Digital Ventures

Back to blog

เข้าใจหลักการ API ก่อนนำไปสู่ Open Banking การธนาคารที่เปิดกว้างยิ่งขึ้น

DIGITAL VENTURES January 29, 2018 11:50 AM

5,597

ช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเราได้รู้จักกับนวัตกรรมใหม่ๆ ในด้านการเงิน ตั้งแต่ ATM บัตรเครดิต ไปจนถึง Application ด้านการเงินต่างๆ ซึ่งในปัจจุบันมีบรรดาบริษัท Startup มากมายเกิดขึ้น และต้องการที่จะเข้าถึงข้อมูลด้านการธนาคารของลูกค้าเพื่อพัฒนาบริการให้หลากหลายและสะดวกสบายยิ่งขึ้น ซึ่งวิธีการที่จะเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้ จะต้องมีการเปิดช่องทางการเชื่อมต่อของข้อมูลหรือที่เรียกว่าการเปิด API นั่นเอง

 


 

API - อีกหนึ่งช่องทางในการสร้างโอกาสใหม่ๆ ในโลกธุรกิจ
API (Application Programming Interface) คือ ช่องทางการเชื่อมต่อระหว่างเว็บไซต์หนึ่งไปยังอีกเว็บไซต์หนึ่ง โดยอาจเป็นการเชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้งานกับ Server หรือจาก Server หนึ่งเชื่อมต่อไปหาอีก Server หนึ่ง เพื่อให้ซอฟต์แวร์ภายนอกเข้าถึงและเปลี่ยนแปลงข้อมูลเว็บไซต์นั้นๆ ได้ ตัวอย่างการทำงานของ API ที่เราเห็นได้ชัดและบ่อยๆ คือ เว็บไซต์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะมีตัวเลือกให้ผู้ใช้สามารถเข้าสู่ระบบอย่างง่ายๆ ผ่าน Facebook Account นั่นหมายความว่าเว็บไซต์นั้นๆ แชร์ข้อมูลร่วมกับ Facebook บนฐาน API อยู่นั่นเอง อีกหนึ่งตัวอย่างคือ Facebook : Messenger Payment ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถทำธุรกรรมทางการเงินบนระบบ Messenger หรือบนแอปพลิเคชันของ Facebook ได้โดยตรงผ่านการทำงานของ API ซึ่งการทำ API ถือเป็นตัวช่วยในการการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้แก่องค์กรต่างๆ รวมไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการระบบเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันและการนำข้อมูลไปพัฒนาต่อยอดด้วยเช่นกัน

เพราะแชร์ข้อมูลกัน จึงต้องระวังเรื่องความปลอดภัย

ความปลอดภัยของ API ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก หลายคนอาจกังวลว่าการแชร์ข้อมูลร่วมกันด้วยระบบ Open API นั้น มีความปลอดภัยและน่าเชื่อถือมากแค่ไหน ซึ่งในส่วนนี้ ผู้ออกแบบต้องให้ความสำคัญในการตรวจสอบ Logic ที่สามารถเกิดขึ้นได้จากการใช้งาน จะต้องมีข้อกำหนดในการเข้าถึงข้อมูลที่ชัดเจน รวมถึงระบบป้องกันความปลอดภัยของข้อมูลที่คลอบคลุม โดยการออกแบบ API ที่ดีจะต้องใช้ความชำนาญในด้าน Web Service กับ Infrastructure ซึ่งเป็นสิ่งที่มักถูกพัฒนาไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว API ที่ดีจะต้องมีการอัพเดทศักยภาพควบคู่ไปด้วยเพื่อให้บริการที่ตอบโจทย์ทางธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

ปัจจุบันหลายๆ อุตสาหกรรมได้เริ่มนำ API มาใช้กันมากขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมทางการเงินที่อาจจะต้องอาศัย API ในการขับเคลื่อนและพัฒนาตนเองด้วยเทคโนโลยีรวมไปถึงการปรับตัวเพื่อให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ หากพูดถึงการนำ API มาใช้งานในวงการการเงิน จะมีสองประเภทหลักที่มักนำมาใช้ คือ
1. Private API เป็นประเภทของ API ที่ธนาคารใช้สำหรับแชร์ข้อมูลร่วมกันภายในธนาคารเท่านั้น

