Digital Ventures

Back to blog

5 สิ่งที่คุณควรรู้ก่อนเริ่มทำ Startup ในปี 2018

DIGITAL VENTURES ธันวาคม 22, 2017 9:27 AM

7,411

ถ้าคุณคือคนที่กำลังจะเริ่มสร้าง Startup ของตัวเอง บอกได้เลยว่า 2018 คือ ปีที่ดุเดือด ต้องแข็งแกร่งจริงถึงจะอยู่รอด บริษัทใหญ่ๆ ด้านเทคโนโลยีเริ่มเข้ามาตีตลาดในไทย รวมถึงสตาร์ทอัพบางรายของไทยก็เริ่มได้เงินลงทุนก้อนใหญ่กันแล้ว นั่นหมายความว่า สงครามการแย่งชิงคนเก่งในประเทศจะเข้มข้นกว่าแต่ก่อนมาก

กับดักของคนเพิ่งเริ่มต้นเข้าสู่วงการ Startup

  • คิดบวกมากเกินไปและมีความคาดหวังว่า เมื่อเปิดแล้วจะสามารถสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว มีนักลงทุนสนใจมากมาย แต่ในความเป็นจริงStartup กว่า 90% นั้นมักถูกปิดตัวลงไปในปีแรก

  • ไอเดียของฉันเจ๋ง! และคิดว่าไอเดียนี้แหละจะพลิกวงการ แต่ในความเป็นจริง ไอเดียนั้นไม่มีค่ามากกว่ากระดาษเปล่า1 ใบ เพราะใครๆ ก็สามารถคิดได้ สิ่งที่คนที่อยู่ในวงการ Startup นั้นให้ความสนใจจริงๆ คือ เรื่องการลงมือทำ สามารถสร้างขึ้นมาได้ตามที่คิดไว้นั่นเอง

  • ศึกษาตลาดมาไม่ดีพอ เมื่อคิดได้แล้วก็อยากเริ่มลงมือทำเลย ซึ่งถ้าเป็นไอเดียที่แปลกใหม่จริงๆ ก็จะไม่ค่อยได้รับผลกระทบสักเท่าไร แต่จริงๆ ไอเดียที่เราคิดก็จะมีคนที่เคยคิดก่อนหน้าเราแล้วเสมอ และบางไอเดียก็มีคนเริ่มลงมือทำไปแล้วบ้าง ปิดตัวไปบ้าง หรือกำลังเป็นคู่แข่งของเราอยู่ การไม่ศึกษาให้ดีก่อนเริ่ม จะทำให้เจ็บตัวมากกว่า เพราะกรณีศึกษาก็มีให้เรียนรู้แล้ว แต่ไม่เลือกที่จะสนใจเอง

และอะไรบ้างที่คุณควรรู้ ก่อนเริ่มต้นสร้าง Startup ของตัวเองในปี 2018

1.แก้ปัญหาให้กับผู้ใช้ได้ดีที่สุดและมีตลาดรองรับที่ใหญ่มากพอ

สำหรับปี 2018 การทำ Startup นั้นไม่ใช่เพียงแค่มีไอเดียและสามารถทำให้เกิดขึ้นจริงได้แล้ว (Idea & Execution) การสร้างขึ้นมาให้ได้เป็นเรื่องพื้นฐานไปเลย จะทำ Startup ปีนี้ต้องสร้างออกมาให้ได้ ถ้าสร้างไม่ได้ก็ปิดประตูกลับบ้านก่อนเลย และมากไปกว่านั้น ธุรกิจจะต้องอยู่ในตลาดที่ใหญ่มากพอสามารถสร้างความเติบโตได้อีกด้วย เพราะหากเป็นแค่กลุ่มคนจำนวนเล็กมากๆ การอยู่รอดให้ได้ในตลาดการแข่งขันสูงจัด อาจทำให้ยืดระยะไม่ได้ และต้องปิดตัวลงไปในที่สุด อีกทั้งตัวโมเดลธุรกิจเองต้องแก้ปัญหาให้กับผู้ใช้ได้จริงๆ และเป็นโซลูชั่นที่ดีที่สุดในตลาดอีกด้วย เราสามารถตรวจสอบว่า ผลิตภัณฑ์ของเราเป็นตัวที่ดีที่สุดแล้วหรือยัง จากข้อที่ 2. นี้เลยครับ

2.อัตราการซื้อซ้ำ (Retention Rate) คือ คีย์สำคัญที่สุดในการเติบโต

การทำการตลาดที่สำคัญที่สุดสำหรับสตาร์ทอัพ ไม่ใช่การเผาเงินกับโฆษณาเพื่อหาผู้ใช้ใหม่ๆ เข้ามาอีกแล้ว แต่คือการพัฒนาผลิตภัณฑ์อยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ตอบโจทย์กับผู้ใช้ได้ดีที่สุด Startup จะอยู่รอดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเรามีจำนวนผู้ใช้ที่กลับมาใช้อย่างต่อเนื่องมากแค่ไหน เปรียบเหมือนเราเทน้ำใส่ขวด ถ้าวันนี้ผลิตภัณฑ์เราไม่ดีพอ คนใช้ครั้งเดียวเลิกเหมือนขวดที่มีรอยรั่วจำนวนมาก ต่อให้เทน้ำมากเท่าไร (เผาเงินโฆษณา) น้ำก็ออกไปจากขวดทั้งหมดอยู่ดี ดังนั้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มอัตราการซื้อซ้ำ (Retention Rate) จะเป็นเหมือนการสร้างขวดที่ไม่มีรอยรั่ว ทำให้ Startup เติบโตได้อย่างแท้จริง ดังนั้น ต้องมีวัดผลได้อย่างละเอียด พร้อมทั้งยังต้องรู้ให้ได้อีกด้วยว่า ‘ทำไม’ ผู้ใช้ถึงกลับมาใช้อย่างต่อเนื่อง และเป็นกลุ่มคนประเภทไหน เพื่อท้ายที่สุดแล้วจะได้พัฒนาอย่างถูกต้องและตรงจุด

