Back to Blogs

10 Mega Trends ที่จะเข้ามาเปลี่ยนอนาคตแห่งการชำระเงินจากงาน Money2020, LA

พฤศจิกายน 13, 2017 11:28 AM
views
img_7335

ในงาน Money2020 ที่จัดขึ้นที่สหรัฐอเมริกาครั้งที่ผ่านมามีการพูดถึงอนาคตด้านการเงินมากมาย โดยหนึ่งในหัวข้อที่น่าสนใจที่เราอยากจะนำมาแชร์คือ Mega Trends ที่มีแนวโน้มจะขับเคลื่อนอนาคตของ Payment หรือการชำระเงิน เนื่องจากไม่กี่ปีที่ผ่านมาเกิดความเปลี่ยนแปลงมากมายในวงการการชำระเงิน และก็มีทีท่าที่จะเปลี่ยนแปลงเร็วยิ่งขึ้นอีก เป็นเรื่องที่ผู้เล่นต่างๆ ทั้งธนาคาร สตาร์ทอัพ และบริษัทที่เกี่ยวกับการชำระเงินต้องตามให้ทัน โดยเทรนด์ที่หยิบยกมาพูดถึงครั้งนี้รวบรวมจากผลสำรวจของบริษัท Accenture ในปี 2017 จากการสำรวจผู้ใช้กว่า 1,500 คนในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา

23023254_137101077044745_1960978146_o

เทรนด์ที่ 1 – Gen Z จะทิ้งกระเป๋าเงินสดไปหา Mobile Payment / Digital Wallet ก่อนใคร

มีการคาดการณ์กันว่ากลุ่มคน Gen Z จะเป็นกลุ่มหลักที่ผู้ให้บริการ Mobile payment จะต้องนึกถึงเป็นอันดับแรก เพราะว่าเป็นกลุ่มที่เกิดในยุคดิจิทัล เทคโนโลยีต่างๆ อย่าง Smartphone นั้นเรียกได้ว่าเป็นอวัยวะชิ้นที่ 33 เลยก็ว่าได้ ทั้งยังเป็นกลุ่มที่ติดตาม Social Network เป็นประจำ เช่น Snapchat และ Instagram และหากพูดถึงพฤติกรรมในการจับจ่ายใช้สอย ผลสำรวจพบว่า Gen Z จะเป็นเจเนอเรชั่นแรกที่จะทิ้งกระเป๋าตังค์แบบธรรมดา ไปสู่ Digital Wallet โดยมี Mobile banking จะเป็นช่องการทำธุรกรรมทางการเงินหลักของคนกลุ่มนี้ ปัจจุบันคน Gen Z ที่เข้าใช้งานทุกวันถึง 69 % ซึ่งต่างจาก Baby boomer ที่มีแค่ 17% เท่านั้น นอกจากนี้ยังคาดว่า Gen Z นี่แหละจะเป็นกลุ่มที่จูงใจให้ Generation อื่นๆ มอง Mobile payment เป็นเรื่องสำคัญเหมือนกับที่พวกเขามอง

เทรนด์ที่ 2 – UX จะเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด

ในขณะที่โลกของ Payment หรือการชำระเงินกำลังเปิดกว้างมากขึ้น Customer experience กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่จะใช้สร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ตัวเองเพื่อแข่งขันกับแบรนด์อื่นๆ ยิ่งมี Touchpoints หรือจุดที่ลูกค้าสามารถพบได้จากบริการของเรามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสมากขึ้นเท่านั้น ด้วยระบบดิจิทัล ผู้ให้บริการ Payment สามารถเชื่อมต่อกับลูกค้าได้ง่ายขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ลองนึกถึง Google ที่เป็น Search engine และเป็นจุดหมายปลายทางของทุกคนไม่ว่าจะหาอะไรก็ตาม พวกเขาได้เงินมหาศาลจากโฆษณาแม้ว่าคนอาจจะไม่ได้สนใจดูจริงจังเลยก็ตาม สำหรับ Payment ก็เช่นกัน หากผู้ให้บริการสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งใน Payment journey ได้มากเท่าไหร่ แม้จะใช้ตอนที่เกิด transaction จริงๆ ก็ตาม นั่นก็คือสิ่งที่มีมูลค่าอย่างยิ่งแล้ว

