Digital Ventures

Back to blog

“นักปรัชญา” อาชีพที่จะมาแรงในยุค AI

DIGITAL VENTURES X JITSUPA CHIN ธันวาคม 18, 2018 7:23 PM

8,132

หนึ่งในสิ่งที่เราถกเถียงกันมากที่สุดในช่วงเวลาที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์กำลังเจริญงอกงามและแทรกซึมเข้าไปในทุกอณูของการใช้ชีวิตของมนุษย์เหมือนอย่างทุกวันนี้ ก็คือคำถามว่า ทักษะแบบไหนที่จำเป็นต้องฝึกฝนไว้ หรืออาชีพแบบไหนที่จะเหลือรอดปลอดภัยในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์สามารถทำหลายสิ่งหลายอย่างแทนมนุษย์ได้ คงไม่มีชุดคำตอบไหนที่จะถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์แต่สิ่งที่ทำให้ซู่ชิงประหลาดใจคือการที่ได้ยิน อาจารย์อาร์ท - อรรถพล ปะมะโข อาจารย์ภาควิชาภาษาอังกฤษและภาษาศาสตร์คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่มาร่วมพูดคุยกับซู่ชิงในพอดแคสต์ตอนหนึ่งคาดการณ์ว่าอาชีพของการเป็น “นักปรัชญา” จะเป็นที่ต้องการอย่างยิ่งยวดในอนาคตข้างหน้า ดูเป็นสองสิ่งที่ช่างไม่เข้ากันเลยใช่ไหมคะ ปรัชญาจะมาเกี่ยวข้องอะไรกับการเตรียมตัวรับมือการมาถึงของหุ่นยนต์ เราจะค่อยๆ ทำความเข้าใจไปพร้อมๆ กันค่ะ

 

 

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ก้าวไกลไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เราพัฒนามันขึ้นมาก็เพื่อให้มันมาทำหน้าที่หลายๆ อย่างแทนมนุษย์ หนึ่งในนั้นก็คือมันต้องเข้ามาช่วยเราตัดสินใจ ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่เราจะไปถึงวันที่ปัญญาประดิษฐ์สามารถคิดและตัดสินใจด้วยตัวเองได้ แต่เมื่อวันนั้นมาถึงมนุษย์เราก็จะต้องมีรูปแบบวิธีคิด วิธีรับมือ เตรียมตัวรอเอาไว้แล้วว่าปัญญาประดิษฐ์ควรจะต้องตัดสินใจด้วยชุดความคิดแบบไหน ศีลธรรมแบบไหนที่ควรต้องป้อนเป็นข้อมูลให้มันใช้ในการตัดสินใจ และผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจนั้นๆ จะต้องตกอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของใคร ยกตัวอย่างที่ค่อนข้างใกล้ตัวและจะทำให้เราเห็นภาพได้ชัดมากตัวอย่างหนึ่งนะคะ มนุษย์พัฒนารถยนต์ไร้คนขับขึ้นมาเพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนนที่เกิดจากข้อบกพร่องของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นข้อบกพร่องทางกาย อย่างอาการเหน็ดเหนื่อย มึนเมา หรือง่วงงุน ไปจนถึงการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ เราจึงยกหน้าที่การขับรถให้เป็นของคอมพิวเตอร์ไป แต่แน่นอนว่าก็จะต้องมีสถานการณ์ที่คอมพิวเตอร์จะต้องตัดสินใจแทนเรา เช่นในกรณีที่กำลังจะเกิดอุบัติเหตุชนคนเดินถนน รถยนต์ไร้คนขับควรจะต้องถูกตั้งโปรแกรมให้แก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าด้วยการรักษาชีวิตของคนขับไว้แล้วพุ่งชนคนเดินถนน หรือจะต้องรักษาชีวิตคนเดินถนนไว้แล้วบังคับให้รถยนต์หักหลบไปทางใดทางหนึ่งซึ่งอาจจะนำมาซึ่งอาการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตของคนขับได้ หรือเป็นไปได้ไหมที่เราอาจจะไปไกลจนถึงขั้นที่เทคโนโลยีจะต้องช่วยตัดสินใจว่าระหว่างคนแก่ กับเด็ก ที่ขวางอยู่หน้ารถ หากจำเป็นจะต้องชนคนใดคนหนึ่ง จะต้องเลือกชนคนไหนจึงจะสมเหตุสมผลที่สุด หลักการที่พื้นฐานที่สุดคือชีวิตคนล้วนมีค่าเท่ากันไม่ว่าคนๆ นั้นจะเป็นใครก็ตาม แต่หากใช้หลักคิดแบบประโยชน์นิยมเข้ามาจับ คอมพิวเตอร์ก็อาจจะต้องเลือกรักษาชีวิตของเด็กไว้เนื่องจากคำนวณแล้วว่าเด็กมีแนวโน้มที่จะอยู่ต่อเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับโลกใบนี้ได้นานกว่า เป็นต้น

