Back to Blogs

2017 ปีแห่ง AI, Voice Recognition และความเป็นมนุษย์

กุมภาพันธ์ 2, 2017 3:53 AM
views
sc-ai-refrige1

เป็นประจำทุกต้นปีที่จะต้องมีการคาดการณ์กันว่าในแต่ละปีนั้นเทรนด์เทคโนโลยีเทรนด์ไหนจะโดดเด่นที่สุดและจะครองสปอตไลท์ไปได้ยืนยาวตลอดทั้งปี ซึ่งหากจะว่ากันที่วงการ Fintech แล้ว เทรนด์เด่นๆ ประจำปีนี้ก็น่าจะเป็นการที่เราจะได้เห็นสมาร์ตโฟนเข้ามาทดแทนรูปแบบการชำระเงินด้วยบัตรเครดิตชนิดที่แทนกันได้แทบจะหมดจด ความปลอดภัยของการทำธุรกรรมผ่านโทรศัพท์มือถือที่จะถูกทำให้แข็งแกร่งขึ้นด้วยการเอาเทคโนโลยีชีวภาพ (Biometric) เข้ามาผสมผสาน และการที่ปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของธนาคารและสถาบันทางการเงินต่างๆ

แต่ถ้าจะคุยกันที่เทรนด์เทคโนโลยีของผู้บริโภค ตัวบ่งชี้เทรนด์ที่ดีที่สุดและไวกว่าใครเพื่อนก็เห็นจะมีแต่งาน CES หรืองาน Consumer Electronics Show ที่เขาจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่ลาสเวกัสติดต่อกันมาเป็นครั้งที่ 50 แล้วนี่แหละค่ะ ด้วยความที่ไทม์มิ่งของการจัดงานนี้มักจะไปตกลงที่วันพฤหัสแรกของเดือนมกราคมที่ผ่านมา หลังฉลองคริสต์มาสและปีใหม่ แฮงค์โอเวอร์ยังไม่ทันสร่าง น้ำหนักจากการสวาปามอาหารปริมาณมหาศาลในช่วงวันหยุดยังไม่ทันลด ขาเทคโนโลยีทั้งหลายก็ต้องรีบแพ็กกระเป๋าบินตรงไปเมืองคนบาปแห่งนี้กันจนโรงแรมทุกแห่งทะลักทะล้น และซู่ชิงก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย ซึ่งปีนี้ก็นับเป็นครั้งที่สามแล้วค่ะที่ได้เดินทางไปงาน CES

sue-ching-ces-2017

มาทำความรู้จักงาน CES กันคร่าวๆ ค่ะ CES เป็นงานจัดแสดงเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีบริษัทเข้าร่วมโชว์เคสสินค้ามากเกือบสี่พันรายและมีคนเข้าร่วมงานในปี 2016 สูงถึง 177,393 คน จากกว่า 150 ประเทศ ส่วนเนื้อที่จัดแสดงภายในงานนั้นก็ใหญ่โตมหาศาลถึง 2.47 ล้านตารางฟุต ระยะเวลา 4 วันของการจัดงานไม่เคยพอให้เดินสำรวจได้ถ้วนทั่วหรอกค่ะ

และแม้ว่าชื่อจะบอกว่าเป็นงานจัดแสดงเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำให้เรานึกไปถึงแค่เครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็กๆ ประจำบ้าน แต่ทำไปทำมางาน CES ก็ได้กลายเป็นงานโชว์ของเด็ดของบรรดาค่ายรถยนต์ทั้งหลายด้วย ทำให้งานนี้มีทุกอย่างตั้งแต่แก็ดเจ็ตขนาดเล็กที่สวมใส่ติดตัวได้ ไปจนถึงรถยนต์ หรือโดรนโดยสารขนาดใหญ่นู่นเลย เป็นงานเดียวที่เดินแล้วฟินจริงๆ เพราะไม่ว่าจะสนใจอะไรก็มีให้เลือกดูครบครันไม่ขาดตกบกพร่อง

