Digital Ventures

Back to blog

จับตา FinTech ไทยปี 2018 การเปลี่ยนแปลงจะเกิดในวงการธนาคาร ประกัน การลงทุน

DIGITAL VENTURES X MARK BLOGNONE January 03, 2018 5:21 AM

7,958

ผมมักสรุปความเคลื่อนไหวของวงการไอทีไทยปี 2017 ให้คนรู้จักหลายคนว่า ปีนี้เป็นปีแห่ง FinTech ของฝั่งธนาคาร เพราะธนาคารไทยกลายเป็นองค์กรที่มีความเคลื่อนไหวคึกคักที่สุดในรอบปีนี้

ไล่มาตั้งแต่ต้นปีกับ PromptPay แนวคิดใหม่ที่มีประโยชน์ แม้ในทางปฏิบัติมีความขลุกขลัก และสร้างความสับสนให้ประชาชนอย่างมาก แต่เมื่อผู้ใช้งานเริ่มเกิดความคุ้นเคย ได้ลองใช้งานจริงกันบ้างแล้ว ความสับสนหรือความหวาดกลัวก็ทยอยลดลงไปตามกาลเวลา

ถึงแม้ปริมาณการโอนเงินผ่าน PromptPay ยังเกิดขึ้นเป็นสัดส่วนที่ไม่เยอะนัก แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า ตามแผนการใหญ่ของ PromptPay ยังไม่เปิดบริการครบทุกส่วน 100% และการโอนเงินระหว่างบุคคลธรรมดา ยังถือเป็นก้าวแรกของการวาง infrastructure ทางการเงินดิจิทัลของไทยเท่านั้น

ต่อเนื่องจาก PromptPay ที่เป็นการโอนเงิน ก็ตามมาด้วย PromptPay สำหรับการจ่ายเงิน ที่ตามมาในช่วงปลายปี บริการตัวนี้อาจเพิ่งเริ่มต้น แต่ช่วงนี้เราก็เริ่มเห็นธนาคารใหญ่หลายแห่งโปรโมทการจ่ายเงินด้วย QR Code กันบ้างแล้ว ไปตามร้านอาหารหรือร้านกาแฟบางแห่ง เริ่มมีป้าย QR Code หลากสีสันมาตั้งไว้

จากที่ลองจ่ายเงินด้วย QR Code ด้วยตัวเองมาหลายครั้ง ผมพบว่าอุปสรรคสำคัญไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องความคุ้นเคยของผู้บริโภค ทั้งฝั่งคนจ่ายเงินและคนรับเงิน ซึ่งคงต้องให้เวลาศึกษาและทดลองกันอีกสักพักหนึ่ง แต่ผมก็เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเกิดขึ้นสำเร็จอย่างรวดเร็ว ประเทศจีนทั้งประเทศใช้เวลาไม่กี่ปีในการเปลี่ยนผ่านจากเงินสดสู่ QR Code และประเทศไทยก็น่าจะเดินซ้ำรอยทางเดียวกัน อัตราการใช้งานในช่วงแรกจะค่อยๆ เริ่มอย่างช้าๆ แต่ด้วยการโปรโมทและมาตรการทางการตลาด (ที่ทุกธนาคารแข่งกันมาอัดแคมเปญ ดึงให้คนใช้ QR บัญชีของตัวเอง) เมื่อกระแสจุดติด มันจะติดอย่างรวดเร็ว

เราอาจสรุปได้ว่า ส่วนของ PromptPay ยังเพิ่งเริ่มต้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ แล้วคือการใช้งาน Mobile Banking ที่แพร่หลายขึ้นกว่าเดิมมาก ธนาคารใหญ่ๆ หลายแห่งระบุว่ามีผู้ใช้แอปฯ ธนาคารบนมือถือเป็นหลักหลายล้านคน และในชีวิตจริงๆ เราก็พบการโอนเงินให้กันผ่านแอปฯ มือถือมากมาย อย่างล่าสุดที่เป็นประสบการณ์ตรง ผมเพิ่งซ่อมแอร์ไป ช่างแอร์ที่มาซ่อมให้ที่บ้านก็บอกว่าสามารถโอนเงินให้เขาได้เลย ไม่ต้องเตรียมเงินสดเอาไว้

สภาพการณ์ของวงการธนาคารไทยในปี 2018 คงไปในทิศทางเดิม เน้นการใช้ช่องทางดิจิทัลเพื่อทำธุรกรรมส่วนบุคคลให้มากขึ้น และเราคงได้เห็นการผลักดัน QR PromptPay กันอย่างมากจากผู้เล่นทุกราย

คำถามถัดไปคือ นอกจากวงการธนาคารแล้ว เทคโนโลยี FinTech จะบุกไปยังวงการไหนต่อ

ในมุมมองของผมแล้ว คิดว่า “วงการประกัน” น่าจะเป็นเป้าหมายต่อไป

ทุกวันนี้ ธุรกิจประกันในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิต ประกันภัย ประกันอุบัติเหตุ ประกันสุขภาพ ฯลฯ ล้วนแต่ยังใช้ “ตัวแทน” ที่เป็นมนุษย์ในการขายประกันอยู่

