Digital Ventures

Back to blog

AI ในโลกการเงินเมื่อปีที่ผ่านมาและก้าวต่อไปของ AI ในอนาคตอันใกล้

DIGITAL VENTURES January 16, 2018 10:22 AM

3,040

จากที่เราได้เห็นกระแสของเทคโนโลยีอย่าง AI หรือ “ปัญญาประดิษฐ์” ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยใน 1-2 ปีที่ผ่านมานี้ AI ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อไลฟ์สไตล์ของคนทุกกลุ่มได้อย่างน่ามหัศจรรย์ ทำให้ในแวดวงธุรกิจทุกประเภทต่างก็มองถึงโอกาสในการนำ AI เข้ามาใช้งานเพื่อเป็นตัวช่วยในการดำเนินธุรกิจนั้นๆ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยธุรกิจการเงินก็เป็นหนึ่งในภาคธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับ AI เป็นอย่างมาก ความสามารถของ AI นั้นถือได้ว่าเป็นตัวช่วยให้กับลูกค้าและองค์กรของธนาคารได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบวิเคราะห์เพื่อการคาดคะเน, การจดจำและตอบรับด้วยคำสั่งเสียง มาดูแนวทางการนำ AI ไปใช้ในโลกการเงินตลอดเวลาที่ผ่านมา รวมไปถึงทิศทางของ AI ในอนาคตอันใกล้

AI มีประโยชน์อย่างไรต่อวงการธนาคารในช่วงที่ผ่านมา

1. ช่วยให้เข้าใจลูกค้าได้มากกว่าเดิม
ในรอบปีที่ผ่านมา เทรนด์อันดับหนึ่งของการใช้ AI ในงานธนาคาร คือ การกลับมาให้ความสำคัญกับข้อมูลและประสบการณ์ของลูกค้า ฝั่งลูกค้าเองก็ต้องการแบ่งปันข้อมูลเพื่อแลกกับคำแนะนำ ข้อเสนอ และการบริการที่เป็นประโยชน์สำหรับตัวของลูกค้าเองโดยเฉพาะ ระบบเหล่านี้จะทำงานผ่านหุ่นยนตร์ที่ปรึกษาซึ่งถูกควบคุมด้วย AI ข้อมูลทุกอย่างจะถูกสร้างและคิดออกมาโดยอัตโนมัติ ไม่มีมนุษย์คอยช่วยเหลือหรือแทรกแซงอยู่เบื้องหลังเลย
นอกเหนือจากหุ่นยนตร์ที่ปรึกษาหรือ Robo-advisor แล้ว สถาบันทางการเงินขนาดใหญ่หลายๆ แห่งทั่วโลกต่างก็กำลังใช้ AI เพื่อปรับปรุงข้อเสนอและการสื่อสารที่เหมาะสมที่สุดของลูกค้า ในอนาคตต่อจากนี้ เชื่อว่าการตลาดเฉพาะบุคคลและความเข้าใจในประสบการณ์ของลูกค้าจะเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการแข่งขันกันของสถาบันการเงินทั่วโลก

2. ประสิทธิภาพในการผลิตเพิ่มมากขึ้น

AI สามารถจัดการกับงานที่เป็นกิจวัตร (และน่าเบื่อสำหรับมนุษย์) ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ อย่างเช่น งานการสื่อสารจากตัวลูกค้าไปถึงระบบหลังบ้านของธนาคาร, การอัพเดทข้อมูลต่างๆ ภายในองค์กร หรือแม้กระทั่งการพูดคุยกับลูกค้าใหม่ๆ ก็สามารถทำให้เหมาะสมกับลูกค้าเป็นรายบุคคลได้ในระยะเวลาอันรวดเร็วและถูกต้องแม่นยำ ซึ่ง AI ถือได้ว่าจะเป็นโซลูชั่นที่สำคัญในการพัฒนาประสิทธิภาพของธุรกิจด้านการเงินได้เป็นอย่างดี

