Digital Ventures

Back to blog

Deep Tech Solution กับการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศจีน

DIGITAL VENTURES June 24, 2019 8:17 PM

2,338

ปัจจุบันปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาหลักของโลกที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนโดยตรง เมื่อมองกลับไปว่าประเทศใดที่มีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมหนักที่สุด คงหนีไม่พ้นประเทศจีนที่เกิดปัญหามลภาวะทางสิ่งแวดล้อมอย่างหนักหน่วงอันเป็นผลมาจากการเติบโตในภาคอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว แต่ในปัญหาก็มีโอกาสด้วยเช่นกัน ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาไปมากขึ้น เปิดทางให้จีนแก้ไขปัญหาด้วยการพัฒนานวัตกรรมที่มุ่งเน้นแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นการเฉพาะได้ ด้วยเหตุนี้ เราจึงพาทุกท่านมาสำรวจการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วย Deep Technology ของจีนกัน
 

 

ปัญหามลภาวะกับอุตสาหกรรม Cleantech สะท้อนความตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อมของจีน

เป็นที่ทราบกันดีว่ามลภาวะบั่นทอนสภาพความเป็นอยู่ของผู้คน แต่หากจะนำเสนอเป็นรูปธรรมก็ต้องเปรียบเทียบว่าความเป็นอยู่นั้นส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยจีนแห่งฮ่องกงระบุว่ามลพิษของจีนในปี 2017 ลดทอนมูลค่าทางเศรษฐกิจมากถึง 38,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั้งนี้ ความเสียหายจากตัวเลขดังกล่าวคิดจากความเสียหายของผลผลิตทางการเกษตรจำนวนกว่า 20 ล้านตัน อันส่งผลสืบเนื่องไปสู่การขาดแคลนอาหารที่มีผลกระทบต่อผู้คนนับล้านคนเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ชาวจีนมีความตระหนักในปัญหาสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลของ China Environmental Monitoring Center เผยว่าชาวจีนซื้ออุปกรณ์ประเภท Environment Monitor สูงขึ้นถึง 6 เท่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คือระหว่างปี 2006-2015 คิดเป็นมูลค่ากว่า 909 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยอุปกรณ์ที่จำหน่ายมากที่สุดคือ อุปกรณ์ตรวจจับมลพิษ และอุปกรณ์ตรวจสอบคุณภาพน้ำ

แต่ยอดขาย Monitoring Device เป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่สะท้อนการตื่นตัวเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในจีนเท่านั้น การที่ประชาชนลงทุนในนวัตกรรมเพื่อจะได้ทราบข้อมูลเชิงลึกดังกล่าว เป็นสัญญาณอันดีที่พวกเขาจะปรับตัวเปิดรับ Solution ใหม่ ที่จะส่งผลดีต่อการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้เช่นกัน

 

 

สอดส่องและแก้ไขมลภาวะทางอากาศด้วย Deep Technology

การนำเทคโนโลยีที่พัฒนามาใช้แก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมนับเป็นแนวคิดที่น่าสนใจ โดยเฉพาะ  Deep Technology ที่เพิ่งถูกนำมาพัฒนาเป็นนวัตกรรมในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งในประเทศจีนมีการนำเทคโนโลยีชั้นสูงมาแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างแพร่หลายแล้ว

  • IoT Pollution Monitoring เป็นที่ทราบกันดีว่าเรามีเครื่องตรวจมลภาวะใช้มาแล้วหลายปี แต่เครื่องตรวจจับสมัยก่อนไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อให้เห็นแนวโน้มและนำไปสู่การวางแผนแก้ปัญหาที่ดีได้ จึงมีแนวคิดการนำเทคโนโลยีชั้นสูงหลายอย่างมาช่วยในส่วนนี้ ทั้ง Artificial Intelligence (AI), Internet of Things (IoT) ไปจนถึง Big Data มาช่วยจัดการ ยกตัวอย่าง Green Horizon ซึ่งเป็นนวัตกรรมตรวจจับมลภาวะของ IBM สาขาประเทศจีนที่ผสาน AI และ IoT ทำให้สามารถคาดการณ์การเกิดมลภาวะระดับที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ได้ก่อนเกิดเหตุ 3 วัน ช่วยให้ภาครัฐเตรียมการรับมือได้ทัน
  • Eco-Friendly Autonomous EV การมีเพียงเครื่องมือตรวจจับไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ดังนั้น หนึ่งใน Solution ที่จีนเน้นมากคือการพัฒนายานยนต์ขับเคลื่อนไฟฟ้าที่ลดการปล่อยมลพิษลง และจีนยังไปไกลกว่านั้นด้วยการส่งเสริมเทคโนโลยียานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ ซึ่งไม่เพียงแต่สะดวกสบายเท่านั้น แต่ยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติยังช่วยให้การคมนาคมที่มีประสิทธิภาพ ทั้งแง่เวลาและการใช้พลังงาน โดยเทคโนโลยีที่เป็นพื้นฐานของยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ หนีไม่พ้น AI นั่นเอง
  • AI in Energy Management ระบบจัดการพลังงานเป็นกลไกสำคัญสำหรับการใช้พลังงาน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ระดับอาคาร หมู่บ้าน ไปจนถึงโรงผลิตพลังงานต่าง ๆ ซึ่งหากมีการจัดการพลังงานที่ดี ก็ย่อมจะใช้พลังงานน้อยลง อันเป็นผลดีต่อทั้งแง่เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุนี้ จีนจึงเลือกให้ระบบจัดการพลังงานเป็นกลไกที่สำคัญในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยใช้เทคโนโลยี AI ที่มีคุณสมบัติจัดการข้อมูลแบบอัตโนมัติเข้ามาเป็นแกนหลักในการยกระดับระบบดังกล่าว