เทรนด์ที่ 3 – Mobile Payment ต้องเป็นทุกอย่างให้ลูกค้าได้ในที่เดียว

จากผลสำรวจพบว่า ในปี 2020 จะมีลูกค้าถึง 64% ที่วางแผนจะใช้ Digital Wallet ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีอยู่ 46% โดยตอนนี้ถือเป็นยุคที่ Mobile payment จะต้องมีการพัฒนาและจะต้องเพิ่ม value ให้ตัวเอง ในยุคที่มีการเปิด API และ Open banking นั้น ทำให้ผู้ให้บริการด้าน Payment สามารถส่งมอบประสบการณ์การชำระเงินโฟกัสที่ตัวลูกค้าได้เป็นอย่างดี พร้อมทั้งมี rewards และการแจ้งเตือนยอดรวดเร็วทันใจ ไม่ใช่เพียงแค่ transaction เท่านั้น แต่ยังต้องมีคุณค่ามากพอให้คน engage ด้วย มีการคาดการณ์ว่า บริการในปีที่จะถึงนี้ที่น่าจะเพิ่ม value และนำมาซึ่ง traction ได้ก็คือ บริการแบบ Single view of account information หรือบริการที่ผู้ใช้จะสามารถเช็คยอดเงินฝากธนาคารที่สามารถใช้เช็คถอนได้ ยอดบัตรเครดิต และยอดคงเหลือต่างๆ ได้ในที่เดียว

เทรนด์ที่ 4 – อย่ามองข้ามระบบ Reward เมื่อผู้คนอาจยอมเปลี่ยนบัตรเพื่อสะสมคะแนน

จะเห็นได้ว่ายอดผู้ใช้บัตรเครดิตที่มีการสะสม reward นั้นพุ่งสูงมาก จากสถิติตั้งแต่ปี 2016 ผู้ใช้ได้รับ Reward รวมกว่า 15 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในรูปแบบเครดิตเงินคืน (Cash back), ไมล์สะสม และ คะแนนสะสม นอกจากนี้ ผู้คนยังยอมเปลี่ยนจากบัตรหลักเพื่อมารับโบนัสจากการสมัครบัตรใหม่หรือรับคะแนน หรือ Cash back ที่สูงกว่าอีกด้วย แต่แม้จะพบว่ายอดการได้รับ reward สูงก็ตาม แต่ยอดการแลก Reward ในสหรัฐอเมริกาไม่ได้เพิ่มขึ้นมากเท่าไหร่ ซึ่งจริงๆ แล้ว ความสะดวกสบายก็เป็นกุญแจสำคัญเช่นกัน เพราะพบว่า 76% ของคนที่ผ่านการสำรวจนั้นอยากให้ผูกการ redeem กับบัตรทันทีหลังรูดที่ POS ซึ่งในส่วนนี้ เทคโนโลยีก็น่าจะมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น Smart Tap ของ Google ที่จ่ายและ redeem ได้ทันที

เทรนด์ที่ 5 – เครือข่ายที่ดีจะทำให้ธนาคารไปได้ไกลขึ้น

ในยุคดิจิทัลนี้ เริ่มมีหลายธนาคารที่หันไปพัฒนาระบบ Payment ด้วยตนเองโดยไม่พึ่งการร่วมมือกับองค์กรอื่น จะเห็นได้ว่ามีเพียงไม่กี่รายที่ประสบความสำเร็จจริงๆ ในทางตรงกันข้าม หากธนาคารหันมาร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ก็มีแนวโน้มที่จะสามารถพัฒนาบริการ Payment ไปได้ไกลขึ้น ตัวอย่างเช่น การร่วมมือกันระหว่าง ธนาคาร US และ Zelle ซึ่งเป็นบริษัทที่พัฒนา Software ด้าน Real time payment ได้ร่วมมือกันพัฒนา API Network ที่เชื่อมต่อกับ Partner กว่า 30 ราย เพื่อเปิดให้บริการ Real time payment ซึ่งในตอนนี้ได้มีการให้บริการผ่านธนาคารกว่าพันแห่ง และมีลูกค้ากว่าล้านรายแล้ว  นอกจากนี้การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในอุตสาหกรรมการเงินนั้นยังคงสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้อย่างดีอีกด้วย

เทรนด์ที่ 6 – ความร่วมมือของธนาคารกับ FinTech Startup จะนำไปสู่การปฏิวัติวงการการเงิน

