Digital Ventures

Back to blog

รัฐบาลจีนกับการปฏิรูป Peer-to-Peer Lending ที่กลายเป็นแชร์ลูกโซ่มูลค่าพันล้านเหรียญสหรัฐฯ

DIGITAL VENTURES กรกฎาคม 30, 2019 1:24 PM

1,425

Digital Ventures ได้เคยนำเสนอเรื่องราวของธุรกิจกู้ยืมเงินระหว่างรายย่อยบนออนไลน์หรือ Peer-to-Peer Online Lending ในประเทศจีนกันไปแล้ว แต่ในช่วงที่ผ่านมา ธุรกิจดังกล่าวเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลจากการออกมาตรการควบคุมโดยรัฐบาล เนื่องจากพบว่ามี Platform จำนวนมากที่เข้าข่ายหลอกลวงนักลงทุน ไปจนถึงการเปิด Platform บังหน้าเพื่อดำเนินการแชร์ลูกโซ่ อันส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจในภาพรวม เราจึงขอชวนทุกท่านมาสำรวจสิ่งที่เกิดขึ้นในธุรกิจ Peer-to-Peer Online Lending ในประเทศจีนกันอีกครั้ง

 

 

เมื่อ Peer-to-Peer Lending กลายเป็นแชร์ลูกโซ่ที่ส่งผลเสียหายนับพันล้านเหรียญสหรัฐฯ 

หลายคนคงทราบดีกว่า Peer-to-Peer Online Lending เป็น Platform ที่ค่อยๆ เติบโตมาตลอดทศวรรษที่ผ่านมา โดยอาศัยช่องว่างของผู้ให้บริการเครดิตดั้งเดิมที่มีไม่มากในจีน ด้วยการนำเสนอ Digital Platform ที่ประเมินความเสี่ยงด้วยเทคโนโลยีและปล่อยเงินกู้ได้ โดยจีนเคยมี Platform ที่ให้บริการนี้พร้อมกันมากถึง 3,477 ราย ในปี 2015

อย่างไรก็ตาม หลังจาก Peer-to-Peer Online Lending ได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะจาก “นักลงทุน” ที่ต้องการผลกำไรจากการปล่อยกู้กับบุคคลธรรมดา รายงานวิจัยของ ACCA ระบุไว้ในปี 2017 ว่า ปัจจุบัน Online Lending ในจีนมีจำนวนนักลงทุนมากกว่าผู้ใช้บริการถึง 2 เท่า จึงสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการขาดทุนกับนักลงทุนจำนวนมหาศาล ซึ่งส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศจีน

ประกอบกับรายงานของภาคนโยบายที่ระบุกรณีทุจริตของผู้ประกอบการ Peer-to-Peer Online Lending โดยเหตุการณ์ครั้งใหญ่ที่สุดคือ Ezubao ซึ่งเป็น Peer-to-Peer Online Lending รายใหญ่ที่กลายเป็นแชร์ลูกโซ่ (การระดมทุนที่นำเงินจากคนถัดไปมาส่งต่อให้คนก่อน ซึ่งเงินไม่ได้ถูกนำไปลงทุนจนเกิดผลิตผลอย่างที่ควรจะเป็น) ก่อให้เกิดความเสียหายเป็นมูลค่า 7,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีนักลงทุนได้รับผลกระทบกว่า 900,000 ราย

หลังจากนั้น เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2019 โดยรัฐบาลจีนได้ประกาศดำเนินการกับ Peer-to-Peer Online Lending  ที่เข้าข่ายทุจริตเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่อายัดทรัพย์สินมูลค่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จาก Peer-to-Peer Online Lending จำนวนมากกว่า 380 ราย พร้อมกับควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยที่กระจายอยู่ 16 ประเทศ โดยระบุว่าผู้ให้บริการเหล่านี้ต้องสงสัยดำเนินกิจการ Peer-to-Peer Online Lending อย่างทุจริต ซึ่งจากการขยายผลดังกล่าวก็นำไปสู่การลงโทษผู้เกี่ยวข้องไปแล้ว 62 ราย

 

รัฐบาลจีนกับแนวทาง “ควบคุม” Peer-to-Peer Online Lending

รัฐบาลจีนได้เริ่มต้นเข้ามาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจาก Peer-to-Peer Online Lending อย่างจริงจังเมื่อปี 2016 อย่างที่ Digital Ventures ได้เคยนำเสนอไปในบทความก่อนหน้านี้ โดยได้กำหนดเป็นแนวทางปฏิบัติเบื้องต้นเพื่อให้ผู้ประกอบการค่อยๆ ปรับตัวจนดำเนินธุรกิจได้ตามมาตรฐานใหม่ ซึ่งคณะกรรมการกำกับดูแลมาตรการของธนาคารแห่งประเทศจีนเป็นผู้ให้แนวทางดังกล่าวไว้ 5 ข้อด้วยกัน ได้แก่