 

Startup กับบทบาทการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม

การจะนำนวัตกรรมมาใช้แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้น หากรอเพียงบริษัทใหญ่อาจไม่รวดเร็วพอ จีนจึงตั้งเป้าให้ Startup เป็นอีกหนึ่งขุมกำลังในการแก้ปัญหามลภาวะผ่านการพัฒนานวัตกรรมที่หลากหลายและรวดเร็วกว่า

จากการจัดอันดับในปี 2018 โดย Cleantech Group ระบุว่าจีนมี Startup ในประเทศที่ติด Top 25 Clean Tech Startup ในเอเชียแปซิฟิกของ นอกจากนี้ PWC ยังคาดการณ์ว่าจีนจะลงทุนใน Cleantech Startup ทั่วโลก 17 ล้านล้านหยวน หรือราว 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2022 เพื่อเร่งการเติบโตของตลาด CleanTech เพื่อให้เกิดนวัตกรรมที่หลากหลายในการแก้ปัญหามลภาวะอย่างยั่งยืน

สำหรับ Startup จีนที่โดดเด่นในภาค CleanTech มักจะเลือกพัฒนา AI Solution ทั้งการจัดการพลังงานและด้านการคมนาคม โดย Startup จีนที่น่าสนใจ มีดังนี้

  • Didi เรียกได้ว่าเป็น Unicorn มูลค่า 19,3100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่ดำเนินธุรกิจ Car-Sharing ที่ใหญ่ระดับโลก ซึ่งบริการ Car-Sharing ไม่เพียงแต่อำนวยความสะดวกเท่านั้น แต่ยังช่วยลดมลภาวะจากจำนวนรถยนต์ส่วนตัวที่ลดลง อันนำไปสู่สภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นของเมืองได้
  • Momenta.ai ผู้พัฒนา AI สำหรับระบบ Autonomous Car และ SmartCity ที่ปัจจุบันมีมูลค่าบริษัทสูงถึง 51 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งการพัฒนาเทคโนโลยีนี้จะช่วยให้ยานยนต์และเมืองใหญ่ใช้พลังงานน้อยลง ช่วยลดมลพิษจากการผลิตพลังงานอันเป็นมลพิษส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในจีน
  • EQUOTA ผู้พัฒนา Software as a Service สำหรับการจัดการพลังงานด้วยการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ปรับรูปแบบการเก็บและจ่ายกระแสไฟฟ้าที่ทั้งช่วยลดการใช้พลังงานและลดค่าใช้จ่าย ปัจจุบันเป็นหนึ่งในผู้นำด้าน Energy Management Platform ของเอเชีย

 

จะเห็นว่าการพัฒนาเทคโนโลยีไม่ได้ดีแค่ในด้านเศรษฐกิจอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปยังความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของเราผ่านการพัฒนานวัตกรรมที่เหมาะสมด้วย Deep Technology หลากหลายแขนง การศึกษาและทำความเข้าใจเทคโนโลยีจึงจำเป็นต่อทุกด้านของชีวิตในปัจจุบัน ซึ่งหากใครที่สนใจ Impact ของจากความเคลื่อนไหวในวงการเทคโนโลยี สามารถติดตามได้ที่ Blog ของ Digital Ventures ต่อไป

ขอขอบคุณข้อมูลจาก chinadialogue.net, construction21.org และ asiapacific.ca