Digital Ventures

Back to blog

เร่งเครื่องอุตสาหกรรม Healthcare ของไทยให้นำหน้าด้วย Deep Technology

DIGITAL VENTURES สิงหาคม 14, 2018 12:01 AM

3,746

สาธารณสุขหรือ Healthcare ถือว่าเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยมีความพร้อมด้านงานบริการและความสามารถของบุคลากรเป็นกลไกหลักที่ช่วยผลักดันอุตสาหกรรมนี้ แต่อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรม Healthcare ยังสามารถต่อยอดเพื่อเพิ่มความได้เปรียบได้อีกด้วยการนำเทคโนโลยีชั้นสูงหรือ Deep Technology มาใช้ เช่น ช่วยให้ขั้นตอนการคัดแยกผู้ป่วยสะดวกและรวดเร็วขึ้น โดยวันนี้ Digital Ventures ได้มีโอกาสพูดคุยกับ TrueEye ทีมนักพัฒนาเทคโนโลยีชั้นสูงด้านการแพทย์ ซึ่งจะมาถ่ายทอดมุมมองการใช้ Deep Tech ในอุตสาหกรรม Healthcare เพื่อยกระดับการแข่งขันของประเทศไทยไปอีกขั้นกัน

ภาพรวมของ Healthcare ในประเทศไทย กับความท้าทายที่รอการแก้ไข

คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือ BOI เผยแผนงานผลักดันให้ไทยเป็น Hub of Wellness and Medical Service ในปี 2025 ทั้งนี้การที่ประเทศจะบรรลุเป้าหมายนี้ได้นั้น ภาคธุรกิจด้านการสาธารณสุขในไทยจะต้องยกระดับการให้บริการขนานใหญ่ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีด้านการแพทย์จนถึงคุณภาพบริการ

ทีม TrueEye ได้กล่าวถึงคุณภาพด้านบริการทางการแพทย์ของไทยว่า ในปัจจุบัน แพทย์ในไทยส่วนใหญ่ยังใช้วิธีการตรวจและรักษาแบบ Classical คือใช้ความเชี่ยวชาญและฐานความรู้เดิมในการวินิจฉัยอาการ ซึ่งวิธีนี้แม้จะสอดคล้องกับความเชี่ยวชาญของบุคลากร แต่ก็อาจทำให้เกิดความไม่เป็นกลาง (Bias) ในการรักษาและตรวจโรค ทำให้ผลการวินิจฉัยคลาดเคลื่อน นำไปสู่การรักษาที่ไม่ตรงจุด และผู้ป่วยอาจได้รับประสบการณ์ที่ไม่ดีจากการรับบริการได้

ส่วนในอนาคต เทรนด์ของบริการทางการสาธารณสุขจะเป็นแบบ Precision and Personalised Medicine คือ กระบวนการบริการทางการแพทย์ที่เจาะจงเฉพาะบุคคลด้วยผลลัพธ์ที่แม่นยำ ซึ่งวิธีการรักษาแบบดั้งเดิมไม่สามารถตอบโจทย์ในส่วนนี้ได้ จึงมีความจำเป็นที่ต้องยกระดับการให้บริการด้วยกระบวนการ Digital Transformation โดยนำนวัตกรรมต่างๆ เข้ามาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีและคุณภาพบริการด้วยนั่นเอง

บทบาทของเทคโนโลยีชั้นสูงต่อ Healthcare ในยุคดิจิทัล

ทีม TrueEye กล่าวว่า ตอนนี้ ธุรกิจบริการทางการสาธารณสุขของไทยกำลังเข้าสู่กระบวนการ 6Ds of Digital Transformation จึงมีแนวโน้มที่ดีที่ไม่เพียงแต่เป็นการยกระดับภาคธุรกิจเท่านั้น แต่ยังช่วยปรับปรุงด้านสาธารณสุขของประเทศไทยในภาพรวมด้วย ซึ่งกระบวนการ 6Ds ประกอบด้วย

