Digital Ventures

Back to blog

สถานการณ์การลงทุนใน Deep Tech ทั่วโลก โดย Mr.Julien Mialaret, Idinvest Partners

DIGITAL VENTURES April 25, 2019 11:01 AM

906

อีกหนึ่งไฮไลท์จากงาน U.REKA ยกกำลังสอง คือ Session ภาพรวมการลงทุนของ Deep Technology จากทั่วโลก ซึ่งได้รับเกียรติจากจากบริษัท VC ชั้นนำอย่าง Idinvest Partners โดย Mr.Julien Mialaret, Operating Partner ผู้ซึ่งเป็นนักลงทุนและยังมีบทบาทคอยเชื่อมระหว่าง Deep Tech Startup, VC และ Corporate ระดับโลกเข้าด้วยกัน มาดูกันว่า จากประสบการณ์และบทบาทที่ผ่านมา เขามองเห็นภาพรวมของ Deep Technology ในระดับ Global อย่างไรบ้าง

 

 

Idinvest Partners เป็นใคร

Idinvest Partners เป็น VC ระดับโลกที่เน้นลงทุนเทคโนโลยี Deep Tech ในที่ต่างๆ ทั่วโลก พวกเขาเชื่อว่าเทคโนโลยีชั้นสูงไม่จำเป็นต้องอยู่ในตลาดที่ใหญ่เสมอไป ซึ่งพวกเขามองเห็นโอกาสการเติบโตที่ไทย อิสราเอล และสิงคโปร์

นอกจากนี้ Idinvest Partners ยังให้ความสำคัญกับบริษัทระดับภูมิภาค โดยเชื่อว่า Corporate เหล่านี้เป็นผู้เล่นสำคัญที่จะขับเคลื่อนการพัฒนา Deep Technology ซึ่งบทบาทของเขาคือการเชื่อม VC เข้ากับ Corporate เพื่อนำพาการสนับสนุนจากองค์กรธุรกิจไปสู่ Startup ผ่าน VC

ปัจจุบัน Idinvest Partners นับเป็น VC ด้าน Deep Tech ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปด้วยมูลค่าการจัดการกองทุนที่สูงถึง 8,100 ล้านยูโร ส่วนเป้าหมายการลงทุนไม่เพียงแต่เน้นพัฒนา Deep Technology เท่านั้น แต่ยังมีแนวทางการลงทุนที่หลากหลายเพื่อบ่มเพาะให้เกิด Smart City รวมถึงต้อนรับผู้ประกอบการในระดับ Early Stage ด้วย

 

How Deep is Deep Tech ลึกอย่างไรถึงเรียกว่าเทคโนโลยีขั้นสูง

ผู้ที่ติดตาม Digital Ventures อย่างต่อเนื่องจะทราบว่า Deep Tech คือเทคโนโลยีที่ได้รับถูกพัฒนาอย่างซับซ้อนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพการใช้งานมากกว่าเดิม แต่หากมองในมุมของนักลงทุน Mr.Julien กลับมีมุมมองถึงความหมายของ Deep Tech ที่ต่างออกไป ซึ่งขอบเขตของเทคโนโลยีชั้นสูงที่ Mr.Julien มอง ประกอบด้วย 3 ลักษณะ ได้แก่

  1. เป็นเทคโนโลยีชั้นสูงที่รอการนำไปใช้ เทคโนโลยีชั้นสูงที่นักลงทุนมองหา มักเป็นเทคโนโลยีที่ยังไม่ถูกนำไปใช้งานจริง ทำให้ขอบเขตการพัฒนามีขีดจำกัดน้อยกว่าเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายแล้ว
  2. ต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงไปถึง “แก่น” เทคโนโลยีที่ดีจะสร้างความเปลี่ยนแปลงไม่มากก็น้อย แต่ Deep Tech ต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงถึงแก่นแกนการใช้งาน ทำให้เกิดการทำงานรูปแบบใหม่ หรือผลลัพธ์ในมุมมองใหม่ ที่แตกต่างจาการใช้เทคโนโลยีเดิม
  3. ต้องพัฒนาด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ไม่เพียงแต่ประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ Deep Tech ยังจำเป็นต้องผ่านการพัฒนาและทดลองด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์อันพิสูจน์ได้จริง จึงจะเป็นที่น่าเชื่อถือและน่าสนใจที่จะนำไปใช้งาน

 

จากขอบเขตข้างต้น Mr.Julien ยังได้นำเสนอปัญหาที่ทำให้ Deep Tech ไม่สามารถพัฒนาเป็นธุรกิจที่มั่นคง ซึ่งมีทั้งหมด 3 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ การขาด Business Model, การไม่สามารถขยาย Scalability และ การขาดมุมมองนอกห้องทดลองซึ่งบั่นทอนประสิทธิภาพที่ดีที่สุดของ Deep Tech

ด้วยเหตุนี้ Mr.Julien จึงมองว่านอกจากการสนับสนุนนักพัฒนาโดยตรงแล้ว ก็ควรเปิดโอกาสให้นักพัฒนาได้เชื่อมโยงกับ Corporate ซึ่งเชี่ยวชาญด้านธุรกิจเพื่อร่วมมือกันแก้ปัญหาดังกล่าว