  1. ชี้แจงแนวทางปฏิบัติทั่วไป ว่าด้วยการออกแบบกลไกการทำงานของธุรกิจเพื่อความโปร่งใส ปลอดภัย ทั้งกับผู้ใช้บริการและผู้ลงทุน​ ตั้งแต่ผู้ลงทุนต้องลงทุนผ่านธนาคารโดยใช้บัญชีใหม่สำหรับบริการ Peer-to-Peer Online Lending การต้องยืนยันระหว่างผู้ใช้บริการกับผู้ลงทุนในการนำเงินออก และการเก็บรายการธุรกรรมเพื่อเป็นหลักฐาน
  2. ชี้แจงข้อเรียกร้องพื้นฐาน ผู้ประกอบการจะต้องปฏิบัติตามแนวทางการกำกับดูแลและลงทะเบียนข้อมูลเงินกู้บนระบบ Online และธนาคารพาณิชย์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการให้บริการรับฝากเงินจาก Platform ต้องมีโครงสร้างบริการพื้นฐานที่ได้มาตรฐาน 
  3. ชี้แจงแนวทางการรับผิดชอบ กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์มีหน้าที่ดูแลการเคลื่อนย้ายเงินของ Platform ที่ให้บริการ รวมถึงการประเมินความเสี่ยงในการกระทำทุจริตของ Platform นั้น ส่วนผู้ประกอบการเจ้าของ Platform มีหน้าที่พัฒนาระบบ เปิดเผยข้อมูล และให้บริการลูกค้า
  4. แนวทางกับการขับเคลื่อนปฏิบัติการทางธุรกิจของกิจการ ส่วนนี้ระบุให้ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการดำเนินธุรกิจ ทั้งในส่วนของการจดทะเบียน และการแจ้งข้อมูลกับลูกค้า การออกเอกสารสัญญา การชดเชย และข้อยกเว้นต่างๆ ทั้งนี้เพื่อให้ธุรกิจ Peer-to-Peer Online Lending มีมาตรฐานที่สอดคล้องกับบริการการเงินอื่นๆ
  5. แนวทางควบคุมความปลอดภัย 3 ข้อ ส่วนนี้ระบุแนวทางเพื่อความปลอดภัยของข้อมูลของทั้งผู้ใช้บริการและนักลงทุน โดย 3 ข้อนี้ ได้แก่ 1) แยกข้อมูลใหม่กับข้อมูลเก่าก่อนจะประกาศใช้แนวทางนี้ออกจากกัน 2) ห้ามมิให้เปิดเผยข้อมูลเพื่อการค้า และ 3) ต้องคิดค่าบริการด้วยความเป็นธรรม มีราคาที่สมเหตุสมผล

ขณะเดียวกันรัฐบาลจีนก็ดำเนินการเชิงรุกเพื่อยับยั้งความเสียหายจาก Platform ที่จงใจทุจริต ด้วยความเข้มข้นดังกล่าว wdjz.com ระบุว่าจีนจัดการ Platform ที่เข้าข่ายทุจริตไปแล้วมากกว่า 5,400 แห่ง และประเมินว่ามีนักลงทุนได้รับความเสียหายราว 2 ล้านคน

 

 

ผลกระทบจากแนวทางควบคุม : จากการเข้าถึงการเงินแทนที่ธนาคาร กลับสู่การใช้ระบบธนาคารแบบเดิม

จากแนวทางกำกับดูแลดังกล่าว ส่งให้ Peer-to-Peer Online Lending ในจีนเปลี่ยนไปมาก จากเดิมที่ผู้ลงทุนและผู้ขอเงินกู้สามารถกู้เงินระหว่างกันได้โดยตรง ปัจจุบันนักลงทุนจำเป็นต้องเปิดบัญชีและรับการประเมินจากธนาคารพาณิชย์ และผู้ใช้บริการก็ต้องมีบัญชีธนาคารเพื่อทำธุรกรรม 

สำนักข่าว South China Morning Post ระบุข้อความของนักวิเคราะห์จาก Fitch Ratings และ Moody’s Investor ซึ่งเห็นตรงกันว่า แนวทางดังกล่าวทำให้ Peer-to-Peer Online Lending ไม่ต่างกับการพยายามกู้เงินกับธนาคาร เพราะมีเพียงผู้ที่เข้าถึงบริการธนาคารเท่านั้นที่จะใช้บริการได้ ต่างจากเมื่อก่อนที่เพียงมีอินเทอร์เน็ตก็เข้าถึงแหล่งเงินทุน ทั้งการใช้เงินในชีวิตประจำวันและการใช้เงินของธุรกิจ SME

อย่างไรก็ตาม การควบคุมครั้งนี้ที่ดำเนินการโดยรัฐบาลจีน มีวัตถุประสงค์เพื่อกำจัดผู้ให้บริการที่จงใจทุจริตเท่านั้น ในอนาคต จึงอาจมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ Peer-to-Peer Online Lending ในจีนกลับมาเป็นพื้นที่กระจายการเข้าถึงทางการเงินสำหรับคนที่สามารถใช้ช่องทางดั้งเดิมอย่างธนาคารได้อีกครั้งหนึ่ง

เห็นได้ว่าจากความรุ่งเรืองถึงขีดสุดโดยปราศจากการควบคุมตั้งแต่แรก นำไปสู่ผลเสียหายกับประชาชนเป็นวงกว้าง และการควบคุมที่เข้ามาก็ยังส่งผลให้วัตถุประสงค์ของธุรกิจเปลี่ยนไปด้วย ทั้งหมดนี้คือความเปลี่ยนแปลงของ Peer-to-Peer Online Lending ในประเทศจีนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน หากมีเรื่องราวอัพเดทเกี่ยวกับธุรกิจด้านการเงินและเทคโนโลยีที่น่าสนใจเช่นนี้ในประเทศจีน Digital Ventures ก็จะหยิบมานำเสนอให้ทุกท่านได้ติดตามกันในโอกาสต่อไป

ขอขอบคุณข้อมูลจาก bloomberg.com, scmp.com, finextra.com และ technode.com