จากการเดินสำรวจงาน CES 2017 ทั้งสี่วัน ซู่ชิงพบว่ามันมีความเหมือนแฝงอยู่ในเทคโนโลยีของหลายแบรนด์ ซึ่งความเหมือนนี่แหละค่ะที่จะทำให้เราคาดการณ์ได้ว่าตลอดทั้งปีที่เหลือ เทรนด์เทคโนโลยีไหนที่จะมีบทบาทกับชีวิตเรามากที่สุด จนกว่าเทรนด์จะเปลี่ยนอีกครั้งหนึ่งในช่วงต้นปีหน้า

sc-ces-show-floor

รูปภาพจากเว็บไซต์ ces.tech

ตามปกติแล้วเรามักจะคุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีในการทำงาน เราซื้อแก็ดเจ็ตมาหนึ่งชิ้นก็เพราะว่าเราคาดหวังที่จะใช้ฟีเจอร์ต่างๆ ของมันมาช่วยให้เรามีชีวิตที่สะดวกสบายมากขึ้น และเมื่อมันเริ่มเก่าเราก็จะโยนทิ้งแล้วซื้อรุ่นใหม่ที่อัพเกรดให้ดีกว่าเดิม ไม่ต่างกับสิ่งของชิ้นอื่นๆ ที่เราไม่ได้มีความรู้สึกผูกพันอะไรด้วย หายก็ซื้อใหม่ เบื่อก็ทิ้งไปได้ง่ายๆ

แต่ในงาน CES ปีนี้ สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ “ความเป็นมนุษย์” ที่ถูกใส่เข้าไปในเทคโนโลยี ทั้งความพยายามที่จะทำให้เทคโนโลยีเลียนแบบความเป็นมนุษย์ให้ได้ใกล้เคียงที่สุด หรือหากเลียนแบบไม่ได้ก็จะทำให้เทคโนโลยีมีความ “เข้าอกเข้าใจ” มนุษย์ให้ได้มากที่สุดก็ยังดี และหนึ่งในวิธีที่จะทำให้มนุษย์ผูกพันแน่นแฟ้นกับอะไรสักอย่างก็คือการต้องใช้สื่อกลางเป็นเสียงและภาษาในแบบที่เราใช้สื่อสารระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง

ดังนั้นงานในครั้งนี้จึงเต็มไปด้วยการควบรวมเอาปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) ที่สามารถสั่งการด้วยเสียงเข้าไปอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่ตู้เย็นไปจนถึงรถยนต์ ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเชื่อว่าการพัฒนาเทคโนโลยีที่จะมีความหมายในระยะยาวก็คือการพัฒนาเทคโนโลยี Voice recognition นี่แหละค่ะ เพราะหากมนุษย์สามารถตอบโต้กับเทคโนโลยีผ่านการสั่งการด้วยเสียงได้สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์เมื่อไหร่ ก็จะเป็นการพลิกรูปแบบของปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับเทคโนโลยีไปโดยสิ้นเชิง และไม่เพียงเท่านั้นแต่มันจะไปถอนรากถอนโคนวิธีสร้างอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของเราให้เปลี่ยนไปอย่างยิ่งใหญ่ด้วย

sc-ai-refrige1

อย่างในภาพที่เห็นซู่ชิงได้ทดลองใช้เสียงสั่งการตู้เย็น ทำให้ได้เปลี่ยนมุมมองของตัวเองที่มีต่อเทคโนโลยีพื้นฐานที่สุดอย่างตู้เย็นและรถยนต์ที่ว่าก็จากงานในครั้งนี้แหละค่ะ เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณได้ลองคุยกับตู้เย็นดูสักครั้งก็จะรู้สึกทันทีว่าการกลับไปใช้ตู้เย็นทื่อๆ ที่สั่งให้เปิดเพลงให้เราฟังไม่ได้ ขอให้อ่านออกเสียงสูตรอาหารให้ฟังก็ไม่ได้นั้นมันช่างน่าเบื่อและชวนเหงาสุดๆ