  • Digitalization แปลงข้อมูลสาธารณสุขให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล
  • Deception เมื่อเริ่มมีการใช้เทคโนโลยีสาธารณสุขดิจทัล ก็จะมี Early adopters ที่เริ่มเห็นทิศทางและประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น และเริ่มพัฒนานวัตกรรมที่มีให้เติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป ในช่วงนี้คนส่วนใหญ่จะยังมีความเคลือบแคลงและยังไม่ยอมรับเทคโนโลยีใหม่อย่างเต็มที่
  • Disruption หลังจากที่ทดลองทำตามทิศทางดังกล่าวจนเกิดอรรถประโยชน์ใหม่ๆ แล้ว เทคโนโลยีสาธารณสุขดิจิทัลนั้นก็จะได้รับการยอมรับให้ใช้งานมากขึ้นเป็นการแทนที่ระบบหรือเทคโนโลยีเก่าอย่างรวดเร็ว
  • Demonetization เมื่อมีการใช้งานเทคโนโลยีสาธารณสุขดิจิทัลแพร่หลายขึ้น เทคโนโลยีหรือระบบเก่าก็จะล้าสมัยและถูกทำให้ไร้ราคาลง
  • Dematerialisation  เมื่อเทคโนโลยีสาธารณสุขดิจิทัลถูกใช้อย่างกว้างขวางก็จะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้และเก็บรักษาวัตถุต่างๆที่ถูกใช้ในระบบหรือโครงสร้างเก่าอีกต่อไป
  • Democratization เมื่อเทคโนโลยีสาธารณสุขดิจิทัลถูกพัฒนาให้ก้าวหน้าและราคาถูกลงถึงจุดหนึ่งจนกระทั่งบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ก็จะถูกใช้แพร่หลายแทนที่เทคโนโลยีหรือระบบเก่าได้อย่างสมบูรณ์

ปัจจุบันเทคโนโลยีด้านสาธารณสุขหรือ HealthTech ของประเทศไทยยังอยู่ในขั้น Deception คือเกิดแนวโน้มการพัฒนาหลังจากที่นำข้อมูลสาธารณสุขมาแปลงเป็นรูปแบบดิจิทัลแต่คนส่วนใหญ่จะยังมีความเคลือบแคลงและยังไม่ยอมรับเทคโนโลยีใหม่นี้อย่างเต็มที่ แม้จะมีเป้าหมายที่จะเริ่มสร้างเทคโนโลยีให้เป็นรูปเป็นร่าง และส่งต่อให้แพร่หลายมากขึ้น แต่ด้วยปัจจัยดังที่กล่าวมาแล้วจึงทำให้เทคโนโลยีใหม่นี้ยังไม่ถูกใช้อย่างแพร่หลาย

การสร้างนวัตกรรมเพื่อ Healthcare ด้วย Deep Tech

เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น ทีม TrueEye ได้ยกตัวอย่างนวัตกรรมที่พวกเขากำลังพัฒนาอยู่ซึ่งใช้ชื่อเดียวกับทีมคือ TrueEye เป็นนวัตกรรมการตรวจคัดกรองโรคผ่านทางรูปจอประสาทตาที่น่าสนใจมาก

TrueEye นำเสนอนวัตกรรมการคัดกรองสุขภาพแบบ Non-invasive (ขั้นตอนทางการแพทย์ที่ไม่มีการใช้เครื่องมือล้วงล้ำเข้าสู่ร่างกายและไม่ทำให้เจ็บ) โดยใช้เทคโนโลยี Deep Learning มาวิเคราะห์รูปจอประสาทตาเพื่อบอกค่าสภาวะสุขภาพต่างๆของผู้ได้รับการคัดกรอง หลักการนี้ได้รับการรับรองอย่างกว้างขวางในวงการวิจัย นอกจากนี้ TrueEye ยังบูรณาการค่าสภาวะสุขภาพต่างๆ เหล่านี้จากรูปจอประสาทตาเข้ากับค่าสภาวะสุขภาพอื่นๆ จากอุปกรณ์ IoTs ต่างๆ เพื่อที่จะได้ภาพรวมของสภาวะสุขภาพในปัจจุบันที่สมบูรณ์และยังช่วยประเมินความเสี่ยงต่างๆ ในอนาคตด้วย

กระบวนการตรวจคัดกรองสุขภาพของนวัตกรรมนี้จะไม่ทำให้เกิดการเจ็บตัวแต่อย่างใด จึงมีแนวโน้มที่ผู้รับการรักษาจะได้ประสบการณ์ที่ดี อีกทั้งยังสามารถประยุกต์ใช้นอกสถานที่ได้ และแพทย์สามารถส่งผลการตรวจให้ผู้รับบริการทางออนไลน์ได้ การตรวจอาการป่วยเบื้องต้นจึงไม่จำเป็นต้องเดินทางมายังโรงพยาบาล เหมาะทั้งเพิ่มประสิทธิภาพบริการไปจนถึง Telemedicine ในพื้นที่ห่างไกล