เอาเข้าจริงๆ แล้วโจทย์ยากๆ แบบนี้ มนุษย์เองก็ยังไม่รู้ว่าตัดสินใจอย่างไรจึงจะถูกต้องที่สุดเลย และแต่ละคนก็คงจะมีคำตอบที่แตกต่างกันออกไปด้วย โจทย์แบบนี้แหละค่ะที่จะทยอยเรียงแถวกันมาให้เราขบคิดกันไม่รู้จบ และตรงนี้แหละที่ความเป็นนักปรัชญาจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยออกแบบแนวทางให้กับอนาคตของปัญญาประดิษฐ์ได้ คำถามข้อเดียวกันนี้ ซู่ชิงนำไปถามคนทางด้านฝั่งเทคโนโลยีบ้าง และคงไม่มีใครที่จะเหมาะสมไปกว่า คุณเคนท์ วอล์คเกอร์ รองประธานอาวุโสฝ่ายกิจการทั่วโลกของกูเกิลที่เพิ่งจะเดินทางมาประเทศไทยเมื่อเร็วๆ มานี้ เขาเป็นคนร่างแนวคิดในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ทั้ง 7 ข้อ เพื่อให้กูเกิลที่เป็นองค์กรระดับแถวหน้าของโลกในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ได้ยึดถือเป็นแนวทางและปฏิบัติตาม คุณเคนท์บอกว่าเวลามนุษย์อย่างเราขับรถบนถนน เราก็ต้องตัดสินใจทางด้านจริยธรรมกันเป็นล้านๆ ครั้งอยู่แล้ว เช่น ตัดสินใจว่าจะขับรถห่างจากขอบถนนกี่นิ้ว จะต้องอยู่ห่างจากคันข้างหน้าแค่ไหน จึงจะสามารถหลีกเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุได้ ในขณะที่รถยนต์ไร้คนขับซึ่งติดตั้งมาพร้อมเซ็นเซอร์จำนวนมากสามารถทำหน้าที่นี้ได้ดีกว่ามนุษย์ทุกคน

ดังนั้นคำตอบของเขาก็คือ เทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับที่ออกแบบมาให้ป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนนจากฝีมือของมนุษย์ จะทำหน้าที่ของมันได้ดีจนเราไม่ต้องไปถึงจุดที่มานั่งถกเถียงกันว่ารถยนต์ควรจะเลือกเก็บชีวิตของใคร ระหว่างคนขับกับคนเดินเท้าเพราะมันจะไปกันไม่ถึงจุดนั้นนั่นแหละค่ะ  แนวคิดของคุณเคนท์เป็นไปตามแบบฉบับของคนที่มีทัศนคติด้านบวกในการมองเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งก็ไม่น่าประหลาดใจเลยเพราะก็เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่ากูเกิลเป็นองค์กรที่สนับสนุนการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์เพื่อประโยชน์ของมวลมนุษยชาติ ขณะเดียวกันก็ยังมีกลุ่มคนอีกฟากหนึ่งที่ไม่ได้มองอนาคตว่าสดใสขนาดนั้น คนกลุ่มนี้หวาดระแวงและมองเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ไปในทางลบ ที่เป็นที่รู้จักดีก็อย่างเช่น อีลอน มัสค์ บิลล์ เกตส์ และสตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง ซึ่งล้วนแล้วแต่เคยออกมาเตือนสังคมโลกว่าให้ระมัดระวังในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์เพราะสักวันหนึ่งมันอาจจะออกมาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ก็ได้