2. Open Banking API คือการเปิด Server ธนาคารไปถึงผู้ให้บริการอื่นนอกธนาคารโดยผ่านทาง third party หรือบุคคลที่สามนั่นเอง

Open Banking – โอกาสและความท้าทายของธนาคารในยุคปัจจุบัน
Open Banking เป็นการทำ Open API โดยธนาคารต่างๆ จะแชร์ข้อมูลลูกค้าระหว่างธนาคารด้วยกัน และเป็นการเปิดให้บุคคลที่สามอย่างสถาบันการเงินต่างๆ หรือบริษัท FinTech เข้าถึงข้อมูลได้หากได้รับการยินยอมจากลูกค้า โดยการทำ Open Banking นั้นเป็นการช่วยให้ธนาคารเพิ่มโอกาสในการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว รวมไปถึงการได้เชื่อมต่อกับบริการทางการเงินอื่นๆ เพื่อสร้างบริการใหม่ให้แก่ลูกค้าได้ ส่วนฝั่งลูกค้าก็จะได้รับบริการที่หลากหลายและตอบโจทย์มากขึ้น เพราะสามารถเลือกปรับเปลี่ยนไปใช้งานด้วยบัญชีธนาคารอื่นๆ ได้อย่างสะดวกสบาย อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าการทำ Open Banking จะมีประโยชน์มากมาย แต่ยังมีบางธนาคารที่ยังไม่ยอมรับ โดยอาจเป็นเพราะความกังวลว่าอาจมีช่องโหว่ที่จะทำให้เหล่า Third party นำข้อมูลไปใช้อย่างผิดวัตถุประสงค์ได้

ตัวอย่างประโยชน์ด้านบริการทางการเงินที่จะเกิดขึ้นกับผู้ใช้

เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น นี่คือสิ่งที่จะสามารถพัฒนาต่อยอดไปได้จากการเปิด API และ Open Banking

  • การชำระเงิน

จากข้อมูลที่แชร์กัน จะทำให้การจ่ายเงินจากบัญชีหนึ่งจะง่ายดายยิ่งขึ้นและค่าธรรมเนียมถูกลง เพราะช่วยลดตัวกลางในการตัดบัตรเครดิตต่างๆ ผ่านระบบเดิมๆ ซึ่งมีความซับซ้อน

  • การจัดการด้านการเงิน

เนื่องจากปัจจุบัน ธนาคารต่างๆ มีการแยกบริการออกจากกันอยากชัดเจน แต่ถ้าเกิดการแชร์ข้อมูลกันแบบ Open Banking ผู้ใช้ก็จะสามารถจัดการบัญชีของตัวเองของธนาคารที่ต่างกันได้ทันที ซึ่งจะทำให้เราจัดการการเงินได้สะดวกยิ่งขึ้น ตรงนี้เราอาจจะเห็นตัวอย่างการร่วมมือของธนาคารกับ Startup ด้าน FinTech ผ่านแอปต่างๆๆ บ้างแล้วมี

  • Lending

โดยปกติเมื่อหากมีการกู้ยืมเงินจะต้องมีหลักฐานต่างๆ ซึ่งระบบ Open Banking จะแชร์ข้อมูลเหล่านี้อยู่บนระบบออนไลน์ที่มีความปลอดภัยที่แน่นหนา ทำให้การกู้สะดวกสบายขึ้น ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อธุรกิจรายย่อยต่างๆ เป็นอย่างมาก

อังกฤษนำร่อง Open Banking แล้ว

เมื่อไม่นานมานี้ ประเทศอังกฤษซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นผู้นำด้าน FinTech ได้มีการออกกฎใหม่โดยมีผลบังคับให้ธนาคารยักษ์ใหญ่ในประเทศทั้ง 9 แห่ง ประกอบด้วย Allied Irish Bank, Bank of Ireland, Barclays, Danske, HSBC, Lloyds, Nationwide, RBS และ Santander จะต้องทำ Open Banking ทั้งหมดเพื่อเป็นการปรับตัวรองรับกับกระแสดิจิทัลและเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างมากมายในปัจจุบันและที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย

อย่างไรก็ตาม การทำ Open Banking ถือเป็นเรื่องท้าทายอย่างมากสำหรับผู้เล่นหลายๆ ฝ่าย และแม้ว่าจะยังไม่มีแผนหรือแนวโน้มในอนาคตอันใกล้นี้ แต่ก็ถือเป็นเรื่องน่าสนใจที่จะศึกษาและอัพเดตข่าวคราวจากประเทศอื่นๆ ที่มีตัวอย่างให้เห็น

แหล่งที่มา :
theconversation.com

wired.co

ขอบคุณรูปภาพจาก
midwinter.com.au