Digital Ventures

Back to blog

ยกระดับศักยภาพการผลิต “ข้าวไทย” ด้วย Deep Technology โดย Easy Rice

DIGITAL VENTURES May 22, 2019 4:16 PM

662

หากพูดถึงสินค้าเกษตรที่คนไทยนึกถึงเป็นอันดับแรก คงหนีไม่พ้น “ข้าว” ทั้งในฐานะอาหารที่เลี้ยงปากท้องของเราในทุกวัน และในฐานะของสินค้าเกษตรที่ทำรายได้เข้าประเทศเป็นจำนวนมหาศาล อย่างไรก็ตาม แม้ว่าข้าวจะมีความสำคัญกับประเทศไทย แต่ความเป็นอยู่ของชาวนากลับยังคงยากลำบากไม่สมกับที่เป็นผู้ผลิตสินค้าสำคัญของประเทศไทย เนื่องจากขาดองค์ความรู้ในการทำธุรกิจและอุปกรณ์เทคโนโลยีทันสมัยที่สามารถเข้าถึงได้ ด้วยเหตุนี้ Digital Ventures จึงได้พูดคุยกับ Easy Rice ซึ่งเป็น R&D Finalist ในโครงการ U.REKA เกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวและแนวทางแก้ไขด้วย Deep Tech Solution ที่น่าสนใจกัน

 

 

ข้าวไทยอยู่จุดไหน ส่องภาพรวมอุตสาหกรรมข้าวของโลก

เริ่มที่การสำรวจภาพรวมอุตสาหกรรมข้าวในปัจจุบัน ซึ่งทางทีม Easy Rice ระบุว่า ประเทศไทยยังคงเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับต้นๆ ของโลก โดยในปี 2018 สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยระบุว่า ไทยส่งออกข้าวเป็นอันดับที่ 2 ของโลก คิดเป็นสัดส่วน 24.2 เปอร์เซ็นต์ โดยส่วนใหญ่เป็นข้าวขาว ทั้งนี้ อุตสาหกรรมข้าวยังอยู่ในทิศทางที่ดีเนื่องจากการเพิ่มจำนวนของประชากรทำให้มีความต้องการอาหารมากขึ้น

แต่การแข่งขันในตลาดส่งออกข้าวก็ดุเดือดไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะประเทศคู่แข่งเริ่มพัฒนาสายพันธุ์ข้าวใหม่ที่ทำให้ได้จำนวนผลิตต่อไร่มากกว่า แม้ว่าไทยจะได้เปรียบเรื่องคุณภาพที่สูงกว่า แต่ด้วยจำนวนการผลิตกำลังน้อยกว่าประเทศคู่แข่งลงไปเรื่อย ๆ ด้วยเหตุนี้ ไทยเองจึงพยายามพัฒนาพันธุ์ข้าว รวมถึงกระบวนการผลิตหลังเก็บเกี่ยวที่ช่วยให้ข้าวไทยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดอุตสาหกรรมเกษตรโลก

 

กระบวนการผลิต เหตุเกิดของปัญหาคอขวดและการค้าข้าวที่ไม่เป็นธรรม

มาตรฐานการผลิตข้าวไทยในปัจจุบันนั้นช่วยให้ไทยมีข้าวขาวคุณภาพสูงที่จำหน่ายได้ราคาดี ทีม Easy Rice ระบุว่ามาตรฐานการตรวจข้าวของไทยได้รับการกำหนดมาจากกระทรวงพาณิชย์ โดยเป็นมาตรฐานที่มีรายละเอียดมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ครอบคลุมทั้งการตรวจวัดความชื้น สี และสภาพความสมบูรณ์ของเมล็ดข้าว

ปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้ประเทศไทยยังเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมข้าวระดับโลกได้คือกระบวนการผลิตที่มีมาตรฐานสูง แต่ก็เปรียบเสมือนดาบสองคมเพราะได้สร้างปัญหาคอขวดให้กับกระบวนการผลิตเพราะในกระบวนตรวจวัดเพื่อรับประกันคุณภาพสินค้าข้าว Quality Assurance: QA ณ ปัจจุบัน มีวิถีในการตรวจสอบเป็นการสุ่มตัวอย่างของข้าวที่ผลิตได้มาอย่างน้อย 25 กรัมหรือประมาณ 1,200 เมล็ดต่อข้าวที่ผลิตได้ 1 ตัน ซึ่งนำข้าวที่สุ่มมาตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญที่ละ 1 เมล็ด ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาคอขวดในการผลิตเพราะสามารถตรวจสอบได้ช้าและมีต้นทุนที่สูงเพราะต้องใช้เจ้าหน้าผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก

อีกทั้งในกระบวนการรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาจะตีราคารับซื้อโดยใช้ดุลพินิจของผู้ซื้อซึ่งไม่ได้มีมาตรฐานทางด้านวิทยาศาสตร์ที่แน่นอนมารองรับ อาจจะทำให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบกดราคาซื้อจากชาวนา และในทางกลับกันอาจจะเกิดปลอมปนข้าวสายพันธ์อื่นและข้าวคุณภาพต่ำมาขายให้กับโรงสีผู้รับซื้อซึ่งก่อให้เกิดผลเสียกับกิจการ

 

 

Deep Tech กับการแก้ไขปัญหาคอขวดและสร้างการค้าข้าวที่เป็นธรรม

แม้ว่าประเทศไทยจะกำหนดมาตรฐานการตรวจวัดคุณภาพไว้ในระดับสูง แต่ด้วยระบบที่ส่งให้เกิดปัญหาในข้างต้น ทำให้ศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมข้าวในประเทศไทยไม่ได้รับการพัฒนาจนถูกคู่แข่งไล่ตามได้ทัน อีกทั้งข้อบกพร่องของระบบยังทำให้ชาวนามีโอกาสถูกเอาเปรียบจนมีความเป็นอยู่ที่ไม่ดี ด้วยเหตุนี้ ทีม Easy Rice จึงให้ความสนใจที่จะนำเทคโนโลยีมาช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว โดยต้องช่วยทั้งฝ่ายเกษตรกรและโรงสี ดังนี้

  • เข้าถึงง่ายและมีมาตรฐาน ต้องเป็นเครื่องมือที่ราคาไม่สูงในระดับที่กลุ่มเกษตรกรสามารถเข้าถึงได้ รวมถึงตรวจวัดคุณภาพข้าวได้ตามมาตรฐานที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดไว้
  • แก้ไขปัญหาคอขวดในการตรวจสอบ ในฝั่งของโรงสีก็ต้องการเทคโนโลยีมีประสิทธิภาพทั้งด้านคุณภาพและความเร็ว อันเป็นส่วนช่วยให้การลงทุนเกิดความคุ้มค่าสูงที่สุด

 

AI เทคโนโลยีแกนหลักที่ช่วยแก้ไขปัญหาคอขวดและสร้างการค้าข้าวที่เป็นธรรม

 

ด้วยเหตุนี้ทีม Easy Rice จึงพัฒนา Deep Tech Solution เพื่อมาทำงานด้านการตรวจวัดคุณภาพข้าวโดยอาศัยเทคโนโลยี AI ซึ่งมีขั้นตอนและรายละเอียดดังนี้

  • เริ่มด้วยนำข้าวเข้าเครื่อง บรรจุเมล็ดข้าวตัวอย่างเข้าเครื่อง ภายในเครื่องจะมีกล้องบันทึกภาพข้าวแต่ละเมล็ดพร้อม Censor ต่างๆ ภายใน
  • AI เข้ามาตรวจสอบองค์ประกอบข้าว หลังจากได้ภาพเมล็ดข้าวแล้ว ก็จะเป็นหน้าที่ของ AI ที่ชื่อว่า “ข้าวหอม” ทำหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพข้าว จากนั้นก็ประเมินออกมาเป็นคะแนน
  • ประสิทธิภาพของ “ข้าวหอม” ปัจจุบัน Solution ของทีม Easy Rice สามารถตรวจวัดข้าวจำนวน 1,200 เมล็ด ได้ในเวลาไม่เกิน 10 นาที ซึ่งถือว่ารวดเร็วมากเมื่อเทียบกับเวลา 1-2 ชั่วโมงจากแรงงานคน ในด้านความแม่นยำ AI ข้าวหอมผ่านการเทรนด์โดยชุดข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านการคัดคุณภาพข้าวมากกว่า 20 ปี ถือว่ามั่นใจในคุณภาพที่ผ่านสายตาของ AI ตัวนี้ได้เลย

 

นับได้ว่า Deep Technology สามารถเข้าแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้หลากหลายอุตสาหกรรม ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นถือว่าเกิดขึ้นเป็นวงกว้างทั้งช่วยชาวนารายบุคคล เพิ่มประสิทธิภาพให้กับผู้ที่อยู่ใน Supply Chain ทั้งสองปัจจัยนี้จะส่งผลต่อศักยภาพการแข่งขันในตลาดค้าข้าวโดยตรง ทั้งนี้ เรายังมีประเด็นเกี่ยวกับ Deep Technology ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมรวมถึงโครงการ U.REKA ให้ได้ติดตามกันที่ Blog ของ Digital Ventures ในโอกาสต่อไป

ขอขอบคุณข้อมูลจาก thairiceexporters.or.th