Digital Ventures

Back to blog

การโต้วาทีแห่งประวัติศาสตร์

DIGITAL VENTURES X CHAMP TEEPAGORN พฤศจิกายน 29, 2018 12:44 AM

809

วันนั้น, มันเป็นการโต้วาทีครั้งพิเศษอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์

การโต้วาทีครั้งนี้จัดขึ้นโดยบริษัทเทคโนโลยีอย่าง IBM, ความพิเศษอยู่ตรงที่ว่า ฟากหนึ่งของการโต้วาทีเป็นมนุษย์ - ส่วนอีกฟากหนึ่งนั้น เป็นปัญญาประดิษฐ์, พูดง่ายๆ ก็คือ จับคนมาเถียงกับ ‘หุ่นยนต์’ นั่นเอง


Credit: Forbes


โครงการปัญญาประดิษฐ์ที่รับหน้าที่เป็นอีกฟากของการโต้วาทีมีชื่อตรงไปตรงมาว่า Project Debator มันเป็นระบบคอมพิวเตอร์ออฟไลน์ นั่นแปลว่า มันจะไม่สามารถดึงข้อมูลจากอินเทอร์เนตมาเพื่อเสริมให้การโต้เถียงของตนดูมีหลักมีฐานขึ้นได้ตามเวลาจริง มันจะต้องอาศัยการฟังสิ่งที่มนุษย์ฝ่ายตรงข้ามโต้เถียง แล้วตีให้ตกไปทีละประเด็น ด้วยข้อมูลที่มีอยู่ในเครื่องเท่านั้น, ในมุมนี้ นี่จึงเป็นการแข่งขันที่ ‘แฟร์’ พอสมควร ต่างฝ่ายต่างก็ต้องใช้ข้อมูลที่สะสมมาก่อนหน้า เพื่อค่อยๆ ขึ้นรูปชุดเหตุและผล ออกมาให้เถียงได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ขณะที่หลายคนอาจคิดว่าไม่ ‘แฟร์’ ตรงที่ระบบปัญญาประดิษฐ์นั้นมาพร้อมกับหน่วยความจำที่บรรจุข้อมูลจำนวนมหาศาลไว้ในตัว แต่อีกฟาก เราก็ต้องคำนึงด้วยว่า ปัญญาประดิษฐ์ก็ยังไม่ได้มีความสามารถในการเรียบเรียงรูปประโยคหรือใช้เหตุผลได้ดีเทียบเท่ากับมนุษย์เช่นกัน

ญัตติของการแข่งขันโต้วาทีครั้งนี้ถูกกำหนดขึ้นโดย IBM โดยมีอยู่สองญัตติ (คู่ต่อสู้จะเป็นมนุษย์ต่างคนกันในแต่ละญัตติ) ญัตติแรกคือ “เราควรให้รัฐสนับสนุนงบประมาณสำหรับการสำรวจอวกาศ” (We should subsidize space exploration) ในญัตตินี้ Project Debator อยู่ฝ่ายเสนอ (เห็นด้วย) ส่วนนาโอ โอวาเดีย (Nao Ovadia) แชมป์โต้วาทีระดับประเทศจากอิสราเอลเป็นฝ่ายค้าน ส่วนญัตติที่สองคือ “เราควรใช้การรักษาทางไกลเพิ่มขึ้น” (We should increase the use of telemedicine)

ประเด็นสำคัญของการโต้วาทีครั้งนี้คือ ทั้งสองฝ่าย - ปัญญาประดิษฐ์และนักโต้วาทีมนุษย์ - ไม่รู้มาก่อนว่าต้องเถียงในญัตติอะไร พวกเขาไม่สามารถเตรียมข้อมูลเพื่อการอภิปรายมาจากบ้านได้ แต่จะต้องดึงความรู้จากที่มีอยู่ในสมองหรือระบบออกมาฟาดฟันกันเอง

 