แก็ดเจ็ตผู้ช่วยประจำบ้านที่สั่งการด้วยเสียงไปจนถึงหุ่นยนต์หลากหลายรูปแบบที่มีปัญญาประดิษฐ์บิวท์อินมาพร้อมกันล้วนได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในงานในครั้งนี้ การพูดคุยด้วยเสียงกับหุ่นยนต์ตัวน้อยใหญ่กลายเป็นวิธีการสั่งการที่เป็นธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ ซู่ชิงได้ไปสนทนากับทั้งหุ่นยนต์ตัวกลมขนาดน่ากอ เรื่อยไปจนถึงได้ไปเคาะสนิมภาษาจีนกับหุ่นยนต์ตัวใหญ่จากแดนมังกรด้วย

แต่สิ่งที่รู้สึกประทับใจที่สุดและทำให้รู้สึกว่าตัวเองหลอมรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเทคโนโลยีที่สัมผัสอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันก็คือเมื่อได้ไปเรียนรู้เกี่ยวกับรถยนต์คอนเซ็ปต์จากหลายค่ายรถยนต์นี่แหละค่ะ ตามปกติแล้วรถยนต์หน้าตาโฉบเฉี่ยว เตะตา และผิดที่ผิดทางราวกับหลุดมาจากโลกอนาคตซึ่งโชว์อยู่ในงานนั้น ล้วนเป็นรถยนต์ที่ไม่มีวันจะได้เห็นแสงเดือนแสงตะวันตามท้องถนนทั่วไป เพราะแต่ละแบรนด์เขาทำออกมาอวดวิสัยทัศน์เฉยๆ ไม่ได้คิดจะผลิตออกมาเพื่อเชิงพาณิชย์ (อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในเร็วๆ นี้แน่นอน) แต่สิ่งที่เราได้จากการดูรถยนต์คอนเซ็ปต์เหล่านี้ก็คือเทคโนโลยีภายในตัวรถที่จะพร้อมปล่อยออกมาให้ได้ใช้งานกันอีกไม่นานข้างหน้า และเทรนด์ยอดฮิตของรถยนต์ในงานประจำปีนี้ก็คือ…แน่นอนว่าปูทางกันมาขนาดนี้ทุกคนคงจะพอเดาได้…การใส่ปัญญาประดิษฐ์เข้าไปเพื่อทำให้รถยนต์เป็น “เพื่อนร่วมทาง” ตัวจริงของเรานั่นเอง

sc-ces-toyota

รูปภาพจากเว็บไซต์ ces.tech

แบรนด์อย่างฮอนด้าและโตโยต้ามีแนวคิดราวกับเคาะออกมาจากพิมพ์เดียวกัน ฮอนด้าเรียกปัญญาประดิษฐ์ตัวเองว่า “ฮานะ” ในขณะที่โตโยต้าให้ชื่อผู้ช่วยประจำรถว่า “ยูอิ” หน้าที่ของมันก็คือการทำความรู้จักกับผู้ขับให้ได้มากที่สุด (ดังนั้นต่อไปก็คงจะไม่แปลกอะไรที่จะมีสโลแกนว่า “ยิ่งขับนานยิ่งรักกัน” หรืออะไรประมาณนั้น) ทันทีที่ก้าวขึ้นไปนั่งบนรถ ผู้ช่วยประจำรถและเทคโนโลยีรู้จำใบหน้าจะสามารถบอกได้ทันทีว่าคนๆ นั้นคือใคร เป็นคนไหนในบรรดาสมาชิกในครอบครัว เซ็นเซอร์ต่างๆ จะทำหน้าที่ในการตรวจจับความเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อบนใบหน้า ชีพจร อัตราการเต้นของหัวใจ และอุณหภูมิร่างกาย แล้ววิเคราะห์ออกมาว่าคนขับหลังพวงมาลัยคนนั้นมีสภาพร่างกายและจิตใจเป็นอย่างไร อยู่ในอารมณ์แบบไหน มีสภาพความพร้อมของร่างกายเพียงพอที่จะขับรถหรือเปล่า และมันจะฉลาดพอที่จะรู้ว่าหากผู้ขับอยู่ในอารมณ์ขุ่นมัว ควรจะทำอย่างไรเพื่อยกระดับอารมณ์บูดๆ นั้นให้สดใสขึ้น (อย่างเช่นเปิดเพลงที่ชอบให้ฟังเป็นต้น) และหากดูทีท่าแล้วเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเกินกว่าจะขับรถ ก็อาจจะเสนอเปิดระบบขับขี่อัตโนมัติให้ทันที

