Digital Ventures

Back to blog

ป่วยเป็นอะไร ดูได้จากภาษาที่ใช้บนเฟซบุ๊ก

DIGITAL VENTURES X JITSUPA CHIN July 12, 2019 1:46 PM

1,820

  จนถึงวันนี้หากจะบอกว่าเฟซบุ๊กรู้จักตัวตน นิสัย สิ่งที่ชอบ สิ่งที่ไม่ชอบ ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างของเราทั้งหมดก็น่าจะไม่ใช่เรื่องประหลาดใจอะไรอีกต่อไปแล้ บ่อยครั้งที่มันล่วงรู้เยอะเกินกว่าที่เราเคยป้อนข้อมูลเข้าไปให้มันด้วยซ้ำ 

 

            ล่าสุด จู่ๆ ก็มีโฆษณาซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือในญี่ปุ่นโผล่ขึ้นมาบนไทม์ไลน์ของฉันซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรสักเท่าไหร่เพราะคนไทยก็ไปญี่ปุ่นกันถี่ราวกับคนกรุงเทพขับรถไปพัทยาอยู่แล้ว เว้นแต่คำโฆษณาที่เห็นทำให้ฉันรู้สึกราวกับว่าผู้หญิงในชุดกิโมโนสีหน้ายิ้มแย้มนั้นคนนั้นทะลุออกมาจากจอแล้วชี้หน้าฉันพร้อมกับพูดว่า “จะไปญี่ปุ่นสัปดาห์หน้า มีซิมการ์ดแล้วหรือยัง!”  

 

            กระนั้นฉันก็ยังไม่ติดใจสงสัยมันสักเท่าไหร่ ก็เป็นไปได้ว่าเฟซบุ๊กอาจจะได้ข้อมูลจากฉันไปตอนที่ฉันส่งข้อความบอกเพื่อนๆ ว่าฉันกำลังจะเดินทางไปญี่ปุ่นสัปดาห์หน้าก็ได้ แต่นี่ก็แสดงให้เห็นว่าเรา “บอก” ข้อมูลให้กับโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มนี้มากขนาดไหน ขนาดพ่อแม่ฉันยังจำไม่ได้เลยว่าฉันกำลังจะไปญี่ปุ่น 

 

            ดังนั้นถ้าหากจะบอกว่าตอนนี้เฟซบุ๊กไปไกลอีกขั้น คือสามารถที่จะทำได้แม้แต่การ “วินิจฉัย” และ “คาดการณ์” โรคหรืออาการป่วยไข้ของผู้ใช้อย่างเราๆ ได้แล้ว ก็คงจะไม่มีใครข้องใจใช่ไหมคะ 

 

 

            

            งานวิจัยจาก University of Pennsylvania และ Stony Brook University ที่วิเคราะห์ประวัติการโพสต์ข้อมูลบนเฟซบุ๊กของผู้ป่วยทั้งหมด 999 คน รวมทั้งสิ้น 20 ล้านคำ พบสิ่งที่น่าสนใจมาก และอาจจะมีบทบาทในการเปลี่ยนรูปแบบการดูแลสุขภาพของเราได้ในอนาคต 

           

            นักวิจัยสร้างโมเดลในการวิเคราะห์ขึ้นมา 3 รูปแบบเพื่อใช้ในการคาดการณ์อาการทางสุขภาพจากทั้งหมด 21 หมวดหมู่ โมเดลหนึ่งทำหน้าที่วิเคราะห์ภาษาที่ผู้ป่วยใช้ในการโพสต์เฟซบุ๊ก อีกโมเดลหนึ่งใช้ข้อมูลเชิงประชากรศาสตร์ อย่างเช่น อายุ และเพศ และโมเดลสุดท้ายรวมสองโมเดลแรกเข้าด้วยกันและประมวลผลออกมา 

 

            เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลแล้วก็พบว่ ทั้ง 21 หมวดหมู่อาการที่ถูกรวมเข้ามาอยู่ในการทำวิจัยครั้งนี้ล้วนสามารถคาดการณ์ได้ด้วยการดูจากโพสต์เฟซบุ๊กล้วนๆ แถมยังคาดการณ์ได้แม่นยำด้วย 

 