โมเดลตัวแทนประกันถือว่าช่วยสร้างงานให้กับคนจำนวนมาก แต่ในแง่ของเทคโนโลยีกลับถือเป็นสิ่งที่ไม่มีประสิทธิภาพเป็นอย่างมาก ในอดีตการมีตัวแทนขายประกันคอยช่วยอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าที่กระจายตัวกันอยู่ทั่วประเทศอาจเป็นสิ่งจำเป็น แต่ปัจจุบันเมื่อผู้บริโภคทุกคนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนได้ตลอดเวลา และเริ่มคุ้นเคยกับการจ่ายเงิน โอนเงินผ่านมือถือแล้ว เรายังจำเป็นต้องมีตัวแทนขายประกันอีกหรือไม่

เคยมีผู้สันทัดกรณีท่านหนึ่งให้ความเห็นกับผมไว้ว่า ในอดีต เวลาเราจะเดินทางด้วยเครื่องบิน เราต้องไปซื้อตั๋วกับ “เอเยนต์” ขายตั๋วเครื่องบินที่มีระบบคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อกับระบบจองที่นั่งของสายการบินต่างๆ แต่ปัจจุบัน โมเดลการซื้อตั๋วเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง นักเดินทางแทบทุกคนต่างเปลี่ยนมาจองตั๋วเครื่องบินออนไลน์กันหมดแล้ว สภาพการณ์แบบนี้กำลังจะเกิดขึ้นกับ “เอเยนต์” ขายประกันเช่นกัน

ธุรกิจประกันที่ปรับตัวเร็วที่สุดคือประกันรถยนต์ ที่เริ่มมีเว็บไซต์หลายเจ้าให้บริการซื้อประกันออนไลน์โดยตรง แต่ฝั่งของประกันแบบอื่นๆ เช่น ประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพ ยังเน้นการขายผ่านระบบตัวแทนกันอยู่ จากประสบการณ์ของผมเองที่เพิ่งซื้อประกันสุขภาพมา พบว่ากระบวนการยังยุ่งยาก ต้องพิมพ์เอกสารมากรอกและสแกนส่งกลับไปให้ตัวแทน ทั้งที่ยุคสมัยนี้แล้วควรสามารถกรอกข้อมูลและจ่ายเงินออนไลน์ได้เลย ใช้เวลาไม่ควรเกิน 10 นาที ถ้าหากมีคนสามารถตีโจทย์ตรงนี้ได้ ก็เป็นโอกาสสำคัญที่วงการประกันจะเปลี่ยนแปลง

ฝั่งของการขายประกันต้องเปลี่ยน ฝั่งของการเคลมประกันก็ต้องเปลี่ยนเช่นกัน กระบวนการส่งเอกสารเพื่อเคลมประกันที่ต้องเสียเวลานาน ส่งเรื่องไปมาหลายรอบ กว่าจะได้เช็คเคลมประกันกลับคืนมา ตัวอย่างในต่างประเทศเริ่มมีโมเดลแบบใหม่ๆ ที่แก้ปัญหาเรื่องนี้แล้ว ตั้งแต่โมเดลง่ายๆ อย่างการส่งเอกสารออนไลน์ที่รู้ผลการเคลมประกันทันที ไปจนถึงโมเดลการจัดการเงินประกันแบบใหม่ ที่บริษัทประกันหักค่าบริหารจัดการไว้ก้อนหนึ่งตั้งแต่แรก และประกาศชัดเจนว่าเงินก้อนที่เหลือทั้งหมดจะถูกนำไปชดเชยให้กับลูกค้า ทำให้บริษัทไม่มีแรงจูงใจที่จะดึงเรื่องหรือไม่ยอมจ่ายเคลมประกันให้กับลูกค้า

อีกวงการที่น่าจับตาคือ “การลงทุน” ทั้งในแง่หุ้น กองทุน และสินทรัพย์อื่นๆ ในฝั่งของหุ้นนำระบบออนไลน์มาใช้ซื้อขายกันนานแล้ว แต่ฝั่งกองทุนอาจยังตามหลังอยู่

คู่แข่งที่น่ากลัวของการลงทุนผ่านกองทุนแบบเดิมๆ (ที่ยังต้องใช้ “นายหน้า” “เอเยนต์” “มาร์เก็ตติ้ง”) คือการเข้ามาของการซื้อกองทุนรูปแบบใหม่ๆ อย่าง Ant Financial ของ Alibaba ที่เปิดให้ลูกค้าระบบจ่ายเงินมือถือ Alipay สามารถนำเงินที่เหลืออยู่ในระบบ Alipay ไปซื้อกองทุนได้เลย เงินก้อนนี้ไม่จำเป็นต้องเยอะ อาจจะแค่หลักสิบหรือหลักร้อย แต่ว่าความสะดวกที่สามารถกดซื้อกองทุนของ Alibaba ได้จากทุกที่ ย่อมทำให้ขนาดของกองทุนใหญ่ขึ้นได้ไม่แพ้กองทุนแบบเดิมๆ

ทั้งหมดนี้คือมุมมองของผมต่อ FinTech ไทยในปี 2018 ที่ทุกวงการไปในทิศทางเดียวกันว่า ต้องนำไอทีมาใช้งานเพื่อให้การทำธุรกรรมเป็นไปอย่างอัตโนมัติ ทำให้ทุกที่ทุกเวลา ถ้ายังยึดติดกับโมเดลการใช้นายหน้าแบบเดิมๆ ก็อาจต้องล่มสลายได้ในไม่ช้า จากคู่แข่งหน้าใหม่ๆ ที่ทำระบบได้ดีกว่านั่นเองครับ