กระแสของ FinTech Startup ในแง่ของการเข้ามา Disrupt การธนาคารแบบเดิมๆ นั้น ทำให้หลายฝ่ายมองว่าจะเป็นการเข้ามาทดแทนการให้บริการของระบบธนาคาร จนทำให้ในอนาคตอาจไม่จำเป็นต้องมีธนาคารอีกต่อไป ซึ่งในความจริงแล้วตัว FinTech Startup ที่เกิดขึ้นใหม่ ก็ไม่สามารถอยู่ได้ทุกรายเสมอไป ไม่ว่าจะด้วยความรู้ด้านธุรกิจหรือฐานลูกค้าที่ไม่เพียงพอก็ตาม ส่วนธนาคารเองก็ต้องการเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยในการพัฒนาระบบต่างๆ เพื่อความอยู่รอดในอนาคต เพราะฉะนั้นการที่สองฝ่ายนี้หันมาจับมือกันร่วมพัฒนาวงการการเงินก็เสมือนการติดสปีดเพิ่มศักยภาพให้วงการการเงิน ซึ่งรวมถึงการพัฒนาระบบ Payment ด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น การร่วมมือกันของ Bank of America และ PayPal เป็นการร่วมมือกันเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้า โดยลูกค้าธนาคารสามารถเชื่อมต่อบัตรของพวกเขาเข้ากับบัญชี Paypal และสามารถจับจ่ายใช้สอยบนเว็บออนไลน์ได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น

เทรนด์ที่ 7 – Tokenization คือโล่ห์ป้องกันในโลก Payment

อย่างที่หลายๆ คนทราบกันดีว่าการชำระเงินโดยใช้บัตรเครดิตนั้นมีความเสี่ยงหลายอย่าง โดยเฉพาะการป้อนข้อมูลของบัตรเครดิตลงบนเว็บไซต์หรือแอปต่างๆ ที่อยู่บนระบบออนไลน์เพื่อซื้อสินค้านั้น เป็นวิธีที่มีความเสี่ยงต่อการถูกโจรกรรมข้อมูลได้ ในตอนนี้ ได้เริ่มมีการ Disrupt วิธีการชำระเงินแบบเก่าๆ โดยการนำระบบ Tokenization เข้ามาช่วย โดยการแปลงข้อมูลของบัตรเครดิตให้กลายเป็นรหัสลับ แล้วสุ่มชุดตัวอักษรและตัวเลขขึ้นมาและเรียกข้อมูลเหล่านี้ว่า “Token” จากนั้น Token ที่ถูกสุ่มขึ้นมานี้จะถูกนำไปใช้เป็นตัวแทนของบัตรในการชำระเงินต่างๆ โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องแลกเปลี่ยนเลขบัตรเครดิตจริงแต่อย่างใด ซึ่งวิธีนี้มีผู้ให้บริการด้านการชำระเงินยักษ์ใหญ่อย่าง Apple Pay และ Android Pay ที่เริ่มนำนวัตกรรม Tokenization มาใช้จนได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเป็นอย่างมากในปัจจุบัน และเชื่อกันว่าต่อไปในอนาคตวิธีการนี้อาจจะเข้ามาแทนที่การใช้บัตรอย่างเต็มตัว

เทรนด์ที่ 8 – ช่องทางในการชำระเงินจะมีให้เลือกอย่างนับไม่ถ้วน

ในอนาคต ผู้คนอาจหันมาทำธุรกิจส่วนตัวกันมากขึ้น เนื่องจากมีระบบจ่าย – รับเงินที่สะดวกรวดเร็วขึ้น ซึ่งสืบเนื่องมากจากยุคที่การบริการ Payment รุ่งเรืองอย่างปัจจุบัน ทำให้มี FinTech Startup ในด้าน Payment เกิดขึ้นและประสบความสำเร็จอย่างมากมาย ตัวอย่าง บริษัท Stripe ซึ่งเป็น FinTech Startup ไฟแรงจากสหรัฐฯ ที่เปิดให้บริการด้าน Online payment ที่ทำหน้าที่คล้ายกับ PayPal, Square หรือ Google Checkout ที่ ประสบความสำเร็จและเติบโตอย่างรวดเร็ว มียอดทำธุรกรรมผ่าน Stripe ปีละหลายพันล้านเหรียญสหรัฐฯ  ข้อดีของยุคที่เทคโนโลยี Payment รุ่งเรืองก็คือผู้ใช้อย่างเราๆ ก็จะมีทางเลือกมากขึ้น และหาบริการที่ตอบโจทย์ได้มากที่สุด