            ยกตัวอย่างให้เห็นชัดขึ้นก็คือ คำบางคำที่เราใช้โพสต์บนเฟซบุ๊กสามารถถูกหยิบมาเพื่อคาดการณ์ได้ว่าเจ้าของโพสต์น่าจะเป็นโรคอะไร นักวิจัยพบว่า คำว่า “drink” และ “bottle” สามารถนำไปสู่การคาดการณ์ได้ว่าเจ้าของโพสต์มีปัญหาเรื่องการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป 

 

            ฟังดูอาจจะรู้สึกว่า ก็ใช่สิ มันก็เห็นชัดอยู่แล้วนี่นา คำว่า ดื่ม กับคำว่า ขวด มันก็เกี่ยวข้องโดยตรงกับการดื่มแอลกอฮอล์อยู่แล้ว ไม่เห็นจะต้องเอาข้อมูลมาวิเคราะห์อะไรให้ยุ่งยาก แต่ความเกี่ยวข้องที่ไม่ชัดโต้งขนาดนี้ก็มีเหมือนกันค่ะ ยกตัวอย่างเช่น การวิจัยนี้พบว่าการใช้ภาษาที่มีความเกี่ยวข้องกับศาสนา อย่างคำว่า “พระเจ้า” หรือ “สวดมนต์” มีแนวโน้มว่าเจ้าของโพสต์นั้นอาจจะเป็นโรคเบาหวานมากกว่าคนที่โพสต์สองคำนี้น้อยกว่าถึง 15 เท่า 

 

            โอเค...พอลองมาคิดดู ความเกี่ยวโยงอาจจะไม่ชัดเท่ากับคำว่าดื่มและอาการติดแอลกอฮอล์ อาจจะพอโยงเข้าหากันได้ว่าคนที่อยู่ในภาวะเจ็บป่วยก็น่าจะมีแนวโน้มที่จะสวดมนต์ขอพรเพื่อให้สุขภาพของตัวเองดีขึ้น แต่ก็น่าทึ่งอยู่ดีที่ข้อมูลจากโพสต์เฟซบุ๊กสามารถจับคู่การวิงวอนต่อพระเจ้าและจำเพาะเจาะจงไปที่โรคเบาหวานได้ 

 

            คำในเชิงลบหรือคำที่แสดงความเป็นปรปักษ์ต่อผู้อื่น อย่างเช่นคำว่า “dumb” และคำสบถสาบานทั้งหลาย ก็ถูกนำมาคาดการณ์ได้เหมือนกัน นักวิจัยโยงการก่นด่าเหล่านี้เข้ากับภาวะการใช้ยาเสพติดและอาการป่วยทางจิต 

 

            หนึ่งในทีมนักวิจัยเล่าให้ฟังว่าภาษาบนโลกดิจิทัลของเราสามารถถ่ายทอดบางแง่มุมในการใช้ชีวิตของเจ้าของภาษาได้เป็นอย่างดี และมันเป็นคนละแง่มุมกับที่เราจะได้จากการเก็บข้อมูลทางการแพทย์ด้วยวิธีแบบดั้งเดิมด้วยภาษาช่วยส่องสะท้อนให้เราเห็นถึงสุขภาวะของคนๆ นั้นได้ชัดขึ้น อย่างการใช้ภาษาในเวลาที่เราซึมเศร้า หรือภาษาที่เราใช้เพื่อถ่ายทอดความทุกข์ทรมานของการต้องต่อสู้กับโรคมะเร็ง 

 

            ลองคิดดูว่าทุกวันนี้เราถ่ายทอดทุกตัวตนและทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้นในแต่ละวันลงไปบนเฟซบุ๊ก การที่เรามีเครื่องมืออย่างสมาร์ทโฟนติดตัวตลอดเวลาทำให้เราบันทึกมันได้อย่างละเอียดถี่ยิบยิ่งกว่าการเขียนไดอารีในสมัยก่อนที่ต้องรอให้เรากลับถึงบ้านก่อนจึงจะเปิดลิ้นชัก หยิบสมุดไดอารีออกมา และเริ่มจรดปากกาได้ เราอาจจะไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าความต้องการในการสื่อสารทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเพื่อนบนโซเชียลมีเดีย ทำให้เราบันทึกข้อมูลด้านสุขภาพของตัวเองลงไปอย่างละเอียด และข้อมูลเหล่านั้นก็สามารถถูกหยิบมาวิเคราะห์เพื่อหาความผิดปกติของเราได้ ไม่ว่าจะเป็นการเป็นโรคเบาหวาน ไปจนถึงอาการทางจิต อย่างอาการกระสับกระส่ายหรือซึมเศร้า 

