Digital Ventures

Back to blog

Deep Tech in Agriculture โอกาสใหม่ของอุตสาหกรรมเกษตรไทย

DIGITAL VENTURES สิงหาคม 22, 2018 11:06 AM

4,661

หากพูดถึงภาคอุตสาหกรรมหลักของประเทศไทย เกษตรกรรมจะเป็นสิ่งที่เรานึกถึงเป็นลำดับแรกๆ เพราะเป็นภาคการผลิตที่หล่อเลี้ยงคนในประเทศและส่งออกเพื่อนำรายได้กลับมาในประเทศ แต่หากมองให้ลึกยิ่งขึ้น จะเห็นว่าภาคการเกษตรของประเทศไทยยังมีปัญหาติดขัดมากมาย โดยเฉพาะปัญหาราคาผลผลิตที่ต่ำ หลายฝ่ายจึงเริ่มมองไปยังการใช้เทคโนโลยีที่อาจเป็นตัวช่วยปลดล็อกการเติบโตของภาคเกษตรในไทย ในครั้งนี้ Digital Ventures จึงถือโอกาสเจาะลึกในประเด็นดังกล่าวกับทีมพัฒนานวัตกรรมด้านการเกษตรชาวไทยได้แก่ ทีม EasyRice และ ทีม Kadyai

Credit: alltech.com​

ภาพรวมของ AgTech ทั่วโลกที่กำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันคำว่า AgTech หรือ Agriculture Technology ซึ่งหมายถึงเทคโนโลยีสำหรับภาคเกษตรกรรม เริ่มเข้ามามีบทบาทกับทั้งเกษตรกรและผู้บริโภคมากขึ้น โดยในประเทศต่างๆ มีการพัฒนาและใช้งาน AgTech เพื่อยกระดับการเกษตรด้วยวิธีที่เหมาะสมและน่าสนใจไม่น้อย

ทีม EasyRice และ Kadyai ได้ยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศเนเธอร์แลนด์และประเทศสหรัฐอเมริกา อย่างเนเธอร์แลนด์ที่ใช้เทคโนโลยีหลากหลายผสานกัน ทั้งการปลูกพืชในเรือนกระจกและเทคโนโลยี IoTs ควบคุมสภาพภายในทำให้ได้ผลผลิตพืชจำนวนมากกว่าเมื่อเทียบสัดส่วนพื้นที่กับประเทศอื่นๆ ในโลก ส่วนสหรัฐฯ นำศาสตร์การจัดการข้อมูล (Data Science) มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มคุณภาพและปริมาณผลผลิต ทำให้ใช้พื้นที่ได้คุ้มค่ากว่าเดิม สามารถคาดการณ์สภาพอากาศเพื่อเตรียมการต่างๆ ไปจนถึงประเมินพืชที่ควรปลูกอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันปัญหาสินค้าล้นตลาด

สถานการณ์ AgTech ในไทยและการยกระดับสู่การเกษตรเชิงมูลค่า

ทั้งสองทีมมองว่าไทยจำเป็นต้องเพิ่ม “มูลค่า” ของสินค้าเกษตรด้วยเทคโนโลยีเพื่อให้ทันต่อการแข่งขันบนโลกเศรษฐกิจฐานความรู้ ซึ่งการปรับปรุงจะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืนก็มาจากการพัฒนาเทคโนโลยีบนพื้นฐานของงานวิจัยนั่นเอง

ทีม Kadyai กล่าวว่านวัตกรรมด้านการเกษตรของประเทศไทยเวลานี้จะเน้นที่ Smart Farming เน้นปรับปรุงกระบวนการทำเกษตรด้วยการผสานเทคโนโลยีที่หลากหลาย เช่น Internet of Things, Artificial Intelligence, Geo-Positioning และ Big Data เหมาะกับประเทศที่มีอุตสาหกรรมเกษตรขนาดใหญ่อย่างไทย

ทีม EasyRice มองว่า จากการศึกษาข้อมูลจากเกษตรที่เป็นชาวนาและกลุ่มโรงสีชุมชนและการสำรวจข้อมูลของหน่วยงานรัฐรวมไปถึงประเทศที่เป็นมหาอำนาจทางเกษตรของโลกอย่างเช่น ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งประสบความสำเร็จจากการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในเรื่องการควบคุมคุุณภาพของสินค้าทางการเกษตรจึงเห็นควรว่าควรผลักดันการเกษตรจากเทคโนโลยี เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่มีฐานความรู้ด้านการเกษตรในระดับที่ดี และมีผลงานวิจัยเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากเราสามารถผลักดันให้งานวิจัยออกมาเป็นผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการใหม่ๆ ก็จะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ทั้งจากคุณภาพสินค้าที่เพิ่มขึ้นและกระบวนการผลิตที่มีขั้นตอนและต้นทุนที่ต่ำลง

