้วยความเชื่อที่ว่าผู้บริโภคในยุคถัดไปจะเป็น ‘ผู้ใช้’ อย่างเดียวไม่ได้ - แต่ต้องเป็นผู้สร้างด้วยจึงจะครบถ้วน - ในการเรียนการสอนที่เน้น STEM (Science, Technology, Engineering, Mathematics) การเขียนโปรแกรมดูจะเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ขาดไปเสียไม่ได้

นอกรั้วโรงเรียน เราเห็นของเล่นและเกมที่พัฒนาทักษะการเขียนโปรแกรมให้เด็กตั้งแต่อายุยังน้อย มันอาจมาในรูปของอิฐบล็อกที่ต่อกันเพื่อให้สัตว์เดินซ้ายขวาตามคำบอก มันอาจมาในรูปแบบเกมสั้นๆ บอกจุดเริ่มต้นและเป้าหมาย แล้วท้าทายให้เด็กใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อหาทางออกด้วยตนเอง

แต่สุดท้ายแล้วหากเราสอนให้เด็กเขียนโปรแกรมไปเพื่อให้เป็นโปรแกรมเมอร์ - เราอาจกำลังคิดผิด - นี่เป็นความคิดเห็นของ Tom Hulme พาร์ตเนอร์จาก GV แผนกลงทุน (Venture Capital Arm) ของ Alphabet บริษัทแม่ของ Google

Tom Hulme เขียนบทความลงในนิตยสาร Wired UK แสดงความเห็นว่าในฐานะนักลงทุนแล้ว เขาต้องพยายามพยากรณ์อนาคตทั้งระยะใกล้ (สองปี) และระยะไกล (ยี่สิบปี) อย่างสม่ำเสมอ เขาเห็นว่าปัจจุบันคอมพิวเตอร์ทำหลายสิ่งหลายอย่างได้ดีกว่ามนุษย์แล้ว ทั้งการเก็บข้อเท็จจริงและคำนวณ แต่ก็มีบางอย่างที่มันยังทำได้ไม่ดีเท่ามนุษย์ในปัจจุบัน เช่น การเดิน หรือความแม่นยำในการจับข้าวของ

เขาเห็นพ้องกับนักวิเคราะห์หลายคนว่าหากงานของคุณมีลักษณะซ้ำๆ และไม่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ก็มีความเป็นไปได้สูงที่คุณจะถูกทดแทนด้วยระบบอัตโนมัติในอนาคตอันใกล้ ด้วยการประเมินของเขา เขายังคงกังวลสงสัยว่าการที่เราสอนวิธีการเขียนโปรแกรมให้กับเด็กๆ นั้นจะมีประโยชน์ เขาบอกว่า “การเรียนรู้เชิงลึกจะสามารถเขียนโปรแกรมได้อย่างอัตโนมัติและว่องไว ถึงแม้ว่าอาจยังเป็นประโยชน์อยู่ที่เด็กๆ จะได้เรียนรู้วิธีการทำงานของอัลกอริธึม แต่ผมก็คิดว่าส่วนใหญ่แล้ว อัลกอริธึมเหล่านี้จะถูกเขียนด้วยเครื่องจักรกลเสียมากกว่า” (ในอนาคต)

กระทั่งในปัจจุบัน ก็มีความสามารถให้จักรกลเขียนโปรแกรมด้วยตนเองแล้ว มันสามารถตรวจสอบและแก้บั๊กด้วยตนเองได้ มันอาจใช้วิธีการ “เลือกใช้ส่วนที่เหมาะสม” จากโปรแกรมอื่น แล้วลอกมาเป็นโค้ดของตนเอง นี่คือวิธีทำงานของระบบ DeepCoder ที่เป็นการพัฒนาร่วมกันระหว่างไมโครซอฟท์และนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ พวกเขาหวังว่าด้วยระบบเช่นนี้ “คนที่ไม่มีความรู้ด้านการเขียนโปรแกรมก็ยังจะสามารถสร้างโปรแกรมขึ้นมาใช้เองได้” - ถึงแม้ว่าในปัจจุบัน DeepCoder จะทำงานได้จำกัดมาก คือสามารถแก้ปัญหาที่ต้องใช้การเขียนโปรแกรมไม่เกินห้าบรรทัด แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่มันจะทำงานได้ซับซ้อนขึ้นในอนาคต

อีกตัวอย่างหนึ่งคือระบบ AutoML (Auto Machine Learning) จาก Google ที่สามารถเขียนโค้ดการเรียนรู้จักรกลได้มีประสิทธิภาพกว่าตัวนักวิจัยที่สร้างมันขึ้นมาเสียอีก ระบบจะทดลองรันระบบจำลองเป็นพันๆ ครั้งเพื่อประเมินว่าจะสามารถปรับปรุงโค้ดส่วนไหนให้ทำงานดีขึ้นได้ แล้วแก้ไขโค้ดส่วนนั้นด้วยตนเองซ้ำไปซ้ำมาไปเรื่อยๆ จนกระทั่งได้โค้ดที่มีประสิทธิภาพที่สุด

หากสถานการณ์เป็นเช่นนี้แล้วเราควรจะสอนอะไรให้เด็กๆ - คำตอบหนึ่งที่เป็นไปได้คือ เราควรสอนทักษะที่ยังเป็น ‘คอขวดทางการคำนวณ’ (Computational Bottleneck) ให้พวกเขา - ทักษะอย่างเช่นความคิดสร้างสรรค์

ผมคิดว่าการสอนให้เด็กๆ เขียนโปรแกรมนั้นไม่ใช่เรื่องผิดหากเราใช้การเขียนโปรแกรมเพื่อเป็นแพลตฟอร์มในการสอนให้เด็กรู้จักแก้ไขปัญหาเชิงสร้างสรรค์ ผ่านการเขียนโปรแกรม เด็กต้องเข้าใจตรรกะภายใต้และต้องเข้าใจวิธีการทำงานของมัน เด็กต้องรู้จักคิดนอกกรอบและในกรอบสลับไปมาเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ

เมื่อเด็กเรียนรู้ทักษะเช่นนี้และฝึกฝนบ่อยๆ แล้ว - พวกเขาก็จะสามารถนำมันไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งโลกภายในหน้าจอ, และโลกภายนอก - นั่นเอง อาจเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาอยู่รอด บนโลกที่ระบบอัตโนมัติคืบคลานรุกรานเข้ามาเรื่อยๆ

ที่มา/อ้างอิงจาก

wired.co.uknewscientist.comthenextweb.com