นวัตกรรมนี้เป็นการผสานกันอย่างลงตัวทั้งการใช้เทคโนโลยีชั้นสูงและการค้นคว้าวิจัย โดยเทคโนโลยีของ TrueEye นั้นมีศักยภาพและน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีที่จะผลักดัน HealthTech ให้ผ่านจากธรณีประตูของขั้นตอน Deception สู่ขั้นตอน Disruption และทำให้เทคโนโลยีสาธารณสุขดิจิทัลและ HeathTech ถูกใช้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น

โรงพยาบาลในประเทศไทยส่วนใหญ่ ยังมีความล่าช้าที่กระบวนการตรวจคัดกรองผู้ป่วยซึ่งบั่นทอนทั้งพลังงานและคุณภาพการให้บริการของบุคลากร การนำเทคโนโลยีที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพในลักษณะนี้เข้ามาใช้ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการของโรงพยาบาลได้อย่างมาก

ก้าวต่อไปและการสนับสนุนเพื่อให้ HealthTech เติบโตในประเทศไทย

สำหรับเทคโนโลยีในขั้น Pre-Screening ของ TrueEye นอกจากจะสามารถใช้ในวงการแพทย์แล้ว ยังสามารถประยุกต์ใช้กับระบบขนส่งมวลชนอย่างสนามบินแห่งชาติได้ เพื่อใช้ในการตรวจโรคเบื้องต้น

นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ในการให้ข้อมูลที่จำเป็นต่อการรักษาในภาวะฉุกเฉิน ตัวอย่างเช่น หากออกแบบเครื่องมือให้เล็ก พกพาสะดวก ใช้พลังงานน้อย หรือแม้แต่ทำให้บรรจุลงไปใน Smartphone ได้ ก็จะสามารถช่วยส่งข้อมูลเพื่อเตรียมการรักษาได้อย่างทันท่วงที ซึ่งทางนักพัฒนาวางให้ TrueEye เป็นเครื่องมือที่จะสนับสนุนการทำงานของแพทย์ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ทางทีม TrueEye มองว่า HealthTech ในไทยยังคงขาดปัจจัยด้านเงินทุนที่จะช่วยในการวิจัยและพัฒนา ซึ่งต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก รวมถึงกฎระเบียบในปัจจุบันที่อาจจะไม่เอื้อต่อการค้นคว้าทดลองนวัตกรรมเท่าที่ควร

นอกจากนี้ การพัฒนา Deep Tech มักจะมีความซับซ้อน เข้าใจยาก มีราคาสูง จึงเป็นสาเหตุให้เกิดความยากที่จะเชื่อมโยง Deep Tech ไปยังผู้บริโภค ซึ่งในส่วนนี้ ภาครัฐฯ อาจให้การสนับสนุนได้ด้วยการเป็นผู้นำร่องใช้เทคโนโลยีนี้ในเครือข่ายโรงพยาบาลรัฐฯ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้การค้นคว้าวิจัยนี้ดำเนินต่อไปได้

ทั้งนี้ การพัฒนาเทคโนโลยีด้านการสาธารณสุขของไทยยังต้องอาศัยกระบวนการ Digital Transformation ที่ต้องใช้งานได้กับสังคมในวงกว้าง หมายความว่า ข้อมูลต่างๆ  เช่น ตัวอย่างการรักษา หรืองานวิจัยทางการแพทย์นั้น ควรจะถูกเก็บในรูปแบบดิจิทัล เพื่อเพิ่มความสามารถในการสื่อสารและแชร์ข้อมูลระหว่างทีมแพทย์ด้วยกัน ถือเป็นอีกปัจจัยที่จะช่วยให้ HealthTech พัฒนาได้

สำหรับทีม TrueEye เป็นกลุ่มนักวิจัยด้าน HealthTech ที่เข้าร่วมโครงการ U.REKA ซึ่งตั้งเป้าบ่มเพาะ Deep Tech ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งมุมมองที่ TrueEye ได้กล่าวไว้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของวงการสาธารณสุขที่เกิดขึ้นในไทยเท่านั้น คราวหน้าเราจะยังมีเรื่องราวของ Healthcare ในมุมอื่นๆ ที่น่าสนใจ มาถ่ายทอดให้ผู้อ่านได้รับทราบกันอีกแน่นอน

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก boi.go.th