Digital Ventures

Back to blog

6 สิ่งที่ธุรกิจประกันภัยควรโฟกัสเพื่อก้าวสู่การเป็น Innovative Insurance ในยุค Digital

DIGITAL VENTURES พฤศจิกายน 08, 2018 3:14 PM

312

Digital Ventures เคยนำเสนอเรื่องราวของ Digitizing Insurance และพาไปทำความรู้จักกับ InsurTech กันมาพอสมควรแล้ว เพื่อให้เห็นภาพที่สมบูรณ์จากการเห็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรม Digital Ventures จึงได้รวบรวม 6 สิ่งที่น่าโฟกัสสำหรับธุรกิจประกันชีวิตสู่การเป็น Innovative Insurance มาดูกันว่า เทคโนโลยีจะเปลี่ยนการออกแบบกรมธรรม์ไปจนถึงการสร้าง Impact ต่อ Customer Journey ได้อย่างไรบ้าง

Simplify Life Insurance ทำขั้นตอนการประกันชีวิตเป็นเรื่องง่าย

เป็นที่ทราบกันดีว่าประกันชีวิตมักจะมีมาตรฐานการประเมินความเสี่ยงในระดับที่สูงกว่าประกันแบบอื่นๆ ทำให้กระบวนการสอบถามต่างๆ ถูกออกแบบมาอย่างซับซ้อนและรัดกุม จนหลายครั้งที่ผู้ซื้อต้องปวดหัวกับคำถาม คำตอบจากผู้ซื้อยังนำไปเป็นข้อมูลเพื่อพิจารณาเงื่อนไข ความคุ้มครอง และราคาค่าพรีเมียมที่เหมาะสม นั่นยิ่งทำให้ประกันชีวิตมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นและอาจไม่ตรงความต้องการที่ผู้ซื้ออยากได้จริงๆ

ด้วยเหตุนี้ ประกันภัยยุคใหม่จึงควรทำกระบวนการต่างๆ ให้ง่ายขึ้นโดยยึดหลัก Consumer-Centric และทำให้ประกันภัยเป็นเรื่องที่ใกล้ชิดกับลูกค้า เริ่มตั้งแต่การคิดแบบสอบถามที่ง่าย สะท้อนเงื่อนไขของประกันภัย สามารถปรับเปลี่ยนเงื่อนไขให้สอดคล้องกับราคาและความคุ้มครองที่ต้องการ และใช้กระบวนการคำนวณเบี้ยประกันและความคุ้มครองโดยยึดความต้องการของลูกค้าเป็นศูนย์กลาง

เพื่อให้เกิดบริการแบบดังกล่าว บริษัทประกันภัยสามารถนำเทคโนโลยีต่างๆ มาช่วยได้ เช่นส่วน Design เงื่อนไข สามารถนำ Artificial Intelligence มาวิเคราะห์ข้อมูลได้ ทั้งยังสามารถยกกระบวนการเก็บข้อมูลขึ้นไปอยู่บนออนไลน์ที่ทำให้ผู้ซื้อสามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา โดยมี Robotic Process Automation ช่วยรับและจัดการข้อมูลบนเว็บไซต์ตลอดเวลา

Build D2C Channel สร้างช่องทางการขายบนโลกออนไลน์

ปัจจุบัน บริษัทประกันภัยสามารถใช้ประโยชน์จากโลกออนไลน์ได้มากกว่าในแง่การตลาด ด้วยการเปิดช่องทางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประกันภัยแก่ลูกค้าโดยตรงบนช่องทางออนไลน์

การเปิดช่องทางแบบ D2C (Direct to Customer) ผ่านทางออนไลน์เปิดโอกาสให้บริษัทประกันภัยหลายทาง แต่ทางหนึ่งที่สำคัญมากคือการได้ข้อมูลของลูกค้าในรูปแบบ Digital โดยตรง ข้อมูลเหล่านี้สามารถใช้ความรู้และเทคโนโลยี Big Data ช่วยจัดเรียงเพื่อคาดการณ์เทรนด์ นำไปสู่การจัดการความเสี่ยงและออกแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ดีขึ้น นอกจากนี้ ช่องทาง Digital D2C ยังเปิดโอกาสให้ลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์กับบริษัทประกันโดยตรง การเพิ่มบทบาทที่ปรึกษาช่วยให้บริษัทประกันได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ามากขึ้น

สำหรับเทคโนโลยีที่นำมาใช้ Digital D2C Channel ประกอบด้วย Cloud Computer and Security เพื่อความปลอดภัยและมั่นคงของระบบ ในส่วนการสร้างปฏิสัมพันธ์ ยังสามารถนำ AI มาพัฒนาเป็น Digital Advisor คอยแนะนำผลิตภัณฑ์และรองรับการช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง

Combine Life and Wealth/Health ผสานการลงทุนและคุ้มครองสุขภาพอย่างลงตัว

สังคมผู้สูงอายุถือเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นทั่วทั้งโลก ซึ่งผู้สูงอายุเหล่านี้แม้จะไม่ได้ทำงานและมีรายได้เท่าก่อนแล้ว แต่ก็มีทรัพย์สินเป็นจำนวนมากที่สามารถนำมาลงทุนเพื่อให้เกิดดอกผลงอกเงยสำหรับใช้ในชีวิตหรือส่งต่อยังลูกหลานได้

