Digital Ventures

Back to blog

5 ปัจจัยสนับสนุน Fintech จีนจากการเงินสู่บริการด้วยเทคโนโลยีเต็มรูปแบบ

DIGITAL VENTURES June 14, 2019 1:30 PM

649

Digital Ventures ได้ติดตามความเคลื่อนไหวในวงการ Fintech ของจีนอย่างต่อเนื่อง และพบว่าในปี 2019 นี้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ Fintech กลับมาคึกคักอีกครั้ง เนื่องจากการนำเทคโนโลยีชั้นสูงและเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาปรับใช้ ไม่ว่าจะเป็น AI, Blockchain รวมถึง 5G ด้วย แต่เมื่อเราสำรวจลึกลงไป ก็พบว่านอกเหนือจากเทคโนโลยีแล้ว ภาคธุรกิจและภาครัฐของจีนได้ร่วมสร้างความเคลื่อนไหวที่สำคัญ โดยมีเป้าหมายพาจีนไปสู่การเป็น International Fintech Hub เราจึงนำประเด็นทั้งหมดมารวบรวมและชี้ให้เห็น ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเติบโตของ Fintech ในประเทศจีนนับตั้งแต่ปี 2019 โดยแบ่งออกเป็น 5 ประเด็น ดังนี้

อ่านบทความแนะนำเรื่อง Fintech ในประเทศจีนโดย Digital Ventures

รู้จัก “WealthTech” อีกหนึ่งสาขาของ FinTech ที่น่าจับตามอง ผ่านกลยุทธ์การพัฒนาด้านการเงินของ “ประเทศจีน”

รู้จัก Peer-to-Peer Lending in China ระบบกู้ยืมในประเทศที่ประชากรมากที่สุดในโลก

Tech Scene in China เจาะลึกภาพรวมการพัฒนาด้านเทคโนโลยีของจีน

 

 

1. เปลี่ยนคุณค่าตั้งต้นจาก Fin(ance) เป็น Tech(nology)

หากพูดถึงการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลของภาคการเงินในภูมิภาคอื่นรวมถึงประเทศไทย มักเกิดจากทางฝั่งผู้ให้บริการทางการเงินเป็นผู้ริเริ่มพัฒนา Digital Service Platform เพื่อเป็นทางเลือก จนขยายฐานผู้ใช้ไปตามเวลา แต่ในประเทศจีน Fintech ไม่ได้ถูกจุดกระแสโดยภาคบริการทางการเงิน แต่มาจากการพัฒนา Digital Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลโดย Internet Company ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น Alipay โดย Ant Financial บริษัทการเงินในเครือ Alibaba และ WeChat Pay ที่พัฒนาโดย Tencent

การมี Infrastructure ที่พร้อมทำให้ประชาชนหันมาใช้งานในระบบมากขึ้น ยิ่งทำให้บริการทางการเงินทั้งหลายถูกยกระดับด้วยเทคโนโลยีซึ่งมีประโยชน์และสามารถพัฒนานวัตกรรมได้มากกว่าในระบบการเงิน สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ Fintech ของจีนหันมาใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อต่อยอดบริการ มากกว่าการตั้งต้นด้วยบริการทางการเงิน เช่น Peer-to-Peer Lending หรือระบบกู้ยืมเงินระหว่างรายย่อย ก็เกิดจากการใช้เทคโนโลยีเครือข่ายอย่าง Internet และเทคโนโลยีประมวลผลระดับสูงอย่าง AI คอยจับคู่อย่างเหมาะสม อีกทั้งเครือข่ายตัวนี้ยังสามารถพัฒนาไปใช้ Blockchain ซึ่งมีความปลอดภัย แม่นยำ และรวดเร็วกว่าเดิมได้

 

2. การเข้ามาของ 5G จะพลิกโฉม Financial Service

เราทราบกันดีว่า 5G เป็นเทคโนโลยีด้านการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพสูง โดย 5G จะมีส่วนเป็นตัวปลดล็อกเทคโนโลยีจำนวนมาก เช่น Internet of Things, Real-Time Augmented Reality/Mix Reality Communication  รวมถึงรูปแบบการใช้งาน Financial Service ที่จะเปลี่ยนไปด้วยเทคโนโลยีเหล่านี้

เทคโนโลยี 5G จะเข้ามาสร้างรูปแบบของบริการทางการเงินใหม่ๆ ด้วยประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ที่ปลดล็อกขึ้นมา เช่น การเก็บ Data ที่ละเอียดขึ้นจาก Internet of Things ทำให้ธนาคารเสนอผลิตภัณฑ์ที่ละเอียดยิ่งขึ้นและรับความเสี่ยงน้อยลง แต่ที่สำคัญคือเมื่อ 5G กลายเป็น Infrastructure จะทำให้ Financial Service บนโลกดิจิทัลเกิดขึ้นได้ “ทุกที่ทุกเวลา” อย่างแท้จริง

 

3. ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่เร่งโต Fintech ด้วยการแข่งขันพร้อมกับร่วมมือ

ธนาคารพาณิชย์จีนตระหนักถึงความสำคัญของการต้องพัฒนา Fintech มากขึ้น โดยแนวทางการพัฒนาที่พวกเขาเลือกมีอยู่ 2 ทาง ได้แก่ การเปิด Tech Company เป็นบริษัทในเครือ ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าการตั้งแผนกเทคโนโลยีในบริษัทแม่ อีกทั้งยังมีความคล่องตัวมากกว่า รวมทั้งขยายความร่วมมือไปยัง Tech Company ในจีนโดยสนับสนุนด้าน Data และ Resource ขณะที่ Tech Company ก็จะเข้ามาสร้าง Digital Infrastructure หรือ Application ให้