3. ตรวจจับการฉ้อโกงก็ได้ด้วย

ในยุคที่มีการนำ AI มาใช้ในช่วงแรกๆ ธนาคารส่วนใหญ่มักนำ AI มาใช้ในการตรวจจับการทุจริตฉ้อโกง โดยใช้วิธีตรวจสอบรูปแบบการเดินบัญชี หากพบว่ามีรายการที่ผิดปกติไปจากที่ควรจะเป็น ระบบจะแจ้งเตือนผู้ดูแลระบบถึงความผิดปกติเพื่อดำเนินการตรวจเช็คความปลอดภัยในขั้นต่อไป ส่วนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมานั้น AI ไม่ได้มีเพียงแค่พัฒนาการตรวจจับฉ้อโกง แต่ยังสามารถตัดสินใจและตอบสนองได้อย่างทันท่วงทีอีกด้วย
ยกตัวอย่างเช่น บริษัท Feedzai ได้ใช้ AI และการเรียนรู้ของคอมพิวเตอร์ในการประเมินธุรกรรมต่างๆ ของลูกค้านับล้านข้อมูลแบบเรียลไทม์ โดยแบ่งรูปแบบการทำงานออกเป็น 2 โมเดล คือโมเดลที่ใช้งานจริง กับโมเดลทดลองซึ่งจะพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ เมื่อพบเจอความผิดปกติของธุรกรรม เมื่อถึงจุดที่โมเดลทดลองสามารถทำงานได้ดีกว่าแล้ว มันจะไปแทนที่โมเดลที่ใช้งานจริงในตอนแรก และโมเดลทดลองตัวใหม่ก็จะถูกสร้างมาทดแทน

4. ให้คำแนะนำลูกค้าได้ดีกว่าในบางกรณี
นอกจาก personalized คำตอบให้ลูกค้าแต่ละรายแล้ว AI ยังมีความสามารถในการพัฒนาคำตอบและคำแนะนำต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้นได้อีกด้วยยกตัวอย่างแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือของธนาคาร อย่าง Moven และ Simple ที่ใช้ AI เข้ามาเป็นเครื่องมือช่วยให้ลูกค้าสามารถติดตามการจับจ่ายใช้สอยของตนเองได้ และสามารถเพิ่มเงินเก็บให้มากขึ้นโดยอาศัยคำแนะนำที่ถูกคิดมาแล้วเพื่อลูกค้าโดยเฉพาะ ในขณะเดียวกัน Brett King ซึ่งเป็น CEO ของ Moven เชื่อว่า AI จะเข้ามาแทนที่งานหลายๆ ประเภทที่ซ้ำซาก ควบคู่ไปกับการให้คำแนะนำผลิตภัณฑ์และเป็นที่ปรึกษาสำหรับลูกค้า โดย Brett ได้กล่าวไว้ว่า “สำหรับผมแล้ว การที่ AI สามารถให้คำแนะนำกับลูกค้าได้คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญมาก ยกตัวอย่างเช่น เวลาคุณอยู่ในธนาคาร แล้วคุณต้องการข้อมูลและคำแนะนำเดี๋ยวนั้นเลย ซึ่งมนุษย์ทำผลงานตรงนี้ได้ไม่ดีเท่าไหร่ เพราะมนุษย์ต้องใช้เวลาในการคิดวิเคราะห์ แถมบางครั้งก็ยังเกิดความผิดพลาดอยู่ดี  ซึ่งความสามารถของ AI  เข้ามาแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างสิ้นเชิง”

ตัวอย่างของ Application ด้านการเงินที่มีการนำ AI มาใช้ ได้แก่ Finie ซึ่งเป็นหนึ่งในแอปพลิเคชันที่น่าสนใจมากในรอบหลายๆ ปีที่ผ่านมาเลยก็ว่าได้ เพราะถูกพัฒนาโดยบริษัท Startup เล็กๆ รายหนึ่งภายใต้ชื่อ Finie ที่มาจากคำว่า Financial และ Genie ซึ่งสามารถสื่อสารกับผู้ใช้งานด้วยภาษาพูดได้เลย โดยทั่วไปแล้วโปรแกรมหรือแอปฯ ลักษณะนี้จะจำกัดคำสั่งภาษาพูดตามที่ผู้พัฒนาสร้างไว้เท่านั้น เช่น ตอบคำถามของคำถามที่ตั้งไว้แล้ว แต่ Finie แตกต่างจาก AI chatbot  อื่นๆ ตรงที่ลูกค้าสามารถคุยกับ Finie ได้เลยโดยแทนที่จะถามว่า “ฉันมียอดเงินคงเหลือเท่าไหร่” ก็สามารถถามได้เลยว่า “ฉันจะมีเงินพอมั้ยสำหรับอาคารค่ำวันนี้” หรือแทนที่จะพูดว่า “ขอดูรายการใช้จ่ายทั้งหมด” ก็ถาม Finie ไปเลยว่า “ฉันใช้เงินซื้อของในร้านขายของชำไปแล้วเท่าไหร่” หรือ “เดือนนี้ฉันจ่ายเงินค่ากาแฟมากกว่าเดือนที่แล้วหรือเปล่า” กลุ่มเป้าหมายของ Finie คือการใช้งานในธนาคารและเครดิตยูเนี่ยนโดยเฉพาะ การสื่อสารกับ Finie ทุกครั้งจะมีเทคโนโลยี AI คอยเก็บข้อมูลอยู่ตลอดเวลาและเรียนรู้พัฒนาตัวเองการให้คำตอบได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

