Digital Ventures

Back to blog

คน - หุ่นยนต์ ความสัมพันธ์ และการแทนที่: มุมมองจากทีม Pordeekum.ai

DIGITAL VENTURES July 08, 2019 6:08 PM

1,716

Digital Ventures เคยนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาแล้วอย่างหลากหลาย ทั้งในแง่มุมของการพัฒนานวัตกรรมไปจนถึงการใช้งานในภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจต่าง ๆ  ด้วยแนวโน้มการพัฒนาดังกล่าว ทำให้หลายฝ่ายแสดงความกังวลว่า AI จะเข้ามาทดแทนการใช้ทักษะบางอย่างของมนุษย์ จนอาจจะส่งผลต่อวิถีการดำเนินชีวิตของมนุษย์ได้ โดยเฉพาะในเรื่องของจิตใจที่ AI ก็ได้เริ่มเข้ามามีบทบาท ดังจะเห็นได้จากการพัฒนา AI เพื่อช่วยให้คำปรึกษาและเยียวยาจิตใจผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต ทำให้เกิดข้อสงสัยว่านวัตกรรม AI นี้ จะเข้ามาแทนที่ความสัมพันธ์ของคนได้หรือไม่ เพื่อคลายข้อสงสัย เราจึงชวน Pordeekum.AI หนึ่งใน U.REKA Finalist ที่มีความเชี่ยวชาญและสนใจเรื่องสุขภาพจิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องโรคซึมเศร้า มาพูดคุยกันในประเด็นดังกล่าว 

 

 

รูปแบบการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับหุ่นยนต์ ในปัจจุบัน

เป็นที่ทราบกันดีว่าในปัจจุบัน การพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มีความก้าวหน้ามาก  ทำให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งานได้ง่ายในรูปแบบที่หลากหลายและใกล้ตัวมากขึ้น สิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นหุ่นยนต์ในยุคนี้ ต่างจากหุ่นยนต์ในไม่กี่ปีก่อนแบบก้าวกระโดด ไม่ว่าจะในแง่ของรูปแบบการใช้งาน ความสามารถในการทำงาน และปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้งานกับหุ่นยนต์  โดยจะเห็นได้ชัดจากการที่หุ่นยนต์รูปแบบต่างๆ ในยุคปัจจุบัน มีการโต้ตอบกับผู้ใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพมากมากขึ้น ซึ่งทีม Pordeekum.ai ให้ความเห็นในฐานะผู้พัฒนา AI ว่า การพัฒนาที่ก้าวกระโดดนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากการพัฒนา software, algorithm หรือ hardware เท่านั้น  แต่ประเด็นสำคัญที่เอื้อให้เกิดการพัฒนาแบบ disruptive นี้ คือการเปิดใจยอมรับของผู้ใช้งาน

ด้วยเหตุนี้ จากที่ AI เคยเป็นเรื่องไกลตัว กลับกลายเป็นว่า AI กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในสินค้าและบริการที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม นับได้ว่ายุคนี้ ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และยังไม่ใช่ยุคอิ่มตัวของ AI  เพราะยังมีโอกาสและความท้าทายอีกมากมาย ที่รอให้ AI ถูกพัฒนามากยิ่งขึ้น ให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของมนุษย์ที่มีอยู่อย่างไม่จำกัดได้ รวมถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อย่างแชทบอทหรือระบบสนทนาโต้ตอบอัตโนมัติ ที่แม้ว่าผู้พัฒนาจะสามารถทำให้หุ่นยนต์สำหรับพูดคุยนี้ สามารถเข้าใจภาษาได้มากขึ้น แต่ก็ยังมีช่องโหว่ให้ต้องพัฒนาอีกมาก

 

แนวโน้มการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับหุ่นยนต์ ในอนาคต

จากทิศทางการพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่งของเทคโนโลยี AI นี้ ทีม Pordeekum.ai จึงมองว่า ในอนาคต นอกจาก AI จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์แล้ว แชทบอท ซึ่งเป็น AI ในรูปแบบหนึ่ง จะเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมากในชีวิตประจำวัน  ตัวอย่าง เช่น Home Assistant หรือหุ่นยนต์ที่ทำตามคำสั่งต่าง ๆ ของคน และ Conversation Agent หรือแชทบอทที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ก็เริ่มแสดงให้เห็นแล้วว่า AI เป็นเรื่องใกล้ตัว