ในตอนนี้ความสามารถที่ว่ามาทั้งหมดยังไม่มีอยู่ในรถคันไหนที่ผลิตออกมาขายแล้ว แต่ทางแบรนด์ยืนยันว่าเทคโนโลยีนั้นเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งอีกไม่นานเกินรอเราก็น่าจะได้เห็นมันค่อยๆ ถูกควบรวมเข้ากับรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่จะวางขายในอนาคตอันใกล้ พูดถึงเรื่องนี้แล้วก็ทำให้นึกถึงบทสนทนาระหว่างซู่ชิงกับตัวแทนของแบรนด์รถยนต์เยอรมันแบรนด์หนึ่งที่เขาพูดให้ฟังว่าเทคโนโลยีไฮเทคหลายๆ อย่างนั้นอยู่ในสถานะที่พร้อมแล้วที่จะใช้งานจริง ติดอยู่ตรงที่ว่าบางอย่างกฎหมายยังไม่เขียนไปครอบคลุมได้ถึงทำให้ไม่สามารถหยิบออกมาใช้ได้ในขณะนี้เท่านั้นเอง

อีกเรื่องหนึ่งที่ควรค่าแก่การสังเกตก็คือเทรนด์ของแก็ดเจ็ตอุปกรณ์ต่างๆ ในปีนี้ดูมีแนวโน้มที่จะถูกออกแบบมาให้ดูแลมนุษย์ในระดับที่ประชั้นชิดยิ่งกว่าเก่า ไม่ว่าจะเป็นที่นอนที่คอยสังเกตท่านอนระหว่างคืนของเราและปรับเปลี่ยนตัวมันเองให้เหมาะสำหรับแต่ละท่า หรือเปลี่ยนองศาตัวเองเพื่อให้ผู้ใช้งานหยุดกรน แปรงผมอัจฉริยะที่จะคอยฟังเสียงในระหว่างเราแปรงผมว่าคุณภาพเส้นผมเราเป็นอย่างไร มีผมแตกปลายหรือเปล่า แก็ดเจ็ตที่ช่วยวัดปริมาณแสงยูวีที่เราได้รับเพื่อจะเตือนเราว่าได้เวลาสวมหมวก สวมแว่นดำ และทาครีมกันแดดแล้วหรือยัง ฯลฯ ทั้งหมดที่ว่านี้ไม่ใช่แค่แทรกซึมเข้าไปอยู่ในทุกอณูของชีวิตประจำวันเราเฉยๆ แต่ยังถูกพัฒนามาให้ส่งมอบข้อมูลและคำเตือนให้เราอย่างเป็นมิตรมากที่สุดราวกับสหายซี้ปึ้กคนหนึ่ง ไม่เหมือนแม่หรือบอสที่มาเจ้ากี้เจ้าการเราอีกต่อไป

เมื่อได้เห็นเช่นนี้ ซู่ชิงจึงคิดว่าคงไม่เป็นการด่วนสรุปเกินไปที่จะบอกว่าเทรนด์ของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ในการใช้เสียงพูดคุยสั่งการกับสิ่งของรอบตัว และการใช้เทคโนโลยีชนิดที่ผูกพันแนบแน่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับตัวเราน่าจะเป็นสิ่งที่เราจะได้เห็นกันหนาตาตลอดทั้งปีนี้และน่าจะยาวไปถึงปีหน้าด้วย เพราะฉะนั้นคงมี 2 สิ่งที่เราในฐานะผู้ใช้งานจะสามารถเตรียมตัวตั้งรับได้ ก็คือ

1. เรียนภาษาอังกฤษมาให้แม่น และ 2. เตรียมตกหลุมรักตู้เย็นที่บ้านค่ะ

mm

Digital Ventures x Jitsupa Chin

พิธีกรสาวคนเก่งสายเทคโนโลยีแห่ง Voice TV ช่อง 21 ประจำอยู่ที่ รายการเทคโนโลยี Cool Tech, Tech Feed, The Breakdown with Adam Bradshaw, AIS Digiclub และ เขียนคอลัมน์ Cool Tech ในมติชนรายสัปดาห์