Digital Ventures

Back to blog

โทรศัพท์แอบดักฟังเราจริงหรือ

DIGITAL VENTURES X JITSUPA CHIN May 28, 2019 5:14 PM

3,766

เมื่อสักหนึ่งเดือนก่อน ฉันกับคนใกล้ตัวคุยกันเรื่องการลดน้ำหนักด้วยวิธี intermitten fasting หรือการอดอาหารในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งเป็นการนั่งคุยกันตัวต่อตัวไม่ได้ผ่านการส่งข้อความหากันแม้แต่สักตัวอักษร ฉันลงมือค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมบนอินเทอร์เน็ตเพื่อตัดสินใจว่าเป็นวิธีที่น่าสนใจแค่ไหน มีประโยชน์และโทษอย่างไร ด้วยการนั่งอ่านบทความเรื่อยเปื่อย คลิกจากลิงค์หนึ่งไปอีกลิงค์หนึ่ง ขณะที่เขาทำหน้าที่ผู้ฟังที่ดี พยักหน้าตามจังหวะที่ควรพยักหน้า ทวนคำพูดของฉันบ้างบางครั้งเพื่อให้พอรู้ว่าเขายังเจียดสมาธิส่วนหนึ่งมาฟังอยู่ แต่ก็ลืมเรื่องนี้ไปจากสมองทันทีที่ฉันเปลี่ยนไปคุยว่ามื้อเย็นจะกินอะไรกันดี  ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจไม่ใช่น้อย ที่เขาผู้ซึ่งไม่เคยได้ยินคำว่า intermitten fasting มาก่อนในชีวิต และไม่เคยให้ความสนใจใด ๆ กับการลดน้ำหนักแม้แต่ขีดเดียว จู่ๆ ก็ได้มาเห็นโฆษณาวิธีการลดน้ำหนักแบบเดียวกันนี้แผ่หราอยู่บนหน้าฟีดโซเชียลมีเดียของตัวเองไม่นานหลังจากนั้น

นี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนจำนวนไม่น้อยทั่วโลก บางคนนั่งล้อมวงคุยกับเพื่อนเพื่อวางแผนว่าปิดเทอมจะไปเที่ยวบาหลี เพียงเพื่อจะหยิบโทรศัพท์มือถือมาเล่นก่อนเข้านอนคืนนั้นและเห็นโฆษณารีสอร์ทน่าพักในบาหลีพร้อมให้คลิกจองได้ทันที หรือใครสักคนอาจจะบ่นว่าเครื่องดูดฝุ่นที่บ้านเริ่มเก่าแล้วอยากได้เครื่องใหม่ การจะได้เห็นโฆษณาเครื่องดูดฝุ่นรุ่นใหม่เอี่ยมน่าซื้อนอนรออยู่ในฟซบุ๊กก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ทำให้หลายคนลุกขึ้นตั้งคำถาม ตั้งกระทู้ เพื่อพูดคุยถกเถียงกันว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่โทรศัพท์ของเราจะดักฟังเรา เพราะไม่เช่นนั้นมันจะรู้ได้อย่างไรว่าเรากำลังสนใจอะไร หรือดึงเอาบางส่วนของบทสนทนามาคัดโฆษณาที่ตรงใจให้เราได้เป๊ะๆ จะว่าบังเอิญก็ดูจะเหลือเชื่อไปเสียหน่อย

 

 

เรื่องนี้อาจจะพอมีคำอธิบายอยู่ค่ะ 

ผู้เชี่ยวชาญให้เหตุผลว่าการที่เราเห็นโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรากำลังสนใจหรือเพิ่งจะพูดถึงไปแหม็บๆ นั้น แม้ว่าจะทำให้เรารู้สึกมั่นใจว่าโทรศัพท์ของเราจะต้องดักฟังเราแน่ๆ แต่อันที่จริงเบื้องหลังก็คือการที่บริษัทเทคโนโลยีและบริษัททำการตลาดทั้งหลายได้รวบรวบข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลพฤติกรรมของเราไปเป็นจำนวนมหาศาล ดังนั้นไม่จำเป็นต้องดักฟัง อัลกอริทึมก็สามารถคาดการณ์ได้ว่าคนอย่างเรา ที่มีไลฟ์สไตล์แบบนี้ ที่ท่องเว็บแบบนี้ ซื้อของแบบนี้ โพสต์สถานะแบบนี้ หรืออะไรต่างๆ ที่เราทำออนไลน์ คนอย่างเราเนี่ย “น่าจะ” สนใจสินค้าและบริการแบบไหน  ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดขึ้นนะคะ ข้อมูลที่รวบรวมมาทั้งหลายเหล่านี้สามารถคาดการณ์ได้ว่า คนที่เสิร์ชหาข้อมูลเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยและข้อมูลเกี่ยวกับการท่องเที่ยวพักผ่อนมีแนวโน้มที่จะมีลูกภายใน 9 เดือนหลังจากนั้น เพราะฉะนั้นถ้าหากนักโฆษณาเห็นว่าใครสักคนหนึ่งเสิร์ชหาข้อมูลสองอย่างนี้ตรงตามแพทเทิร์นเป๊ะ ก็เป็นสัญญาณที่ดีว่าสามารถเริ่มยิงโฆษณาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กให้พวกเขาได้แล้ว 

หรืออีกสักตัวอย่าง ข้อมูลที่บริษัทต่างๆ ถืออยู่ในมืออาจจะระบุว่าคนที่เข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์เพื่อหาสถานที่เที่ยวช่วงวันหยุดมีแนวโน้มที่จะเสิร์ชหาวิธีลดน้ำหนักหลังจากนั้น ซึ่งก็พอจะเข้าใจได้ เพราะคนเรามักจะตามใจปาก กินเยอะกว่าปกติเวลาที่เราอยู่ในช่วงพักผ่อนไปเที่ยวต่างสถานที่ ดังนั้นบริษัทก็อาจจะเริ่มยิงโฆษณายาลดน้ำหนักให้ทันทีหลังจากเห็นว่าใครสักคนเสิร์ชหาที่เที่ยวช่วงปีใหม่ เป็นต้น 

