Digital Ventures

Back to blog

“Deep Tech Startup คือความจำเป็นของประเทศ” ฟังที่มาของ U.REKA ยกกำลังสอง

DIGITAL VENTURES April 04, 2019 6:27 PM

790

ในยุคที่การแข่งขันทางเศรษฐกิจยกระดับขึ้นไปสู่โลก Digital และ Deep Technology กำลังเข้ามามีบทบาทในภาคอุตสาหกรรมมากขึ้นเรื่อย ๆ ประเทศไทยเองก็จำเป็นต้องรับคลื่นการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งสิ่งที่ประเทศไทยควรทำคือสนับสนุนให้เกิดการใช้ Deep Technology ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ แต่ทั้งนี้ เราต้องยอมรับว่าประเทศไทยยังไม่มี Deep Technology มากพอให้เลือกใช้ได้ แล้วเราจะทำอย่างไรกับปัญหานี้ ไปรับฟังแนวทางการแก้ไขปัญหาตามวัตถุประสงค์ของ U.REKA โดยคุณอรพงศ์ เทียนเงิน SCB President และ Chairman of the Board ของ Digital Ventures

 

Deep Technology ก้าวหน้าไวเกินกว่าที่จินตนาการ

คุณอรพงศ์เริ่มต้นด้วยการชวนทุกคนตระหนักถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI ที่ปัจจุบันสามารถโต้ตอบกับคนเดินผ่านไปผ่านมาในสนามบินได้อย่างเป็นธรรมชาติ แม้ว่าจะสร้างความขบขันไม่น้อย แต่แท้จริงแล้วมันกลับเป็นสัญญาณที่บอกว่า ทุกวันนี้ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มีความใกล้เคียงมนุษย์มากขึ้น ในอนาคตเราอาจจะเห็นมันทำหน้าที่ใส่ชุดพยาบาล ใส่ชุดผู้ประกาศข่าว หรือแม้แต่พนักงานบริการอย่าง Call Center ซึ่งเป็นสิ่งที่เริ่มเกิดขึ้นแล้วที่สหรัฐอเมริกา

“ในระยะเวลาอันสั้น งานหลายๆ อย่างจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เทคโนโลยีทุกวันนี้มีความพร้อมแล้วที่จะทำให้งานที่เราเห็นทุกวันนี้ “หายไป”

ปัจจุบัน Digital Ventures มีหน่วยงานทั้งหมด 3 หน่วย ได้แก่ Corporate Venture Capital ที่ศึกษาและลงทุนในกองทุน และ Startup ด้านเทคโนโลยีทั่วโลก ทั้งยังมีอีกทีมที่เน้นการลงทุนที่ประเทศจีนโดยเฉพาะ ทีม Discovery Lab and Digital Products ซึ่งเป็นทีมพัฒนา เน้นการสร้าง Solution และนวัตกรรมใหม่ๆ ผ่าน​ Deep Technology ซึ่งผลงานที่ผ่านมา คือ B2P Platform ที่ร่วมมือกับ SCG โดยเป็น Platform สำหรับการจัดซื้อ Platform แรกของโลก และหน่วยที่ 3 คือ Accelerator ที่เน้นการบ่มเพาะ Startup เพื่อสนับสนุนนวัตกรรมใหม่ ซึ่งรวมถึงโครงการ U.REKA

 

ทำไมต้องริเริ่ม U.REKA ?

Digital Ventures เคยทำโปรแกรม Digital Ventures Accelerator (DVA) ซึ่งเป็น Accelerator ที่ประสบความสำเร็จไม่น้อย แต่จากสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ทำให้ยังไม่ตอบโจทย์เป้าหมายด้านการพัฒนานวัตกรรมในประเทศไทย จาก 3 ปัจจัย ได้แก่