Finie จะทำงานร่วมกันกับระบบใน Application ของธนาคาร ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยส่วนตัวสุดล้ำ สามารถให้คำแนะนำและคำตอบทางการเงินด้วยคำถามของผู้ใช้งานที่ไม่เหมือนใคร ไม่ได้ถูกจำกัดด้วยรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งนั่นเอง

แล้วอนาคตของ AI มีแนวโน้มเป็นอย่างไรต่อไป

จากสิ่งที่ AI เคยทำได้อยู่แล้วไม่ว่าจะเป็น การตรวจวัดความเสี่ยง, ฉ้อโกง หรือสามารถลดต้นทุนการดำเนินงานได้นั้น ตอนนี้ AI ถือได้ว่ามีความสำคัญกับบริการทางการเงินเป็นอย่างมาก และจะเป็นปัจจัยหลักในการแข่งขันระหว่างองค์กรกับสถาบันทางการเงินต่างๆ ซึ่งลูกค้ายุคใหม่มักคาดหวังการให้บริการที่พวกเขาเลือกใช้งานค่อนข้างสูง เช่น บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon, Google, Facebook และ Apple ที่นำ AI มาใช้เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำความเข้าใจลูกค้าให้มากขึ้น ด้วยการสื่อสารที่เป็นส่วนตัวเฉพาะบุคคล เพื่อให้บริการที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้าแต่ละราย อย่างไรก็ตาม จากผลสำรวจของ Narrative Science พบว่ายังมีธนาคารอยู่ 12% ยังไม่กล้าใช้ AI เพราะยังไม่แน่ใจว่าจะเกิดปัญหาตามมาในภายหลังหรือไม่ เช่น กลัวข้อผิดพลาดในตัวของ AI เอง เช่นปัญหาเรื่องความปลอดภัย และ ความไม่มั่นใจใน AI เพราะคิดว่ายังเป็นเทคโนโลยีที่ใหม่เกินไป

สถาบันทางการเงินทั่วโลกที่ใช้ AI ในปัจจุบันนั้น นำมาใช้งานเพื่อการแข่งขันหรือศึกษาหาโอกาสเพื่อจะมองข้ามไปจากข้อมูลที่ตัวเองมีอยู่แล้ว ซึ่งเชื่อว่านี่ยังเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น เชื่อว่าหลังจากนี้องค์กรต่างๆ จะนำ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสบการณ์ให้กับลูกค้าที่ดีขึ้น, ลดค่าใช้จ่ายและต้นทุน, ลดความเสี่ยงจากความผิดพลาด และช่วยเพิ่มรายได้อีกด้วย และเราอาจจะได้เห็นการประยุกต์ใช้ AI จากทุกรูปแบบของธุรกิจ เพราะโดยพื้นฐานแล้ว AI สามารถแก้ปัญหาที่มนุษย์อาจยังทำได้ไม่มีประสิทธิภาพมากพอ ซึ่งจุดเด่นของ AI ตรงนี้อาจทำให้เราได้เห็นว่าการนำ AI มาใช้ในธุรกิจการเงินกันอย่างแพร่หลายในอนาคตได้

ข้อมูลโดย https://thefinancialbrand.com

ขอบคุณรูปภาพจาก https://clinc.com/