Credit: bbc.com

ในญัตติแรก โนอา โอวาเดีย ค้านข้อเสนอด้วยการถกเถียงว่างบประมาณรัฐนั้นควรถูกใช้กับเรื่องที่เป็นประโยชน์ทางตรงมากกว่าการสำรวจอวกาศ อย่างเช่นการวิจัยวิทยาศาสตร์บนผืนโลก เมื่อได้ฟังประเด็นของโนอา โอวาเดียแล้ว ปัญญาประดิษฐ์จาก Project Debator ก็โต้กลับด้วยการบอกว่า “มันง่ายมากเลยนะครับที่จะบอกว่ามีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่าในการใช้งบ ประเด็นนี้ผมไม่เถียง ไม่มีใครบอกหรอกว่านี่ (การสำรวจอวกาศ) จะเป็นงบประมาณรายการเดียวในการใช้จ่ายของรัฐ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นหลักที่เราจะคุยกัน ผมคิดว่าการอุดหนุนการสำรวจอวกาศจากรัฐนั้นจะสร้างประโยชน์ให้กับสังคมโดยรวมมาก จึงคิดว่ารัฐบาลควรดำเนินนโยบายในแนวทางนี้”

หลังการโต้วาทีทั้งสองนัด เหล่าผู้ชมสามารถเลือกโหวตให้คะแนนฝ่ายที่ตนเองชอบได้ ซึ่งผลก็ออกมาชัดเจนว่าสำหรับเรื่องการเลือกถ้อยคำ การส่งสาร (delivery) นั้นมนุษย์ทำได้ดีกว่า แต่สำหรับเรื่องประเด็นภายใต้ข้อโต้แย้ง (substance) ปัญญาประดิษฐ์จะเป็นฝ่ายชนะ

แล้วการสอนให้ปัญญาประดิษฐ์โต้วาทีได้จะมีประโยชน์อะไรกับมนุษย์?

ด้วยความตั้งใจแล้ว โครงการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ปัญญาประดิษฐ์เข้าใจการใช้ภาษาอย่างถ่องแท้ เพื่อนำไปพัฒนาระบบที่สามารถสื่อสารกับมนุษย์ได้อย่าง “รู้เรื่อง” กว่าผู้ช่วยเสมือนที่ผ่านๆ มา ความท้าทายของ Project Debater คือการพยายาม ‘เข้าใจ’ ข้อมูลจำนวนมากเพื่อสร้างบทสนทนาที่เป็นเหตุเป็นผลและจูงใจคนออกมา ลองจินตนาการถึงระบบตรวจโรคภัยที่ทำงานร่วมกับแพทย์ มันอาจตรวจภาพฉายรังสีแล้ววินิจฉัยออกมาเป็นข้อๆ โดยให้เหตุผลประกอบการตัดสินใจแต่ละข้อเหมือนผู้ช่วยที่เป็นมนุษย์ หรือหากยกตัวอย่างที่ใกล้ตัวกว่านั้น หากระบบเช่นนี้ถูกพัฒนาเพื่อใช้กับระบบช้อปปิ้งออนไลน์ มันก็อาจช่วยเราเลือกเสื้อผ้าลวดลายและรูปทรงต่างๆ พร้อมกับเหตุผลว่าเสื้อตัวไหนเหมาะกับเราอย่างไรและเสื้อผ้าแต่ละตัวเข้ากับเทรนด์แฟชั่นตอนนี้อย่างไรได้ หรือกับการตัดสินใจในแวดวงธุรกิจ ระบบปัญญาประดิษฐ์เช่นนี้ก็จะสามารถวิเคราะห์ข้อดีและข้อเสียของแต่ละทางเลือกออกมาให้เราเห็นชัดเจน ด้วยการสมมติตนเองเป็น “ฝ่ายเสนอ” และ “ฝ่ายค้าน” ในการโต้วาทีภายในได้เช่นกัน

มันจะเป็นเครื่องมือที่อาจช่วยให้พวกเราคิดได้อย่างเป็นระบบระเบียบมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้ว ความท้าทายที่สุดของการพัฒนาระบบเช่นนี้ อาจขึ้นอยู่กับการเลือกใส่ข้อมูลเข้าไปเพื่อเป็นสารตั้งต้น หากข้อมูลเต็มไปด้วยอคติและตัวเลขที่บิดเบี้ยวแล้ว ข้อโต้แย้งที่ปัญญาประดิษฐ์เสนอออกมา ก็ย่อมบิดเบี้ยวตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน