Digital Ventures

Back to blog

เข้าใจ 6 Deep Technology เร่งความเร็วของเศรษฐกิจฐานความรู้ พลิกโฉมโลกในอนาคตอันใกล้

DIGITAL VENTURES พฤษภาคม 08, 2018 9:36 AM

26,801

ต้องยอมรับว่าระบบเศรษฐกิจของโลกจะเปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นมาตลอดในประวัติศาสตร์ของเรา ตั้งแต่การเกิดเครื่องจักรไอน้ำ การพัฒนาระบบไฟฟ้าจนถึงการกำเนิดอินเทอร์เน็ตล้วน Disrupt ระบบเศรษฐกิจโลกในเวลานั้นทั้งสิ้น และปัจจุบันนี้เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่เรียกกันว่า Deep Technology หรือเทคโนโลยีชั้นสูงที่ทุกเสียงต่างยอมรับว่านี่คือกลไกสำคัญของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่ นำไปสู่การเกิดระบบเศรษฐกิจฐานความรู้ที่ประเทศไทยต้องไล่ตามโลกให้ทันนั่นเอง มารู้จักกับเทคโนโลยี 6 อย่างที่ได้รับความสนใจและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากทั่วโลก มาดูกันว่าเทคโนโลยีใดบ้างที่จัดว่าเป็น Deep Tech

Artificial Intelligence และ Machine Learning

ปัญญาประดิษฐ์เป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเริ่มมีภาพที่ชัดเจนต่อระบบเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อยๆ หลายคนกังวลว่าปัญญาประดิษฐ์นั้นจะเข้ามาแย่งงานของมนุษย์หรือไม่ แต่อันที่จริงแล้ว ปัญญาประดิษฐ์จะทำงานในส่วนที่อยู่นอกขอบเขตของมนุษย์มากกว่า โดยเฉพาะการทำความเข้าใจแบบแผนต่างๆ ซึ่งปัจจุบันได้มีการนำทั้ง AI และ Machine Learning มาใช้สร้างผลิตภัณฑ์จากข้อมูลขนาดใหญ่ผสานกับ Data Science ซึ่งเน้นการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่เป็นแบบแผน ซึ่งหากเป็นมนุษย์เป็นคนจัดการอาจต้องเสียเวลาเป็นร้อยปี ตัวอย่างเช่น จับคู่เรากับโปรโมชั่นของร้านค้าให้ตรงใจ โดยอาศัยข้อมูลของเราและกลุ่มตัวอย่างนับพันคนที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับเรา

แม้ตัวอย่างข้างต้นอาจจะฟังดูเล็กน้อย แต่ AI และ Machine Learning มีความสามารถที่จะทำกระบวนการเช่นนี้กับเรื่องอื่นๆ ด้วย Scale ที่ใหญ่โตมากได้ รวมถึงสามารถเชื่อมโยงเพื่อเรียนรู้ผ่านกันและกันอย่างไร้ขีดจำกัด ในอนาคต AI อาจเป็นผู้ช่วยจัดการทรัพยากรสำคัญเป็นรายบุคคลจนกลายเป็น Platform ช่วยให้จัดสรรทรัพยากรให้เราอย่างเต็มประสิทธิภาพและสิ้นเปลืองน้อยลง

อาจสรุปพูดได้ว่า ถึง AI จะไม่ได้เข้ามาแย่งงานของเรา แต่ภาคการผลิตก็จะเกิดการแข่งขันที่เข้มข้นกว่าเดิม สร้างสรรค์มากกว่าเดิมเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของเราเข้าถึงผู้บริโภคผ่าน AI อยู่ดี

หากสนใจเรื่องราวของ AI และ Machine Learning สามารถติดตามเพิ่มเติมจาก Blog “AI, Machine Learning และ Data Science เรียนรู้ได้เหมือนกัน แล้วต่างกันอย่างไร”

Blockchain

จากเทคโนโลยีจัดการ Database สู่ระบบเครือข่ายแห่งอนาคต ด้วยคุณสมบัติการตรวจสอบย้อนหลังอย่างรวดเร็ว ผสานกับเทคโนโลยีการเข้ารหัส และการกระจายศูนย์กลาง ทำให้ข้อมูลไม่สามารถถูกบิดเบือนได้ จึงเป็นที่นิยมสำหรับใช้จัดการทรัพย์สินมีค่าต่างๆ ในปัจจุบัน โดยจากงานสัมมนา Faster Future Forum 2018 ที่ผ่านมา ระบุว่าปี 2017 มีเงินลงทุนใน Startup ที่พัฒนา Blockchain ทั่วโลกถึง 6,000 ล้านเหรีญสหรัฐฯ และจะพุ่งสูงถึง 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2030 รวมถึง Cryptocurrency ที่ปัจจุบันมีมูลค่ามากถึง 3.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ก็เกิดจากเทคโนโลยีนี้เช่นกัน

อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจคือ ตลาดการจัดการทรัพย์สินดิจิทัล หรือ Digital Asset Management ที่มีสัดส่วนมูลค่าทางเศรษฐกิจปัจจุบันมากขึ้นเรื่อยๆ โดยข้อมูลจาก Market and Markets ระบุว่าธุรกิจจัดการทรัพย์สินดิจิทัลในปี 2017 มีมูลค่าสูงถึง 2,440 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และอาจพุ่งสูงถึง 5,660 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2022 ซึ่งการพัฒนา Blockchain จะตอบโจทย์ตลาดนี้อย่างมาก

นอกจากนี้ Blockchain ยังเป็นพื้นฐานของ Smart Contract และระบบทะเบียนราษฎร์ในอีกหลายๆ ประเทศ เนื่องด้วยคุณสมบัติของเครือข่ายที่เน้นการเข้าถึงข้อมูลที่รวดเร็ว แม่นยำ และปลอดภัยกว่า จึงอาจเป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจโลกในไม่ช้า

Cloud & Security

Cloud & Security เป็นเทคโนโลยีที่ภาคธุรกิจทั้งหลายให้ความสนใจเนื่องจากเปิดโอกาสให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ประกอบด้วย Cloud Computing คือระบบบริการแอพพลิเคชั่น พื้นที่จัดเก็บข้อมูล ไปจนถึงหน่วยประมวลผลที่สามารถใช้งานได้ผ่านอินเทอร์เน็ต และ Cloud Security ระบบรักษาความปลอดภัยเพื่อรองรับการทำงานของ Cloud Computing โดยเฉพาะ โดยไม่ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของ Cloud Computing ลดลงแต่อย่างใด

เหตุที่ Cloud & Security ได้รับการนับเป็น Deep Tech นั้นเป็นเพราะความซับซ้อนของโครงสร้างและประโยชน์ที่ส่งมอบแก่ผู้ใช้ โดยระบบนี้สามารถดัดแปลงใช้งานได้ทั้งกับการใช้งานส่วนบุคคลไปจนถึงองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ ทั้งยังมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า และมีการบำรุงรักษาน้อยกว่าการเป็นเจ้าของระบบเอง นอกจากนี้อีกคุณสมบัติที่ต้องจับตามองคือสามารถเป็น Platform as a Service และ Infrastructure as a Service สำหรับใช้งานได้ตั้งแต่แอพพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟนไปจนถึง Internet of Things ซึ่งจะเป็นอนาคตของงานบริการและระบบโครงสร้างพื้นฐานของเมืองได้

โดยในปัจจุบัน มีแอปพลิเคชันบน Smartphone จำนวนมากที่ใช้งานระบบ Cloud และประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เช่น Snapchat ที่สร้างแอปฯ บนระบบ Cloud & Security ของ Google สามารถทำเงินได้ถึงหลักพันล้านเหรียญสหรัฐฯ

ในอนาคต เราอาจใช้ Cloud & Security สร้างนวัตกรรมและบริการใหม่ๆ โดยใช้ทรัพยากรน้อยลงกว่าเดิมและมีความปลอดภัยมากขึ้นได้ มีโอกาสให้เทคโนโลยีนี้แพร่หลายและเกิดการแข่งขันที่เข้มข้นมากยิ่งขึ้น

Big Data and Data Analytics

หลังจากเราพัฒนาวิธีการเก็บข้อมูลต่างๆ ในรูปแบบดิจิทัล เราก็เริ่มใช้วิธีนี้จัดเก็บข้อมูลมากขึ้น ยิ่งเมื่อผสานกับการใช้งานอินเทอร์เน็ต การเก็บและแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลก็เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในแต่ละปี ซึ่ง IDC ประเมินว่าข้อมูลดิจิทัลบนโลกในปี 2016 ได้ทะลุหลัก 1 Zettabyte หรือ 1 พันล้าน Terabyte แล้ว อีกมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 160 Zettabyte ภายในปี 2025

ข้อมูลมหาศาลเหล่านี้จะถูกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังหลากหลายจนจัดเรียงลำบาก เราเรียกข้อมูลนี้ว่า Big Data ซึ่งเราสามารถนำ Big Data มาใช้วิเคราะห์ให้เกิดประโยชน์มากมาย แต่ด้วยจำนวนมหาศาลและอัตราการเพิ่มขึ้นที่รวดเร็ว ทำให้ไม่สามารถใช้วิธีทางสถิติแบบดั้งเดิมได้ ต้องอาศัยศาสตร์การคำนวณรูปแบบเฉพาะที่เรียกว่า Data Analytic นั่นเอง ซึ่งปัจจุบัน มีการใช้ Big Data และ Data Analytic เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ เกิดขึ้นแล้ว เช่น การป้อนโฆษณาใน Social Media เป็นต้น จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับ Big Data จะเป็นกลไกสำคัญสำหรับการพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆ ในระบบเศรษฐกิจฐานความรู้อย่างแน่นอน

การเติบโตของ Big Data ส่วนหนึ่งก็เกิดจากการรับส่งข้อมูลของ Internet of Things ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตเพื่อส่งมอบผลลัพธ์ตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ เช่น เซนเซอร์ตรวจจับอุณหภูมิที่เชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ตเพื่อแจ้งข้อมูลสำหรับทำการวิเคราะห์สภาพอากาศ หรือรถยนต์ที่ติดตั้งเซนเซอร์ตรวจจับปริมาณรถบนท้องถนนซึ่งส่งไปยังศูนย์กลางเก็บข้อมูลการจราจร ทั้งนี้ IoT ได้รับการพัฒนาเพื่อรองรับการจัดการโครงสร้างขนาดใหญ่ในเมือง ทำให้เกิดข้อมูลที่ต้องวิเคราะห์จำนวนมหาศาลจึงต้องพึ่งพาเทคโนโลยีการจัดการ Big Data เข้าร่วมด้วย

Virtual Reality และ Augmented Reality

เทคโนโลยีการแสดงผลที่หลุดออกจากกรอบมาสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับเรา หลายคนเชื่อว่า VR และ AR มักจะถูกใช้เพื่อความบันเทิง แต่อันที่จริงแล้ว วงการที่ต้องการเทคโนโลยีตัวนี้มากที่สุดคือการศึกษา สำหรับใช้อบรมฝึกฝนทักษะด้วยการมอบประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับการลงสนามจริง ทั้งยังสิ้นเปลืองทรัพยากรน้อยกว่าและมีความปลอดภัยมากกว่า โดยหากสามารถพัฒนา VR และ AR เพื่อตอบโจทย์นี้ได้ การฝึกฝนทักษะของเราจะเปลี่ยนไปอันจะส่งผลต่อแรงงานและภาคการผลิตด้วย Virtual Reality และ Augmented Reality

เทคโนโลยีการแสดงผลที่หลุดออกจากกรอบมาสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับเรา หลายคนเชื่อว่า VR และ AR มักจะถูกใช้เพื่อความบันเทิง แต่อันที่จริงแล้ว วงการที่ต้องการเทคโนโลยีตัวนี้มากที่สุดคือการศึกษา สำหรับใช้อบรมฝึกฝนทักษะด้วยการมอบประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับการลงสนามจริง ทั้งยังสิ้นเปลืองทรัพยากรน้อยกว่าและมีความปลอดภัยมากกว่า โดยหากสามารถพัฒนา VR และ AR เพื่อตอบโจทย์ในด้านนี้ได้ การฝึกฝนทักษะของเราจะเปลี่ยนไป ซึ่งก็จะส่งผลต่อแรงงานและภาคการผลิตด้ของประเทศได้อีกด้วย

Quantum Computing

อนาคตของคอมพิวเตอร์ซึ่งกำลังได้รับการกล่าวถึงไปทุกวงการ ด้วยพลังประมวลผลลักษณะเฉพาะที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิม เหมาะสำหรับการทำงานอันซับซ้อนที่มีอยู่ในปัจจุบัน อย่างการจัดระบบ Infrastructure ขนาดใหญ่ระดับเมืองหรือประเทศหรือการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ที่ลึกซึ้งกว่าเดิม เป็นผลให้เราจัดการทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จากการค้นพบในอนาคต เรียกว่าแม้ตัวเทคโนโลยีจะไม่ได้มีผลต่อชีวิตเราโดยตรง แต่ก็คอยขับเคลื่อนระบบแวดล้อมและส่งผลกระทบกับตัวเราอย่างแน่นอน Digital Ventures เคยพูดถึงเทคโนโลยี Quantum Computing ไว้บ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Quantum Computing คืออะไร? และ Quantum Computer หน้าตาเป็นอย่างไร? และการนำมาประยุกต์ใช้ในวงการต่างๆ เป็นต้น

เนื่องจากผลกระทบจากเทคโนโลยีชั้นสูงทั้งหมดเหล่านี้กำลังก้าวเข้ามาประชิดตัวเราเรื่อยๆ หนึ่งในสิ่งที่ Digital Ventures ได้มีส่วนในการสนับสนุน Deep Tech ในประเทศไทยก็คือ การจับมือกับภาคการศึกษา 7 และภาคธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละส่วนของ Ecosystem มาช่วยกันผลักดันโครงการ U.REKA เพื่อสร้าง Startup ที่มีความพร้อมนำ Deep Technology ข้างต้นมาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ในประเทศไทย ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มขีดการแข่งขันเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นฐานให้ทุกภาคส่วนของประเทศไทยพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นจากเทคโนโลยีเหล่านี้ด้วย โดย U.REKA เปิดรับสมัครทีมที่สนใจแล้วตั้งแต่วันนี้ - 15 พฤษภาคม 2561 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.u-reka.co/th/

ข้อมูลอ้างอิง

startupgenome.com, cloudsecurityalliance.org, marketsandmarkets.com, phys.org