3.รักษา Momentum อย่างต่อเนื่อง

หนึ่งหลุมพรางที่ผู้ประกอบการใหม่มักตกลงไป คือ คิดว่าสิ่งที่ทำต้องให้ผลลัพธ์ที่ดีในเวลาอันสั้น หากแต่ความเป็นจริงนั้น คือ การรักษาวิธีการทำงานที่มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง โดยมีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน (การนำโมเดล OKRs ของgoogle มาใช้จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีมากๆ) และการส่งมอบงานตรงเวลา มีระบบการวัดผลที่ถูกต้อง เพราะที่สุดแล้วเราต้องการการเติบโตเพียงเล็กน้อยอย่างต่อเนื่อง มากกว่าการเติบโตแบบบ้าคลั่งที่เราไม่สามารถจัดการได้

ดังนั้นสิ่งที่เราในฐานะเพิ่งเริ่มสร้าง Startup ควรจะโฟกัสในปี 2018 คือ คำถามว่าเราทำงานมากพอจะเห็นผลลัพธ์แล้วหรือยัง? ด้วยวิธีคิดเช่นนี้ เราจะมองการเติบโตเป็นเรื่องที่เราควบคุมได้ผ่านการทำงาน

เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น สมมติว่าเรามีเป้าหมาย เพื่อให้จำนวนผู้เข้าชมเว็ปไซต์เปลี่ยนเป็นลูกค้าเพิ่มขึ้น 10% ต่ออาทิตย์

แบ่งออกเป็นการทำงานของทีมทั้งหมด 4 อย่างด้วยกัน

  • เพิ่มโปรโมชั่น X สำหรับคนที่กลับมาดูเว็ปไซต์ครั้งที่ 2

  • A/B  test หน้าHomepage

  • A/B test หน้าProduct Page

  • เปลี่ยนการเขียนข้อความตรงProduct Description

ถ้าเราเพิ่มการทำงานต่ออาทิตย์เป็น 8 อย่าง (จาก 4 ข้างต้น) นั่นย่อมทำให้การเติบโตของเรามีโอกาสมากขึ้น ผ่านการทำงานของเรา และการรักษาวิธีการทำงานเช่นนี้ จะทำให้ทีมเราแข็งแกร่งและเติบโตในระยะยาวได้อย่างแท้จริง

4.เงินทุนมีอยู่ทุกที่ แต่จะลงกับธุรกิจที่ดีจริงๆ เท่านั้น

เราไม่มองว่า Startup เป็นเพียงเรื่องของการเติบโตอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว แต่ในปีนี้นักลงทุนจะมองในเรื่องของการสร้างธุรกิจที่ดีจริงๆ และยั่งยืนในระยะยาวด้วย เป็นธุรกิจที่ท้ายที่สุดสามารถสร้างผลตอบแทนได้ มีผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดในตลาด และตัวผู้ประกอบการที่เก่งจริงๆ

เพราะคนที่มีเงินก็ผันตัวมาเป็นนักลงทุนให้ Startup มากขึ้นเช่นกัน ดังนั้นไม่ต้องห่วงเลยว่า ทำแล้วจะไม่มีเงินทุนรองรับ ให้เป็นห่วงเรื่องการสร้างผลิตภัณฑ์ที่จะสร้างผลกระทบต่อสังคมในวงกว้างจะดีกว่า เพราะถ้าคุณและทีมเจ๋งจริง นักลงทุนวิ่งเข้าหาแน่นอน แต่ถ้าวันนี้คิดจะทำแล้วหวังจะพึ่งเงินลงทุนอย่างเดียว บอกได้เลยว่ายากมาก

5.สร้างทีมที่ดีที่สุด

ศึกแรกของการทำสตาร์ทอัพไม่ใช่การนำผลิตภัณฑ์ไปแข่งขันในตลาด หากแต่คือการแย่งคนที่เก่งที่สุดเข้ามาทำงานในทีมให้ได้และรักษาคนเหล่านั้นไว้นานที่สุด เพราะคนที่เก่งและเข้ากับองค์กรเราได้ดีเพียง 1 คน สามารถแทนคนธรรมดาๆ ได้มากถึง 15 คนเลยทีเดียว ดังนั้นการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่จะดึงดูดคนเก่งๆ มาทำงานให้กับเรา คือ สิ่งที่ควรใส่ใจตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำ

สรุป

การทำ Startup นั้นไม่ใช่หนทางของคนที่อยากรวยเร็วหรือมีเงินเป็นเป้าหมาย แต่เป็นเส้นทางสำหรับคนที่ต้องการสร้างอะไรบางอย่างขึ้นมาจริงๆ คิดว่าจะช่วยแก้ปัญหาให้กับสังคมได้ (ถึงแม้ว่าจะไม่มีเงินกินข้าวสัก 2 ปีก็ตาม) ถ้าคุณเป็นคนประเภทนี้ถึงเรียกได้ว่ามาถูกทางแล้ว