  • Startup สาย Deep Tech ยังน้อยอยู่ คุณอรพงศ์กล่าวว่า Startup ไทยมีคุณภาพและความคิดสร้างสรรค์ไม่น้อย แต่ยังขาด Deep Technology ซึ่งเป็นปัจจัยหลักของความสำเร็จของ Startup ทำให้แวดวงเทคโนโลยีในไทยมีช่องว่างกว้างมากเมื่อเทียบกับต่างชาติที่มี Startup พัฒนาด้าน Deep Tech จำนวนมากกว่า
  • Startup คุณภาพวนเวียนอยู่กับ Accelerator ปัจจุบัน ประเทศไทยมีโปรแกรม Accelerator มากมาย และพบว่า Startup ที่เข้ามาก็เป็นรายเดิม ๆ Startup เหล่านี้ก็วนเวียนไปมาตามโปรแกรมต่าง ๆ พอได้รับเงินสนับสนุนก็จบไป ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ทุก Startup ที่จะบ่มเพาะ Deep Tech จึงไม่อาจตอบโจทย์การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
  • Business Model ทำซ้ำได้ง่าย เนื่องจาก Accelerator ที่ผ่านมาไม่เอื้อต่อการสนับสนุนการค้นหา Startup ด้าน Deep Tech จึงไม่มีแกนความรู้เชิงลึกที่นำไปสร้างเอกลักษณ์อันลอกเลียนได้ยากในธุรกิจของตน จึงถูกเลียนแบบและทำซ้ำได้ง่าย

 

คุณอรพงศ์ย้ำว่า การที่ไทยขาดการ Startup ด้าน Deep Tech ถือเป็นปัญหาใหญ่มาก ทุกวันนี้ บริษัทใหญ่อยากได้นวัตกรรมใหม่ๆ ก็มองหา Startup เนื่องจากมีทั้งความเชี่ยวชาญและรวดเร็ว แต่ในประเทศไทยยังขาด Startup ที่มีเทคโนโลยีชั้นสูงที่คุ้มค่าต่อการลงทุนมากพอในเวลานี้

การที่ไทยขาด Deep Tech Startup ไม่เพียงแต่ทำให้ภาคธุรกิจไทยเสียเปรียบ แต่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากในยุค Digital พรมแดนของการแข่งขันทางเศรษฐกิจได้หายไป ผู้ประกอบการที่แข็งแกร่งในดินแดนของตัวเองมีโอกาสเข้าแข่งขันและเป็นผู้นำในประเทศอื่น ๆ ได้เสมอ การที่ประเทศไทยถูกจัดอันดับ Digital Competitiveness ที่ลำดับ 39 จากทั้งหมด 63 ประเทศ จึงไม่เพียงพอต่อการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นในยุค Digital

 

 

จากเหตุดังกล่าว คุณอรพงศ์จึงคิดว่าต้องทำอย่างไร Startup ไทยถึงจะมีขีดความสามารถด้าน Deep Technology มากขึ้น จึงมองไปยังภาคที่เป็นจุดเริ่มของการวิจัยนั่นคือภาคการศึกษา โดยได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ ซึ่งเป็นที่มาของโปรแกรม U.REKA ที่ตัว U หมายถึง University นั่นเอง

คุณอรพงศ์ตระหนักดีว่า โลกทุกวันนี้เปลี่ยนไปเร็วมาก โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ ที่หมุนเร็วกว่าภาคการศึกษา จนอาจทำให้ความรู้ที่เรียนจากหลักสูตรเมื่อ 4-5 ปีที่แล้วใช้การไม่ได้อีกต่อไป จึงต้องนำมหาวิทยาลัยมาร่วมกับภาคธุรกิจ เพื่อให้ภาคการศึกษาปรับความเร็วทัดเทียมกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริง

 

ความสำเร็จของการสนับสนุน Deep Tech จาก U.REKA โครงการแรก

คุณอรพงศ์เล่าถึงความสำเร็จของ U.REKA โครงการแรกที่สร้างผลกระทบตั้งแต่ประกาศรับสมัครจนถึงขั้นตอนนี้ที่ได้กลุ่มนักวิจัยและอาจารย์ผู้ค้นคว้าด้าน Deep Tech มาเข้าในรอบ R&D Finalist

เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการรับสมัครที่ได้ผู้สมัครจำนวนเกินความคาดหมายถึง 65 ทีม นับเป็นการสร้างความตื่นตัวต่อแวดวงการศึกษาอย่างมาก หลังจากนั้น ก็ได้ดำเนินการคัดเลือกทีมที่น่าสนใจเข้ารอบ Bootcamp จำนวน 33 ทีม มาร่วมทำกิจกรรมและรับการความรู้จาก Partner ทั้งภาคธุรกิจและตัวแทนจากประเทศอิสราเอล (บทความสรุปเนื้อหาจาก Bootcamp U.REKA รุ่นแรก ได้แก่ ถอดบทเรียนจากความสำเร็จและการสร้าง “Startup Nation” ของอิสราเอล จากงาน U.REKA Open House & Ideation Bootcamp และ การปรับตัวของธุรกิจด้านค้าปลีก ท่องเที่ยว และการเงิน ในยุคที่ Disruptive Tech เข้ามาประชิดตัว)

หลังจากที่เสร็จสิ้นกระบวนการ Bootcamp ก็ได้คัดเลือก 11 ทีมมาร่วมบ่มเพาะในขั้น Incubation ซึ่งทั้ง 11 ทีม ได้รับการอบรมจาก Mentor และ Partner ตลอดระยะเวลา 6 เดือน พร้อมกับได้รับทุนสนับสนุนระหว่างที่ดำเนินการในขั้น Incubation

เมื่อครบ 6 เดือน โครงการก็ได้คัดเลือก R&D Finalist 5 ทีม ที่มีศักยภาพทั้งด้าน Deep Technology และด้านธุรกิจที่ตอบโจทย์การพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ โดยทั้ง 5 R&D Finalist จะได้รับเงินสนับสนุนทีมละเฉลี่ย 6 ล้านบาท พร้อมกับรับการสนับสนุนให้พัฒนา Deep Technology Product ของตัวเองเป็นเวลา 2 ปี

นอกจากทีมนักวิจัยจะได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสมแล้ว ทางภาคการศึกษาก็ได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงความรู้เชิงลึก บุกเบิกเทคโนโลยีใหม่ และได้บ่มเพาะบุคลากรด้านเทคโนโลยีมากขึ้น ส่วนภาคอุตสาหกรรมเองก็จะได้เข้าถึงงานวิจัย Deep Tech อันช่วยให้เพิ่มขีดการแข่งขันในธุรกิจเดิมและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ด้วย 

 

การสนับสนุนที่เพิ่มขึ้นใน U.REKA ยกกำลังสอง

จากประสบการณ์โครงการในรุ่นแรก จึงได้พยายามปรับปรุงรูปแบบการสนับสนุนของโครงการ U.REKA รุ่นที่ 2 ให้มีมาตรฐานที่ดียิ่งกว่าเดิม รวมถึงได้รับการสนับสนุนจาก Partner มากกว่าเดิม ทั้งมหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ ไปจนถึงองค์กรสนับสนุน Deep Tech ระดับนานาชาติ

เริ่มที่ภาคการศึกษา ในโครงการ U.REKA ยกกำลังสอง ได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัย 10 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าพระนครเหนือ, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, มหาวิทยาลัยมหิดล, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยขอนแก่น

ส่วน Partner ในปีนี้ก็มาจากหลากหลายอุตสาหกรรมมากกว่าเดิม ทั้งภาค Healthcare อย่างโรงพยาบาลสมิติเวช ภาคพลังงานอย่างบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) ภาค Logistics & Supply Chain อย่างบริษัทดับบลิวเอชเอ คอเปอเรชั่น จำกัด และภาคการเงินโดยธนาคารไทยพาณิชย์กับ Digital Ventures

นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนทรัพยากรด้านต่าง ๆ ทั้งเทคโนโลยีจาก Microsoft สถานที่จาก Knowledge Exchange และ อนันดา ด้านกฎหมายจาก Baker MckenZie กับ 360IP และการสนับสนุนเครือข่าย Deep Tech จาก Hello Tomorrow