การที่ธนาคารพาณิชย์จีนดำเนินการทั้งตั้ง Tech Company ในเครือ ทำให้เกิดการแข่งขันในแวดวง Fintech ของจีนซึ่งยังมีช่องว่างให้เติบโตไม่น้อยจากจำนวนสัดส่วนผู้ใช้งานที่ยังไม่เข้าสู่ออนไลน์เป็นจำนวนหลักร้อยล้านคน ส่วนการจับมือกับ Tech Company ด้วยการสนับสนุน Data และ Resource ก็เป็นการส่งเสริมบริษัทเหล่านี้โดยตรง

 

4. ตลาดขนาดใหญ่ บุคลากรจึงยังเป็นที่ต้องการ

แม้จะมีผู้ใช้งาน Internet หลักร้อยล้านคน แต่จีนยังมีประชากรมากกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ หรือราว 500-600 ล้านคนจากรายงานของสำนักข่าวซินหัว ที่ยังเข้าไม่ถึง Internet ซึ่งรวมถึง E-Commernce และ Financial Service ด้วย ดังนั้น Fintech ในจีนจึงยังมีโอกาสอีกมากจากตลาดขนาดใหญ่ที่เหลืออยู่นี้

ภาพดังกล่าวสะท้อนผ่านความต้องการบุคลากรในอุตสาหกรรม Financial Technology โดยบทวิเคราะห์ของ He Fei นักวิจัยด้านการเงินและธนาคารของจีนเมื่อต้นปี 2019 ระบุว่า บุคลากรระดับสูงด้าน Fintech ของจีนมีรายได้ระหว่าง 500,000-2,000,000 หยวนต่อปี หรือประมาณ 1,500,000-10,000,000 บาทต่อปี โดยทักษะที่ต้องการมี 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม Fintech Technical Expert ที่เข้าใจตลาด และกลุ่ม Strategist และ Architecture ผู้ออกแบบระบบ

 

5. Regulation ใหม่และ Think Tank เพื่อการเติบโตระยะยาว

นอกเหนือจากปัจจัยด้านเทคโนโลยีและธุรกิจแล้ว Fintech ยังได้รับการดูแลจากภาครัฐซึ่งดำเนินการผ่าน 2 แนวทางด้วยกัน ได้แก่ การกำหนดมาตรการควบคุม และการเป็นเจ้าภาพสนับสนุนความรู้ในพื้นที่สำคัญต่าง ๆ

ในส่วนของมาตรการ หลังจากที่จีนปล่อยให้มีการทดลองธุรกิจและผลิตภัณฑ์ใหม่จาก Fintech กันมานาน ล่าสุดธนาคารกลางของจีนก็ประกาศจะเข้ามาควบคุมด้วยการเร่งนำเสนอมาตรการเพื่อควบคุมการดำเนินกิจการของบรรดาบริษัทเทคโนโลยีการเงินที่ทำธุรกิจข้าม Sector และบรรดา Internet Giant ทั้งหลาย โดยมีเป้าหมายให้มาตรการนี้พร้อมสำหรับการสนับสนุนอุตสาหกรรม Fintech ในระยะยาวอย่างมั่นคง

อีกส่วนหนึ่งคือสนับสนุนการเปิด Think Tank ในพื้นที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะในเมืองที่เป็น Hub สำคัญ เช่นในปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ พร้อมกับเน้นที่บางสาขาก่อน เช่น องค์กรภาคการเงินอินเทอร์เน็ตแห่งชาติ ซึ่งก่อตั้งในปี 2016 คณะกรรมการ Fintech โดยธนาคารกลางของจีน เมื่อปี 2017 และคณะวิจัย Fintech โดยมหาวิทยาลัยชิงเต่าในปี 2017

 

 

ไทยเรียนรู้อะไรจากการพัฒนา Fintech ของจีนได้บ้าง?

จากทั้งหมดที่เราได้กล่าวมา จะเห็นว่านอกจากตลาดขนาดใหญ่ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่เด่นชัดแล้ว แนวคิดของภาคธุรกิจและภาครัฐก็มีส่วนสำคัญที่ช่วยให้ Fintech ของจีนก้าวหน้าไปมาก โดยภาคธุรกิจจีนมอง Fintech ว่ามีเทคโนโลยีเป็นตัวตั้ง ทำให้เห็นโอกาสเกิดผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายกว่าการมองโดยยึดผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ส่วนภาครัฐก็เริ่มเข้ามามีบทบาทโดยมองระยะยาว พร้อมกับสนับสนุนฐานความรู้อย่างจริงจังทำให้การสร้างนวัตกรรมเป็นไปอย่างแข็งแรง

ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีการเงินของจีนที่ต้องบอกว่าน่าสนใจและเป็นแนวทางที่ไทยสามารถนำมาปรับใช้เพื่อส่งเสริมการเติบโตอย่างเหมาะสมได้ ทั้งนี้ Digital Ventures ยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับแวดวง Fintech ในทั่วโลกมานำเสนอกันอีก อย่าพลาดติดตามกัน

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก xinhuanet.com, chinabanknews.com และ asiabankingandfinance.net