ตัวอย่าง Deep Tech ที่กำลังเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมเกษตรของไทย

หนึ่งในตัวอย่างการใช้งาน Deep Tech ในอุตสาหกรรมเกษตรคือ การนำเทคโนโลยีมาใช้ควบคุมคุณภาพผลผลิต โดยเฉพาะผลผลิตที่มีความสำคัญต่อประเทศและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รวมถึงรายละเอียดที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษอย่าง ข้าวไทย นั่นเอง

ทีม EasyRice เริ่มจากงานวิจัยด้านการตรวจสอบคุณภาพข้าว และเห็นโอกาสต่อยอดทางธุรกิจ จึงเป็นที่มาของเครื่องตรวจสอบคุณภาพข้าวด้วยเทคโนโลยี Image Processing ตรวจสอบข้าวเป็นรายเมล็ด และใช้ AI ตัดสินคุณภาพ พร้อมกับปรับปรุงการตรวจสอบข้าวให้ดีขึ้น นวัตกรรมนี้ทดแทนการตรวจสอบคุณภาพแบบเดิมซึ่งตรวจสอบด้วยคนซึ่งมีโอกาสผิดพลาดและไม่ทั่วถึง การตรวจสอบใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที ซึ่งเร็วกว่าผู้เชี่ยวชาญซึ่งต้องใช้เวลาราว 1-2 ชั่วโมงต่อ 1 ตัวอย่างข้าวที่สุ่มมา ซึ่งนอกจากจะรวดเร็วและลดขั้นตอนการทำงานของโรงสีแล้ว ชาวนายังได้รับข้อมูลคุณภาพข้าวของตน ช่วยป้องกันการโกงและนำข้อมูลคุณภาพสินค้าข้าวมาปรับปรุงกระบวนการปลูกได้

และอีกหนึ่ง Solution ด้านการเกษตรที่กำลังได้รับการพัฒนาอยู่ในไทยตอนนี้ก็คือ การให้ข้อมูลด้านการเกษตรที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ เพื่อช่วยลดมลภาวะ ซึ่งจะกระทบระบบเกษตรกรรมไทยในวงกว้าง

ทีม Kadyai เริ่มต้นจากความพยายามแก้ปัญหาเผาไร่ข้าวโพดหลังเก็บผลผลิตที่จังหวัดเชียราย ซึ่งทำให้เกิดปัญหาหมอกควันในตัวเมืองเชียงรายและภาคเหนือ เนื่องจากข้าวโพดเป็นพืชที่มีลำต้นแข็งจึงนิยมเผามากกว่าฝังกลบ แต่เมื่อถามว่าทำไมเกษตรกรปลูกข้าวโพด ก็ได้คำตอบว่าพวกเขาไม่มีข้อมูลเพียงพอจะทราบได้ว่าควรปลูกอะไรที่ได้รายได้ในเวลานั้น

ด้วยเหตุนี้ Kadyai จึงนำงานวิจัยจากนักวิจัยไทยด้าน Internet of Things และ Big Data เพื่อการเกษตรมาพัฒนาเป็น Solution การให้ข้อมูลแก่เกษตรกร โดยเริ่มตั้งแต่การเก็บข้อมูลพื้นที่ด้วยดาวเทียม ทำ Geotagging ในพื้นที่ เก็บข้อมูลสภาพอากาศด้วยเครื่องตรวจวัดที่เชื่อมต่อด้วยระบบอินเทอร์เน็ต รวมถึงเก็บข้อมูลชนิดพืชที่เพาะปลูกในแต่ละพื้นที่ ข้อมูลทั้งหมดจะประมวลผลด้วย Machine Learning เพื่อแนะนำชนิดพืชผลที่ปลูกแล้วได้ทั้งจำนวนผลผลิตและราคาสูงที่สุด