นอกจากมี Partner ที่เพิ่มขึ้นแล้ว U.REKA ยังมีรูปแบบการสนับสนุนด้วยการให้องค์กรธุรกิจเป็นผู้สนับสนุนแก่ทีมนักวิจัยในรอบ R&D Finalist โดยตรง นักวิจัยจะได้รับโจทย์ที่เป็นปัญหาจริง ๆ ในภาคธุรกิจ และได้เข้าถึงการสนับสนุนทรัพยากรที่เหมาะสมกับอุตสาหกรรมนั้นที่สุด

 

ฟังประสบการณ์จากทีม R&D ของ U.REKA

หลังจากที่ได้ฟังคุณอรพงศ์พูดความเป็นมาของโครงการ U.REKA ไปแล้ว เพื่อให้เห็นภาพความร่วมมือที่เกิดขึ้นจาก U.REKA ชัดเจน เราจึงสรุปสิ่งที่ 5 R&D Finalist จากรุ่นที่ 1 พูดถึงสิ่งที่ได้รับจากโครงการ U.REKA รวมถึงการเตรียมตัวเพื่อผลักดันงานวิจัยให้สำเร็จด้วย

เริ่มที่ทีม PORDEEKUM.ai กล่าวว่าการเข้าร่วม U.REKA ช่วยสนับสนุนแนวคิดการทำงานแบบ IKIGAI ครบทุกด้าน ตั้งแต่การได้ทำงานที่ชอบ การทำงานอย่างมีรายได้ และการทำงานที่มีเป้าหมายเพื่อช่วยยกระดับสังคม

ทางด้าน QuTE เล่าว่า พวกเขาเป็นนักวิจัยเทคโนโลยี Quantum Computing ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ห่างไกลการทำผลกำไรในตอนนี้ แต่ก็ได้รับการสนับสนุนจาก U.REKA อย่างเต็มที่จึงกล่าวได้ว่าการร่วมมือกับภาคเอกชน ไม่ได้มีแต่เรื่องของผลกำไรเสมอไป

ด้านทีมวิจัย VDO QR เพื่องานวิจัยการตลาดและโฆษณาอย่าง TinyEpicBrains แสดงความเห็นว่า การทำงานไม่เพียงรวบรวมคนที่มุ่งมั่นในระดับเดียวกันแล้ว ยังต้องมีความรู้จากต่างสาขาเพื่อผสานกันให้งานสำเร็จ แต่ทั้งนี้ ก็ควรยืดหยุ่นเพื่อให้ปรับ Deep Technology ของเราเข้าหาธุรกิจได้

ทีม Perception กล่าวว่า นักวิจัยน่าจะมี Passion ในการผลักดันงานวิจัยอยู่แล้ว โครงการ U.REKA จะช่วยให้นักวิจัยผลักดันงานออกสู่สังคมได้ แต่ในการผลักดันนักวิจัยต้องเชื่อมั่นในงานของตัวเองแล้ว Partner ต่าง ๆ จะคอยหนุนให้ออกมาเป็นผลสำเร็จ

ปิดท้ายด้วยทีม Easy Rice แสดงความประทับใจว่าการเข้าโครงการ U.REKA ทำให้พวกเขาได้รับการสนับสนุนครบทุกด้านจนสามารถนำแนวคิดจากงานวิจัย Deep Technology มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ได้สำเร็จ ทั้งยังมีการสนับสนุนด้านกฎหมายสิทธิบัตร ซึ่งสำคัญมากสำหรับงานวิจัยเทคโนโลยีชั้นสูง

หวังว่าทุกท่านจะเข้าใจถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องบ่มเพาะ Deep Tech Startup และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือในปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ U.REKA ยกกำลังสอง กำลังเปิดรับสมัครกลุ่มนักวิจัยที่กำลังพัฒนา Deep Technology 6 สาขา ได้แก่ AI กับ Machine Learning, Big Data, Cloud & Security, AR/VR, Quantum Computing มาใช้ในภาคอุตสาหกรรมหลักของประเทศไทย 

ผู้ที่สนใจสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 3 พฤษภาคม 2562 และสามารถเข้าชมรายละเอียดการสมัครเพิ่มเติมได้ที่ u-reka.co