ซึ่งนอกจากนวัตกรรมเหล่านี้ จะช่วยให้เราใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกมากขึ้นแล้ว นวัตกรรมด้าน AI ยังมีบทบาทรองรับสังคมผู้สูงอายุอีกด้วย ยิ่งหากผู้พัฒนานวัตกรรมด้าน AI ออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการให้ง่ายต่อการใช้งาน และคำนึงถึงข้อจำกัดจากธรรมชาติของวัยสูงอายุ เช่น ทำให้ผู้สูงอายุสามารถพูดคุยและสั่งงานหุ่นยนต์รูปแบบต่าง ๆ ได้ด้วยเสียง AI ก็จะยิ่งเป็น “ตัวช่วย” ในบ้านที่สำคัญในอนาคต

ในอีกแง่หนึ่ง หุ่นยนต์ได้ถูกนำมาใช้ให้สามารถช่วยเรื่องสุขภาพจิตได้ จากการที่บุคลากรด้านสุขภาพจิตมีอยู่อย่างจำกัด และไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้คนจำนวนมากที่มีปัญหาด้านนี้ ไม่สามารถเข้าถึงการให้บริการ การเข้ามาของหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ จะสามารถแก้ไขข้อจำกัดดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถูกพัฒนาให้อยู่ในรูปแบบ “แชทบอท” ที่เข้าถึงคนในวงกว้างได้ง่าย และผู้ใช้งานไม่ต้องเปิดเผยตัวตน ก็ยิ่งจะช่วยเอื้อให้คนได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงและทันท่วงที เนื่องจากไม่ต้องกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวอีกต่อไป ซึ่งเทคโนโลยีแชทบอทผู้ช่วยเหลือเรื่องอารมณ์นี้ เป็นสิ่งที่ Pordeekum.ai กำลังมุ่งมั่นพัฒนาอยู่ โดยทางทีมมีเป้าหมายที่จะพัฒนาแชทบอทที่เข้าใจ รับฟัง และช่วยปรับเปลี่ยนมุมมองและอารมณ์ของผู้ใช้งาน พร้อมเป็นเพื่อนพูดคุยตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งในต่างประเทศนั้น ก็ได้มีการพัฒนาแชทบอทด้านสุขภาพจิตและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง

 

ขอบเขตของหุ่นยนต์ในการปฏิสัมพันธ์กับคน

จากการที่หุ่นยนต์มีความฉลาด เข้าใจคน ไปจนถึงทำอะไรหลายอย่างแทนคนได้มากขึ้น  ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าหุ่นยนต์อาจเข้ามาทำหน้าที่ผู้ดูแลจิตใจแทนคนจริง ๆ แต่ในฐานะนักจิตวิทยา และนักพัฒนา AI ทีม Pordeekum.ai มองว่า ไม่ว่า AI จะถูกพัฒนาไปมากแค่ไหน แต่ AI ก็ไม่สามารถเข้ามาทดแทนบุคลากรด้านจิตเวชหรือด้านสุขภาพจิตได้ นอกจากนี้ ทีม Pordeekum.ai ยังได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า AI ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นให้มาทดแทนบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นด้านจิตเวชหรือด้านดื่นๆ  AI ไม่สามารถวินิจฉัย หรือรักษาเยียวยาความเจ็บป่วยได้ แต่หากพูดถึงหน้าที่ผู้ช่วยแล้ว AI นับว่าเป็นคำตอบที่น่าสนใจ เนื่องจากเราสามารถพัฒนา AI ให้ทำหน้าที่ช่วยป้องกันปัญหาที่มีอยู่ ไม่ให้มีความรุนแรงมากขึ้น ถือว่าเป็นผู้ช่วยบุคลากรเฉพาะทางด้านนี้ ให้เบาแรงลงไปได้

ทั้งนี้ ทางทีมยังชี้ให้เห็นถึง 2 ประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณาในการพัฒนา AI หรือ  หุ่นยนต์ที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคน ดังนี้

  • แชทบอทไม่สามารถแทนความสัมพันธ์จากคนได้ แม้ว่า AI จะสามารถพูดคุยโต้ตอบกับเราได้อย่างชาญฉลาดใกล้เคียงกับคนเพียงใด แต่มันก็ไม่สามารถแทนที่ความสัมพันธ์กับคนได้ แม้ว่าในอนาคตอันใกล้นี้ ประเทศไทยจะมีแชทบอทตัวช่วยเรื่องสุขภาพจิต แต่ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต ก็ยังจำเป็นที่จะต้องได้รับการดูแลจากบุคลากรด้านสุขภาพจิตที่เป็นคนจริง ๆ และถึงแม้จะมีแชทบอทเป็นเพื่อนคุยทุกที่ทุกเวลา แต่ความสัมพันธ์กับคนในโลกแห่งความเป็นจริง เป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญของชีวิตมนุษย์
  • ความเป็นส่วนตัวและความลับเป็นเรื่องสำคัญ ในการพัฒนาเทคโนโลยี AI และการให้บริการด้วย AI นั้น เกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลต่าง ๆ รวมไปถึงข้อมูลส่วนบุคคล ถือเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้พัฒนา ที่จะต้องปกป้องและดูแลข้อมูลเหล่านี้ให้ปลอดภัยอย่างเต็มความสามารถ

