Digital Ventures

Back to blog

Deep Tech for Energy Sector เหตุผลที่ภาคพลังงานต้องการ “เทคโนโลยีชั้นสูง”

DIGITAL VENTURES April 30, 2019 1:48 PM

721

Digital Ventures ได้นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับ Deep Technology มาอย่างต่อเนื่อง ในวันนี้ เราขอยกอีกหนึ่งแนวคิดการใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในภาคอุตสาหกรรมหนึ่งที่มีความสำคัญกับโลกโดยตรง คือภาคพลังงาน โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ประชากรของโลกกำลังเพิ่มขึ้น ทำให้ภาคพลังงานต้องรับบทบาทหนักในการหล่อเลี้ยงสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งมีความเสี่ยงตามมาทั้งด้านการขาดแคลนพลังงาน การเพิ่มขึ้นของมลภาวะจากการผลิตพลังงานเพื่อตอบสนองความต้องการที่มากขึ้น ไปจนถึงเรื่องของราคาที่เพิ่มขึ้นจนก่อผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน มาดูกันว่าแท้จริงแล้วปัญหาที่เกิดขึ้นในภาคพลังงานเป็นอย่างไร และ Deep Technology จะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไรบ้าง

 

 

ปัญหาจากการเทคโนโลยีพลังงานแบบเดิม

แม้ว่าเราจะพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อกระจายความเจริญผ่านการส่งต่อพลังงานมาได้ยาวนานหลายทศวรรษ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าด้วยปัจจัยที่เปลี่ยนไป ทั้งจำนวนประชากร รูปแบบเทคโนโลยีที่พึ่งพาพลังงานมากขึ้น ก็ทำให้เทคโนโลยีดั้งเดิมก่อปัญหาจากข้อจำกัดของมันได้เหมือนกัน ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นหลักๆ มีดังนี้

  • การสูญเสียไฟฟ้าระหว่างส่งผ่านสายสัญญาณ การส่งพลังงานไฟฟ้าในปัจจุบันยังใช้รูปแบบของสายส่งหรือ Grid จากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ อันเป็นรูปแบบที่ถูกใช้ในเมืองและประเทศต่างๆ ทั่วโลก แม้ว่าจะถูกปรับปรุงให้มีความมั่นคงสูง แต่ข้อเสียอันใหญ่หลวงของระบบสายส่งคือจะเกิดการสูญเสียระหว่างทางจากแหล่งผลิตถึงมือผู้บริโภคราว 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่มหาศาลเพราะทั่วโลกต่างใช้ระบบนี้อยู่
  • การผลิตพลังงานที่เป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม การผลิตพลังงานไฟฟ้าส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังมาจากเชื้อเพลิงใต้ผืนพิภพ ทั้งถ่านหินและน้ำมัน ซึ่งล้วนแต่มีกระบวนการผลิตที่ก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม อันเป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทั้งนี้ โลกมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่ต้องการใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น เราจึงควรลดการใช้เชื้อเพลิงที่ก่อมลภาวะเพื่อผลิตไฟฟ้า และควรพัฒนาเทคโนโลยีผลิตพลังงานสะอาดให้มากขึ้น
  • ระบบการคำนวณค่าไฟที่ไม่เอื้อต่อรายย่อย แน่นอนว่าในแต่ละประเทศมีการคิดบริการพลังงานที่แตกต่างกัน แต่ในหลายประเทศมีระบบการคำนวณค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่มีราคาสูงกว่าเมื่อใช้น้อยกว่า ยกตัวอย่าง ออสเตรเลียซึ่งมีโครงสร้างราคาการใช้ไฟฟ้าสำหรับผู้บริโภครายย่อยต่อหน่วยสูงกว่าผู้บริโภครายใหญ่ที่ใช้ไฟฟ้าจำนวนมากกว่า ทำให้ต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อปลดล็อก Solution ใหม่ที่เป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
  • การไม่สามารถจัดเก็บพลังงานส่วนเกินจากการผลิต ในปัจจุบัน การใช้ไฟฟ้าของเรามีช่วง Peak และช่วง Drop แต่ทั้งนี้ โรงผลิตไฟฟ้ามักไม่สามารถจัดการปรับเปลี่ยนระดับพลังงานไฟฟ้าได้สอดคล้องกับระดับการใช้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ในช่วง Drop มีโอกาสจะเกิดพลังงานส่วนเกินที่ส่งไปแล้วไม่ถูกจัดเก็บไว้ใช้ต่อ นับเป็นการสูญเสียทรัพยากรไม่น้อย

Deep Technology กับการเพิ่มศักยภาพให้กับการใช้พลังงาน

เราได้รับทราบปัญหาจากข้อจำกัดของเทคโนโลยีมาแล้ว ซึ่งแนวทางการแก้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การ “เปลี่ยนแปลง” อุปกรณ์ หรือเลือกใช้นวัตกรรมเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่การพัฒนา Solution ใหม่ที่เกิดขึ้นจาก Deep Technology ซึ่ง Digital Ventures ขอยกตัวอย่าง Solution ที่น่าสนใจ ดังนี้