ในอนาคตอันใกล้ แทนที่บริษัทประกันภัยจะเสนอเพียงการคุ้มครองสุขภาพเพียงอย่างเดียว ยังสามารถขยับบทบาทเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ช่วยผู้สูงอายุจัดการเงินที่ใช้ในซื้อประกันชีวิต ใช้ในการลงทุน หรือซื้อประกันทรัพย์สินได้ด้วย

สำหรับเทคโนโลยีที่นำมาใช้บริการส่วนนี้หนีไม่พ้นกลุ่ม WealthTech หรือเทคโนโลยีเพื่อความั่งคั่งที่เป็นสาขาหนึ่งของ Fintech นั่นเอง ทำความรู้จัก Wealthtech ได้ในบทความ รู้จัก “WealthTech” อีกหนึ่งสาขาของ FinTech ที่น่าจับตามอง ผ่านกลยุทธ์การพัฒนาด้านการเงินของ “ประเทศจีน”

New Online and Offline Point of Sale ปรับช่องทางการขายใหม่ตามพฤติกรรมลูกค้าในยุค Digital

เทคโนโลยีไม่ได้เปลี่ยนแค่ Process ของงานบริการเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนถึงวิธีการทำตลาดด้วย ผู้ซื้ออาจมีความต้องการซื้อที่รวดเร็ว แต่การจะเห็นถึงจุดนั้นได้ต้องอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลจนเห็นแนวโน้มพฤติกรรมด้วยเทคโนโลยี Big Data

ปัจจุบัน ข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานออนไลน์สะท้อนความต้องการซื้อของลูกค้าได้มากขึ้น เช่น การค้นหาข้อมูลโรงพยาบาลแสดงถึงความกังวลด้านสุขภาพ หรือการค้นหาข้อมูลโรงเรียนแสดงถึงความพร้อมในการสร้างครอบครัว บริษัทหรือผู้ขายประกันสามารถเข้าเสนอผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับลูกค้าได้ตั้งแต่ขั้นการค้นหาบริการเหล่านั้น ต่างจากสมัยก่อนที่ต้องรอให้ลูกค้านึกถึงหลังจากซื้อหรือใช้บริการผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องไปแล้ว

Leverage Social Media ใช้ประโยชน์จาก Social Media ตั้งแต่การตลาดจนถึงประเมินความเสี่ยง

Social Media เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์อย่างมากสำหรับนักการตลาดรวมถึงธุรกิจประกันภัย บริษัทประกันภัยสามารถเลือกนำเสนอผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้ตรงกับข้อมูลที่แต่ละคนตั้งค่าไว้บนเครือข่ายได้ วิธีนี้ช่วยประหยัดเวลาการเข้าถึงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากการตลาดแล้ว พฤติกรรมและการแสดงออกบน Social Media ยังนำมาใช้ประเมินความเสี่ยงของผู้เอาประกันได้ ซึ่งหากมีการนำเสนอพฤติกรรมเสี่ยงบน Social Media ก็จะเป็นข้อมูลที่นำมาประกอบการประเมินค่าเบี้ยประกันและเงื่อนไขที่เหมาะสมได้

Prevent over Protection ป้องกันต้นทุนบานปลายจากการคุ้มครองเกินความต้องการ

การให้ความคุ้มครองเกินความต้องการนำไปสู่ต้นทุนทั้งสองฝ่าย บริษัทประกันก็ต้องต่อรองกับผู้ให้บริการต่างๆ มากขึ้น ผู้เอาประกันก็ต้องจ่ายเพื่อรับความคุ้มครองที่มากขึ้น การคิดหา Solution เพื่อแก้ไขปัญหานี้จึงเป็นการ Win-Win ทั้งสองฝ่าย

การจะเสนอความคุ้มครองที่เหมาะสมและพอดีได้นั้นต้องอาศัยการเก็บข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น โดยข้อมูลเชิงลึกแบบรายบุคคลนั้นสามารถเก็บได้จาก Internet of Things เช่น การเก็บข้อมูลดูแลสุขภาพจาก Smartwatch เพื่อแสดงว่าบุคคลนี้มีสุขภาพแข็งแรง จึงมีความเสี่ยงป่วยไข้น้อยลง สามารถเสนอราคาค่าเบี้ยที่ถูกลงได้ หรือการเก็บข้อมูลผ่านเครื่องตรวจโรคทำให้เห็นแนวโน้มการเกิดโรคต่างๆ ซึ่งบริษัทประกันสามารถนำส่วนนี้ไปออกแบบเงื่อนไขความคุ้มครองและค่าเบี้ยที่เหมาะสมได้

การเป็น Innovative Insurance ยังคงต้องอาศัยการพัฒนาเทคโนโลยีควบคู่ไปกับการพัฒนา Business Model ที่เหมาะสม แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการคำนึงถึงความคุ้มค่าที่จะเกิดขึ้นทั้ง Value Chain อันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดการพัฒนาด้าน InsurTech นั่นเอง

ติดตามข้อมูลเรื่อง Digitizing Insurance โดย Digital Ventures เพิ่มเติมได้ที่ http://dv.co.th/cvc.php