คล้ายกับกรณีที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ที่ห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่งส่งคูปองผลิตภัณฑ์สำหรับแม่และเด็กไปยังบ้านของเด็กสาววัยสิบหกคนหนึ่ง ทำให้ผู้เป็นพ่อควันออกหูและออกมาเรียกร้องให้ทางห้างรับผิดชอบต่อข้อมูลที่ผิดพลาดที่กล่าวหาว่าลูกของเขาท้อง หลายๆ คนอาจจะพอเดาตอนจบกันได้ ไม่นานหลังจากนั้นลูกสาวก็ยอมสารภาพว่าเธอกำลังตั้งท้องจริงๆ จึงเป็นเรื่องที่ฮือฮากันว่าเป็นไปได้อย่างไรที่บริษัทจะรู้ข้อมูลที่แสนจะเป็นส่วนตัวเช่นนี้ก่อนที่คนภายในครอบครัวจะรู้เสียอีก ซึ่งห้างไม่ได้แอบดักฟังบทสนทนา แต่ระบบคอมพิวเตอร์ของห้างประมวลผลได้ว่าจากลักษณะการซื้อของของลูกค้าคนนี้ มีความเป็นไปได้สูงว่าลูกค้ากำลังตั้งท้อง ก็เลยทำตามขั้นตอนที่ควรทำคือการส่งคูปองผลิตภัณฑ์แม่และเด็กมาให้นั่นเอง

 

 

ดังนั้น 2 เหตุผลหลักๆ ที่เป็นไปได้ที่ทำให้เราได้เห็นโฆษณาเกี่ยวกับสิ่งที่เราเพิ่งจะพูดถึงไปอยู่หยกๆ ก็คือ 

1. ตามหลักจิตวิทยา เรามักจะโฟกัสไปที่โฆษณาที่มีความเกี่ยวข้องกับตัวเราเป็นพิเศษ เช่น ก่อนหน้านี้เราอาจจะไม่เคยรู้จักการลดน้ำหนักแบบ fasting มาก่อน ต่อให้เราเคยเห็นโฆษณาเราก็จะมองผ่านมันไปแบบไม่เก็บมาประมวลผลในสมองแม้แต่นิดเดียว แต่ทันทีที่เรารู้จักมันแล้ว เมื่อได้เห็นอีกครั้งมันก็จะเด่นชัดขึ้นราวกับเราเพิ่งจะได้เห็นมันเป็นครั้งแรก และท่ามกลางโฆษณาอีกหลายสินชิ้นที่เราได้เห็นในวันเดียวกัน โฆษณานี้จะโดดเด่นเด้งดึ๋งออกมามากที่สุด หลักการนี้ก็คงคล้ายๆ กับการดูดวง คนที่ไม่เชื่อเรื่องการดูดวงก็จะบอกว่าหมอดูก็พูดไปเรื่อยเปื่อย มันต้องมีสักเรื่องที่ตรงแหละ แล้วเราก็จะเลือกจำแต่เรื่องที่ตรงและคิดว่าหมอดูแม่นมาก ในขณะที่เรื่องที่เหลือที่ห่างไกลกับความเป็นจริงก็ไม่ถูกสมองของเราดึงมาเก็บเอาไว้ในเมโมรี่ 

2. มาจากรอยเท้าทางดิจิทัลที่เราทิ้งไว้ตามที่ต่างๆ เช่นประวัติการเยี่ยมชมเว็บ อย่างที่บอกไปข้างต้น ท้ายที่สุด สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในเรื่องนี้ไม่ใช่การที่เราสงสัยว่าโทรศัพท์ของเรากำลังดักฟังเราอยู่ แต่กลับกลายเป็นความจริงที่ว่า โทรศัพท์ของเรา “ไม่ต้อง” ดักฟังเราก็ได้ แค่ข้อมูลที่เราใส่เข้าไปในโลกดิจิทัลทุกวันนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้นักการตลาดทั้งหลายรู้จักเราเป็นอย่างดีเหมือนเข้ามานั่งในใจเรา โดยที่ไม่มีความจำเป็นต้องเปิดไมโครโฟนเพื่อดักฟังเลย 

 

ทั้งนี้ทั้งนั้น นี่ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนความจริงที่ว่าทุกวันนี้ไมโครโฟนของโทรศัพท์มือถือของเราถูกเปิดเอาไว้ให้ฟังเสียงเราอยู่แทบจะตลอดเวลานะคะ เพราะความเป็นจริงมันก็เป็นอย่างนั้น มีแอปฯ จำนวนไม่น้อยที่เรียกร้องให้เราเปิดไมโครโฟนเพื่อความสะดวกของผู้ใช้งานอย่างเรา ซึ่งถ้าหากเราไม่สบายใจเราก็สามารถไล่ปิดไมโครโฟนทิ้งไปทั้งหมดได้ และจำกัดการนำเข้าข้อมูลส่วนตัวของเราไปสู่โลกอินเทอร์เน็ตให้เหลือน้อยที่สุด แต่ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน ในที่สุดสักวันหนึ่งเราก็อาจจะพบว่าเราพากันไปถึงจุดที่เรายินยอมแลกข้อมูลส่วนตัวในซอกหลืบที่ลึกที่สุดของชีวิตเพื่อให้ได้มาซึ่งความสะดวกสบายเพิ่มมากขึ้นก็ได้