อนาคตและความเป็นไปได้ของ AgTech ในไทยเป็นอย่างไรบ้าง

เริ่มต้นที่ทีม EasyRice ที่มองเห็นความเป็นไปได้ที่ดี เพราะมาตรฐานการตรวจคุณภาพที่ใช้ก็เป็นมาตรฐานเดียวกับที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านคุณภาพข้าวของไทยที่ละเอียดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก จึงไม่มีเครื่องมือใดในโลกตอนนี้ตรวจสอบได้ตามมาตรฐานของไทย EasyRice จึงนับเป็นนักพัฒนากลุ่มแรกที่สร้างนวัตกรรมเพื่อใช้ในมาตรฐานนี้ และหวังว่าในอนาคต ทีมจะสามารถนำข้อมูลคุณภาพข้าวและลักษณะการผลิตจากแต่ละโรงสี นำมาพัฒนาเป็น Marketplace ให้ผู้บรรจุข้าวถุงและผู้ส่งออกข้าวสามารถเลือกซื้อตามคุณสมบัติและราคาที่ต้องการ ขั้นตอนทั้งหมดจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของโรงสี ทั้งยังเพิ่มรายได้และขั้นตอนตรวจสอบข้าวที่โปร่งใสให้กับชาวนา

ในฝั่งของ Kadyai ก็มองไปไกลกว่าปัญหามลภาวะ แต่ Solution ที่กำลังพัฒนานั้น จะสามารถนำไปสู่การเพาะปลูกผลผลิตที่ดีขึ้น เพราะจะช่วยให้เกษตรกรรู้ว่าควรปลูกพืชชนิดใดในแต่ละช่วงเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีและมีปริมาณสินค้าที่เหมาะสม ซึ่งแก้ปัญหาราคาสินค้าตกต่ำได้ตรงจุด และนำไปสู่การเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจอย่างมาก

การสนับสนุนและมีส่วนร่วม หัวใจขับเคลื่อนมูลค่าของภาคเกษตรไทย

เมื่อพูดถึงการสนับสนุนที่อยากให้เกิดขึ้น ทั้ง EasyRice และ Kadyai มองว่าภาครัฐฯ เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยผลักดันเรื่องดังกล่าวให้เกิดขึ้นได้จริง โดยสามารถสนับสนุน 3 ด้านเพื่อผลักดัน AgTech มาแก้ปัญหาให้กับอุตสาหกรรมเกษตรของไทย ดังนี้

  • ปรับปรุงฐานข้อมูลที่จำเป็นด้านการเกษตร เช่น ข้อมูลสภาพแวดล้อมและอากาศหรือข้อมูลปริมาณและราคาผลผลิตในแต่ละปีที่ยังขาดความแม่นยำและยังไม่ได้แปลงเป็นข้อมูลดิจิทัล ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถใช้งานร่วมกับเทคโนโลยีอย่าง Machine Learning เพื่อคาดการณ์และแนะนำกระบวนการทำงานแก่เกษตรกรได้ การปรับปรุงการเก็บข้อมูลให้ถูกต้องแม่นยำและพร้อมใช้งานบน Digital Platform จึงมีความสำคัญสำหรับการใช้ AgTech
  • ส่งเสริมความรู้ด้านเทคโนโลยีแก่เกษตรกร ทุกวันนี้มีสัญญาณที่ดีว่าเกษตรกรหันมาใช้เทคโนโลยีเพื่อการสื่อสารและค้นหาข้อมูลมากขึ้น แต่ในขั้นต่อไปหากต้องการผลักดัน AgTech ก็ควรให้ความรู้ด้านการใช้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิต ที่สำคัญคือช่วยกันปรับทัศนคติให้เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องเข้าใจประโยชน์จากการใช้ AgTech ว่าจะเข้ามาช่วยเหลือพวกเขาในแต่ละส่วนอย่างไร
  • มาตรการที่ไม่เอื้อต่อการใช้เทคโนโลยีในเชิงพาณิชย์ แม้ภาครัฐจะให้การสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมไทย แต่การพัฒนาที่ยั่งยืนคือการเปิดให้ผลิตภัณฑ์และ Solution จากนวัตกรรมนั้นๆ สามารถใช้งานในเชิงพาณิชย์ (Commercialisation) ได้ จึงจำเป็นที่ภาครัฐต้องพิจารณากฎระเบียบบางอย่างที่ไม่เอื้อในส่วนนี้และปลดล็อกให้นักวิจัยกับผู้ประกอบการสามารถทดลองตลาดได้

เรียกได้ว่าเป็น Insight จากนักพัฒนาด้าน AgTech อย่างแท้จริง โดยทั้งทีม EasyRice และ Kadyai เป็นทีมที่เข้าร่วมโครงการ U.REKA ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อผลักดันการพัฒนานวัตกรรมจากเทคโนโลยีชั้นสูงมาใช้ในอุตสาหกรรมหลักของประเทศไทย ในโอกาสหน้า Digital Ventures จะนำมุมมองด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมหลักของไทยด้วย Deep Tech มาฝากกันอีกแน่นอน