 

ทำไมต้องสนับสนุน Deep Tech

หลังจากได้รับฟังขอบเขตของ Deep Tech เบื้องต้นไปแล้ว อีกเรื่องที่น่าสนใจคือการสนับสนุน Deep Tech นั้นจำเป็น แต่ความน่าสนใจอยู่ตรงไหน และใครจะได้อะไรอย่างไร ซึ่ง Mr.Julien ในฐานะของนักลงทุนด้านนี้โดยตรงจึงกล่าวถึงสิ่งที่แต่ละฝ่ายจะได้เมื่อสนับสนุนเทคโนโลยีชั้นสูง ดังนี้

  1. Investor เนื่องจาก Deep Tech เป็นเทคโนโลยีที่ต้อง “เปลี่ยนแปลง” ถึงแก่นของตลาดหรืออาจจะสร้างตลาดใหม่ของตนไปเลย ผลตอบแทนที่ได้จึงอยู่ในระดับสูง เมื่อเทียบกับการลงทุนในเทคโนโลยีทั่วๆ ไป
  2. Corporate ไม่เพียงโอกาสได้ผลตอบแทนเท่านั้น แต่ยังมีโอกาสต่อยอดธุรกิจผ่านการใช้เทคโนโลยีใหม่ก่อนใคร รวมถึงการ Partnership ที่ทำให้องค์กรเหมือนมีแผนก R&D ที่แข็งแรงเพิ่มขึ้น
  3. University มหาวิทยาลัยเป็นแหล่งบ่มเพาะเทคโนโลยีชั้นสูงผ่านการวิจัยภายใน ซึ่งหากมหาวิทยาลัยใดมีโครงการสนับสนุนการค้นคว้าเทคโนโลยีชั้นสูงก็ยิ่งช่วยดึงดูดนักเรียนและบุคลากรมากความสามารถให้มารวมกัน ช่วยมหาวิทยาลัยมีศักยภาพทั้งด้านคุณภาพการศึกษาและด้านธุรกิจมากขึ้น

 

 

สหรัฐฯ ยุโรป และจีน: Landscape ของ Deep Tech ในแต่ละภูมิภาค

อีกประเด็นหนึ่งที่หลายคนอยากทราบคือสถานการณ์ภาพรวมของการลงทุนสนับสนุน Deep Tech ในภูมิภาคที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก ซึ่ง Mr.Julien ได้นำเสนอภาพรวมที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ ยุโรป และจีน ดังนี้

  1. สหรัฐฯ มีการสนับสนุน Deep Tech หลากหลายอุตสาหกรรม แต่ที่โดดเด่นในช่วงนี้คือ Healthcare, Biotech, Electric Energy, Mobility และ Software ส่วนเทคโนโลยีที่มุ่งเน้นก็ได้แก่ AI, Biotech, SpaceTech (เทคโนโลยีอวกาศ), AR/VR และ Cybersecurity ด้านผู้สนับสนุนหลัก เป็นภาคเอกชนมากกว่ารัฐบาล
  2. ยุโรป เน้น Deep Tech หลากหลายอุตสาหกรรมเช่นกัน แต่ที่โดดเด่นคือภาคการเงิน แม้จะมีมูลค่าการลงทุนต่ำกว่าในสหรัฐฯ โดยเทคโนโลยีหลักที่เน้นคือ EnergyTech, Internet of Things, Biometric, AI และ Quantum Computing ส่วนการสนับสนุนหลักนั้นมาจากภาครัฐฯ และภาคการศึกษา
  3. จีน เป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีข้อมูลมหาศาลและกำลังเร่งสร้าง Core Technology เป็นจำนวนมาก สำหรับเทคโนโลยีที่เน้นคือ AI, Computer Chip, Autonomous System และ Blockchain ส่วนการสนับสนุน มาจากบรรดา Tech Giant สัญชาติจีน ได้แก่ Alibaba, Baidu และ Tencent

 

สุดท้ายนี้ Mr.Julien ได้ย้ำถึงแก่นของการนำ Deep Tech ไปใช้ว่า “Deep Tech ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยี แต่อยู่ที่ว่าคุณค้นหามันอย่างไร และนำไปใช้อย่างไร Deep Tech อาจจะยากหากต้องการนำไปใช้สร้างธุรกิจ แต่มันก็เป็นไปได้ อยู่ที่ว่าคุณอยากจะใช้มันแก้ปัญหาอะไร”

ทั้งหมดนี้คือเนื้อหาที่เกิดขึ้นจากงาน U.REKA ยกกำลังสอง ซึ่งต้องถือว่าเป็นการเปิดมุมมองและย้ำความสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันสนับสนุนการพัฒนา Deep Technology อย่างชัดเจนมากทีเดียว

ทั้งนี้ นักวิจัย อาจารย์ และนักศึกษาที่ต้องการพัฒนา Product and Service จาก Deep Tech สามารถร่วมโครงการ U.REKA ยกกำลังสอง เพื่อรับการสนับสนุนจาก Partner ทั้งภาคการศึกษาและภาคธุรกิจที่เข้มแข็งมากมาย โดยสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 3 พฤษภาคม ที่ u-reka.co