 

            การวิจัยครั้งนี้ในที่สุดก็น่าจะนำไปสู่การที่ผู้ป่วยสามารถเก็บข้อมูลด้านสุขภาพของตัวเองได้ง่ายขึ้น ในขณะที่แพทย์ก็จะทำการรักษาได้ง่ายและทันท่วงทีขึ้นเพราะมีข้อมูลที่ครบถ้วน 

 

            เรามักจะล้อเลียนเพื่อนที่ต้องยกมือห้ามไม่ให้ทุกคนจ้วงอาหารที่เพิ่งจะมาเสิร์ฟตรงหน้าเพราะทุกจาน ทุกเมนู จะต้องถูกถ่ายรูปลงโซเชียลมีเดียให้เรียบร้อยก่อน แม้ว่าการกระทำนี้จะดูเปล่าประโยชน์และน่ารำคาญแต่ต่อไปในอนาคตเพื่อมีการหยิบข้อมูลมาประมวลผลอย่างมีประสิทธิภาพ นี่อาจจะเป็นกลุ่มคนที่เก็บข้อมูลสุขภาพของตัวเองได้ดีที่สุด พวกเขาบันทึกภาพอาหารที่กินทุกมื้อ หากสักวันหนึ่งเราไปถึงขั้นที่อัลกอริธึมสามารถเตือนขึ้นมาได้ว่า “คุณกินเนื้อสัตว์มากไป” หรือให้คำแนะนำว่า “ควรลดของหวานลงบ้าง” ก็จะทำให้ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ได้ทันท่วงที 

 

            ยกตัวอย่างง่ายๆ หนึ่งเดือนที่ผ่านมาฉันสงสัยว่าควรจะเลิกดื่มนมวัวหรือเปล่า เพราะนี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้สภาพผิวแย่ลงทุกวันๆ จากเดิมที่ต้องสั่งโกโก้เย็นวันละแก้ว ดื่มนมกล่อง หรือเทนมใส่ซีเรียล (เอ๊ะ หรือต้องเทซีเรียลใส่นมกันแน่ก็กลายมาเป็นหลีกเลี่ยงทุกผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมวัว แต่ก่อนที่จะตัดสินใจว่จะเลิกนมวัวดีหรือไม่ ฉันก็ต้องเริ่มด้วยการเก็บข้อมูลการรับประทานอาหารในแต่ละวันเพื่อเอามาครอสเช็คกับสภาพผิวในวันนั้นๆ นิสัยการถ่ายรูปอาหารก่อนกินอยู่บ่อยๆ จึงมีประโยชน์ให้กลับไปย้อนดูได้โดยที่ฉันไม่ได้ตั้งใจจะใช้มันเพื่อวัตถุประสงค์นี้ตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ

 

            ไม่ใช่แค่ข้อมูลเรื่องอาหารการกินเท่านั้น แต่เวลาเข้านอน ชั่วโมงการทำงาน ความเครียดจากการทำงาน ความบ่อยของการออกกำลังกาย การได้หยุดพักเพื่อไปเที่ยว ความถี่ของการออกไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูง ก็น่าจะถูกรวมเข้ามาช่วยคิดคำนวณได้ว่าไลฟ์สไตล์ของคนๆ หนึ่งนั้นดีพอไหมหรือมีอะไรต้องปรับปรุงบ้าง และหากมีอะไรที่เข้าข่ายผิดปกติเราก็จะได้ลงมือรักษาได้ทันท่วงที

 

            แต่ทั้งหมดนี้ก็ต้องแลกมาด้วยการป้อนข้อมูลส่วนตัวจำนวนไม่น้อยให้กับเฟซบุ๊กนะคะ ซึ่งตกลงแล้วก็ไม่รู้ว่าอะไรน่ากลัวกว่ากันกันแน่ 555