 

 

ศาสตร์และเทคโนโลยีที่ช่วยเสริมให้หุ่นยนต์มีปฏิสัมพันธ์กับคนได้ดีขึ้น

แม้เราจะรู้ว่าเทคโนโลยี AI กำลังได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่คำถามที่อยู่ในใจผู้คนก็คือคำถามที่ว่า AI จะถูกพัฒนาไปในทิศทางใด และประโยชน์ที่ได้จะเป็นอย่างไร เราจึงให้ Pordeekum.ai ยกตัวอย่างแนวคิดการพัฒนาแชทบอทของทีมเพื่อเป็นผู้ช่วยดูแลเรื่องสุขภาพจิตและภาวะอารมณ์เศร้า

Pordeekum.ai กล่าวว่าพวกเขากำลังพัฒนานวัตกรรมที่เรียกว่า Emotional Support Chatbot หรือเป็น แชทบอทที่สามารถรับรู้อารมณ์ความรู้สึก และเข้าใจผู้ใช้งานจากข้อความที่พิมพ์เข้ามา  โดยการพัฒนานี้จะใช้ Natural Language Processing เพื่อทำความเข้าใจภาษา ร่วมกับ Machine Learning เพื่อค้นหาอารมณ์ที่ซ่อนอยู่ในคำหรือประโยคนั้น โดยการพัฒนา model นี้ อ้างอิงจากทฤษฎีทางจิตวิทยา โดยเริ่มจากทฤษฎีเรื่องอารมณ์ ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาของทีมเลือกใช้ Circumplex Model of Emotion เป็นจุดเริ่มต้นในการวิเคราะห์อารมณ์และเลือกการตอบสนองที่เหมาะสม  เนื่องจากเป็นแนวคิดที่สามารถนำมาประยุกต์เข้ากับการทำงานของผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ในทีมได้ง่ายที่สุด

ความท้าทายของการพัฒนา Emotion Support Chatbot นี้ คือการทำให้ทั้งศาสตร์ด้านจิตวิทยาและศาสตร์ด้านเทคโนโลยีทำงานประสานกันอย่างลงตัว ทางนักจิตวิทยาต้องทำหน้าที่แปลงทฤษฎีทางจิตวิทยาให้อยู่ในรูปแบบที่นักพัฒนาด้าน AI หรือ developer  ของทีมสามารถเข้าใจและนำไปใช้ต่อได้ ในขณะที่ Developer เอง ก็ต้องระมัดระวังความผิดพลาดมากกว่าเดิม เนื่องจากเป็นการทำงานในเรื่องอารมณ์จิตใจ ที่ถือว่าเป็นเรื่องที่อ่อนไหว

นอกจากนี้ ในแง่ของการรักษาความลับและความปลอดภัยของข้อมูล ทาง Pordeekum.ai ยังมีการ Encrypt ข้อมูลทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลอัตลักษณ์ส่วนบุคคลและข้อความที่คุยกับระบบ ทั้งยังเก็บแยกจากกัน และทางทีมจะพัฒนา Algorithm ด้วยข้อมูลจากข้อความในแชทเท่านั้น ซึ่งข้อความที่ถูกแยกมาตั้งแต่ต้นจะไม่สามารถเชื่อมโยงไปถึงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการได้

 

จากประเด็นที่เป็นที่กังวลว่าหุ่นยนต์ หรือแชทบอท จะเข้ามาแทนความสัมพันธ์ของคนได้หรือไม่นั้น  จะเห็นได้ว่า แท้ที่จริงแล้ว AI จะเข้ามาเป็นผู้ช่วย หรือเสริมประสิทธิภาพของการทำงานมากกว่าที่จะเข้ามาทดแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของสุขภาพจิต ที่ไม่ว่า AI จะมีความฉลาดมากเพียงใด แต่ความสัมพันธ์กับคน ก็เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ที่จะเสริมสร้างความแข็งแรงทางอารมณ์ และช่วยเยียวยาปัญหาทางใจ ดังนั้น คำถามที่ว่า AI จะเข้าแทนที่ความสัมพันธ์ของคนได้หรือไม่นั้น คงมีคำตอบแล้วจาก Blog นี้

 

นอกจากเรื่องเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์แล้ว Digital Ventures ยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับเทคโนโลยีชั้นสูงและอุตสาหกรรมที่น่าสนใจในโลกยุคดิจิทัลมานำเสนอ สามารถติดตามอ่านได้ที่ Blog ของ Digital Ventures  ในโอกาสต่อไป