ความกลัวการมาถึงของปัญญาประดิษฐ์น่าจะสามารถอธิบายได้ด้วยปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Uncanny Valley ซึ่งเป็นคำที่ใช้ในการอธิบายความรู้สึกของการกลัวอะไรบางอย่างที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับมนุษย์ ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อเราเห็นสิ่งมีชีวิตหรือวัตถุบางอย่างที่คล้ายมนุษย์มากแต่ไม่ใช่ ทำให้เกิดอารมณ์ที่รู้สึกคุ้นเคยพร้อมๆ กับอารมณ์ขยะแขยงหวาดหวั่น อย่างอาการหวาดกลัวที่เกิดจากการเห็นตุ๊กตารูปคน หรือเห็นเงาตัวเองบนกระจกนั่นแหละค่ะ  ซู่ชิงเคยมีประสบการณ์แบบ Uncanny Valley เกิดขึ้นรุนแรงที่สุดเป็นครั้งแรกก็คือเมื่อราวเจ็ดปีก่อนที่มีโอกาสได้เดินทางไปญี่ปุ่นเพื่อสัมภาษณ์ ดร.ฮิโรชิ อิชิกุโระ ผู้สร้างหุ่นยนต์ที่ออกแบบมาเหมือนตัวเขาเองเปี๊ยบ ทันทีที่เปิดประตูและเดินก้าวเข้าไปในห้องที่หุ่นยนต์สองตัวของเขานั่งอยู่ ซู่ชิงก็ขนลุกชันขึ้นมาแบบไม่มีเหตุผล เพราะสิ่งที่นั่งอยู่ตรงหน้ามีรูปร่างหน้าตาเหมือนมนุษย์ไม่ผิดเพี้ยนแต่กลับไร้ซึ่งชีวิต ไม่ว่าจะเป็นแววตาที่แข็งกระด้าง หรือแขนขาที่ทิ้งทุ่นเหมือนสิ่งมีชีวิตปราศจากกล้ามเนื้อและเส้นประสาทแต่ทันทีที่ปรับความคิดได้ว่านี่คือหุ่นยนต์นะ ไม่ใช่คน อาการนั้นก็หายไป 

ดังนั้น ทางแก้ที่จะทำให้มนุษย์อย่างเราไม่รู้สึกขนลุกขนพองเมื่อคิดว่าหุ่นยนต์จะมาอยู่ร่วมโลกกับเราก็อาจจะมีอยู่สองทาง คือหนึ่งทำให้หุ่นยนต์เหมือนมนุษย์ทุกประการ ชนิดที่ดูใกล้ๆ เราก็ยังแยกไม่ออกว่านี่คือหุ่นยนต์ไม่ใช่คน และสอง ทำให้หุ่นยนต์มีรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างจากมนุษย์อย่างชัดเจนจะเหมือนแมวน้ำ ไก่ กา ปะการัง หรืออะไรก็ว่าไป แกอย่ามาเหมือนคนก็พอ ส่วนคำถามที่ว่าแล้วปัญญาประดิษฐ์จะต้องมีจริยธรรมในเรื่องต่างๆ อย่างไรบ้างนั้น ตอนนี้คงไม่มีคำตอบชัดเจน แต่นี่น่าจะเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เราจะต้องเริ่มระดมสมองกันแล้วว่าหากเราจะพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ต่อไป แนวคิด จริยธรรม วิสัยทัศน์ หรือกระบวนการตัดสินใจแบบไหนที่เราจะอยากให้มีอยู่ในโปรแกรม เพราะเราจะต้องช่วยกันวางรากฐานนี้ไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วยการกำหนดกฎเกณฑ์แนวทางในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ร่วมกัน

วางแผนให้ลูกเรียนด้านปรัชญาตอนนี้อาจจะเป็นการการันตีว่าจบมาน่าจะเป็นที่ต้องการในตลาดแรงงาน หรือไม่ก็จะไม่เตะฝุ่นนานเกินไปก็ได้นะคะ