เทรนด์ที่ 9 – Cyber Security เป็นปัญหาใหญ่ในยุคดิจิทัล

ในวงการ Payment สิ่งที่ผู้เล่นต่างๆ ต้องพึงระวังมากที่สุดคือ มิจฉาชีพ โดยมีการคาดการณ์ว่า ในปี 2018 มูลค่าทรัพย์สินของบัตรเครดิตทั่วโลกกว่า 31 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จะได้รับความเสียหายจากมิจฉาชีพ ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้น 18% จากในทุกๆ ปี อีกทั้งในปัจจุบันมิจฉาชีพไม่ได้มีแค่รูปแบบการขโมยข้อมูลส่วนตัวเพื่อเข้าถึงบัตรเครดิตได้อย่างเดียว แต่ยังพัฒนาไปถึงขั้นสร้างข้อมูลส่วนตัวปลอมขึ้นเองเรียกว่า “Synthetic identities” และยังมีมิจฉาชีพที่เข้าไปเปลี่ยนแปลงข้อมูลต่างๆ เพื่อเข้าถึงการยืนยันตัวตนของผู้ใช้บัตรเครดิตในหลายๆ ช่องทางไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์มือถือ ช่องทางออนไลน์ หรือ Call Center ซึ่งในตอนนี้บางธนาคารและบริษัทบัตรเครดิตได้มีการแก้ไขปัญหานี้โดยการเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น Geolocation หรือการยืนยันตัวตนผ่านเทคโนโลยีระบุพิกัด โดยธนาคารสามารถเปรียบเทียบดูได้ว่าตำแหน่งของอุปกรณ์ที่ใช้ทำธุรกรรมนั้นตรงกับตำแหน่งที่เจ้าของบัตรนั้นแจ้งหรือไม่ ซึ่งจะสามารถช่วยลดการทุจริตที่เคยเกิดขึ้นได้ >>อ่านเรื่อง Geolocation เพิ่มเติม

เทรนด์ที่ 10 – ผู้เล่นเก่าจะอยู่ไม่ได้หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงแบบยกเครื่องใหม่ทั้งหมด

ปัจจุบันการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของระบบ Payment แบบยกเครื่องใหม่ทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับธนาคารและผู้ให้บริการ Payment ต่างๆ ซึ่งตอนนี้สิ่งที่ผู้เล่นทุกฝ่ายต้องมุ่งเป้าไปหาคือความรวดเร็วในการให้บริการ เช่น  การชำระเงินแบบ Real-time payment ซึ่งเป็นบริการที่ให้บริการชำระเงิน โอนเงิน หรือ แม้กระทั่งรับเงินได้ในทันที ไม่จำเป็นต้องไปติดต่อธนาคารสาขาที่ค่อนข้างใช้เวลาในการดำเนินการเป็นอย่างมาก ซึ่งตอนนี้ในหลายๆประเทศก็มีการตื่นตัวและเริ่มปรับเปลี่ยนกันอย่างจริงจังแล้ว ตัวอย่างจากประเทศแคนาดาที่เป็นประเทศแรกๆ ในการนำมาตรฐาน ISO 20022 มาใช้ ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลเกี่ยวกับข้อความที่ใช้สื่อสารในอุตสาหกรรมการเงิน โดยจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและช่วยให้การทำธุรกรรมทางการเงินความปลอดภัยมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้ผู้เล่นต่างๆ ในอุตสาหกรรมการเงิน มีการแลกเปลี่ยนข้อความ และสามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น นอกจากนี้ ในอนาคตเหล่าสถาบันการเงินจะต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของระบบแบบเดิมๆ ให้เป็นระบบที่เปิดกว้างมากขึ้น และยืดหยุ่นได้ เพื่อที่จะสามารถปรับตัวให้ตอบสนองกับความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วได้

ปฏิเสธไม่ได้ว่าจากเทรนด์ทั้งหมด วิสัยทัศน์ที่ปรับเปลี่ยนตามโลกได้อย่างรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญที่จะจะสร้างโอกาสที่ดีให้กับธนาคาร บริษัทบัตรเครดิต และผู้เล่นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้ เพราะผู้ที่ได้เปรียบไม่ใช้คนที่รอให้เกิดความเปลี่ยนแปลงแล้ว แต่คือคนที่ก้าวก่อนคนอื่นในการปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจ จัดการกับระบบการทำงาน รูปแบบ และวัฒนธรรมได้เร็วที่สุด หรือเป็น First mover นั่นเอง ติดตามบทความและเทรนด์ต่างๆ เช่น Digital Wallet ได้ที่ DV Blog ของเรา

Digital Ventures