  • Blockchain เป็นที่ทราบกันดีว่าเทคโนโลยีนี้เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการจัดการข้อมูลที่รวดเร็ว เป็นระเบียบ ตรวจสอบได้ และปลอดภัย ซึ่งทุกวันนี้มีแนวคิดการนำ Blockchain มาใช้จัดการในภาคพลังงานอย่างหลากหลาย ซึ่งระบบที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากคือ Blockchain-Base Energy Trading Solution ที่รองรับการ “ขายคืน” พลังงานไฟฟ้าจากผู้ใช้ไฟที่ติดตั้งแหล่งผลิตพลังงานอย่าง Solar Panel ซึ่งการที่ประชาชนสามารถผลิตพลังงานจากแหล่งธรรมชาติเองได้นั้น ช่วยลดปริมาณการผลิตพลังงานจากส่วนกลางซึ่งยังต้องพึ่งพาน้ำมันและถ่านหินเป็นหลัก ซึ่งเป็นแหล่งเชื้อเพลิงสิ้นเปลืองที่ก่อให้เกิดมลภาวะในกระบวนการผลิตพลังงาน
  • Artificial Intelligence เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งในส่วนของการผลิตและการบริโภค โดยส่วนของการผลิต สามารถเป็น Algorithm ในระบบ Blockchain เพื่อปรับกำลังการผลิต การจัดเก็บ ไปจนถึงราคาให้เหมาะตามข้อมูลจากปัจจัยต่างๆ เช่น ยอดการใช้ไฟฟ้าในแต่ละช่วงตั้งแต่รายวันจนถึงรายปี

    ในส่วนของการบริโภค สามารถพัฒนา AI Platform สำหรับตรวจวัดพลังงานภายในบ้านหรืออาคาร ทั้งการตรวจสอบจำนวนการใช้ไฟในแต่ละจุดของบ้านเพื่อจัดสรรพลังงานให้ใช้งานมีประสิทธิภาพสูงด้วยราคาที่เหมาะสม อีกทั้ง AI ตรวจสอบไฟฟ้ายังใช้ดูแลความปลอดภัยภายในบ้านได้ เช่น หากมีการใช้ไฟฟ้ามากเกินไป อาจเกิดจากมีเครื่องใช้ไฟฟ้าเสียหาย มีไฟฟ้าลัดวงจร หรือแม้แต่เกิดอุบัติเหตุกับผู้พักอาศัย เพื่อดำเนินแก้ไขได้ทันท่วงที

 

โอกาสที่น่าสนใจของ Energy Technology

ไม่เพียงแต่การพัฒนา Solution ที่น่าสนใจเท่านั้น แต่ธุรกิจเทคโนโลยีพลังงานยังเป็นโอกาสที่น่าสนใจให้กับ Startup ไม่น้อย โดย Landscape ของธุรกิจพลังงานมีโอกาสเติบโตจากพื้นที่ในภาคธุรกิจเหล่านี้

Energy Supply Chain

ภาคพลังงานในปัจจุบันยังมี Pain Point ที่รอการแก้ไขตลอดทั้ง Supply Chain เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นภาคการสำรวจและผลิต ภาคการส่งพลังงาน ภาคบริการธุรกิจพลังงาน ไปจนถึงพลังงานสำหรับยานพาหนะต่างๆ โดยจากข้อมูลในเว็บไซต์ entrepreneur.com ระบุว่า บริษัทผลิตพลังงานทั่วโลกมีความพร้อมลงทุนใน Tech Startup ที่เกี่ยวข้องเป็นมูลค่าราว 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหนึ่งโครงการ นับเป็นตัวเลขที่สูงไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว

Renewable Energy

นอกเหนือจากพลังงานแบบดั้งเดิมแล้ว พลังงานหมุนเวียนหรือ Renewable Energy ซึ่งเน้นการผลิตพลังงานที่ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม ก็เป็นอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนและเติบโตอย่างมาก จากรายงานโดย IRENA (International Renewable Energy Agency) ระบุว่า ทั่วโลกมีการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนทะลุหลัก 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แล้ว โดยเมื่อปี 2015 มียอดการลงทุน 330,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อมาในปี 2016 ตกลงเหลือ 263,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งตัวเลขอาจดูลดลงเนื่องจาก Deal ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนต่อเนื่องระยะยาวที่ลงเงินกันไปตั้งแต่ปี 2015 หรือก่อนหน้านั้น ถือเป็นการแสดงความต่อเนื่องที่น่าสนใจไม่น้อย

ภาคพลังงานที่ถูกยกระดับด้วย Deep Technology สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ตลอดทั้ง Supply Chain รวมถึงสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้กับการใช้พลังงานทั่วโลกด้วย มาติดตามกันว่า Deep Technology จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ อย่างไรบ้างได้ที่ Blog ของ Digital Ventures

ขอขอบคุณข้อมูลจาก energy4me.orgirena.org และ entrepreneur.com