Digital Ventures

Back to blog

ปัญญาประดิษฐ์ Artificial Intelligence for Wildlife กับการพลิกวิถีอนุรักษ์สัตว์ป่า

DIGITAL VENTURES July 30, 2019 1:19 PM

613

หากพูดถึงปัญหาใหญ่ระดับโลกที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ปัญหาหนึ่ง คงหนีไม่พ้นปัญหาการลดจำนวนลงอย่างมหาศาลของสัตว์ป่า ซึ่งส่งผลต่อระบบนิเวศและสภาพแวดล้อมของโลกโดยตรง นักวิจัยสัตว์ป่าทั่วโลกเองก็กำลังทำงานอย่างหนักเพื่ออนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าให้คงอยู่ในสภาพแวดล้อมได้ และด้วยการพัฒนาของเทคโนโลยี ในปัจจุบัน นักวิจัยจึงมีเครื่องมือใหม่ๆ โดยเฉพาะเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ Artificial Intelligence ที่ “พลิกรูปแบบ” จากการสำรวจแบบเดิม ๆ มาเป็นการสำรวจเพื่ออนุรักษ์สัตว์ป่า Digital Ventures จึงขอพาผู้อ่านทุกท่านมารู้จักการใช้เทคโนโลยี AI ในแง่มุมที่มีส่วนช่วยโลกใบนี้กัน



ระบุอัตลักษณ์ของสัตว์ป่าด้วย AI

ปัญหาอย่างหนึ่งของการค้นคว้าวิจัยสัตว์ป่า นอกจากการต้องเดินทางสำรวจในพื้นที่ห่างไกลที่ใช้เวลาและทรัพยากรมากแล้ว สัตว์ป่าหลายชนิดยังมีลักษณะร่วมคล้ายกันจนแยกอัตลักษณ์ของสัตว์ชนิดนั้นแต่ละตัวด้วยตาเปล่าได้ยากทำให้การทำงานของนักวิจัยเพื่อติดตามความเป็นอยู่ของสัตว์ชนิดนั้นๆ ยากขึ้นไปอีก แน่นอนว่าหากมีวิธีจำแนกอัตลักษณ์ของสัตว์แต่ละชนิดที่ดูคล้ายๆ กันได้ ไม่ว่าจะเป็น หมีแพนด้า ยีราฟ เสือโคร่ง รวมถึงฉลามวาฬ หรือเต่าทะเล ก็จะช่วยลดงานสำรวจและหันมาวางแผนอนุรักษ์ได้ดีขึ้น

ด้วยเหตุนี้ นักวิจัยจึงต้องหาตัวช่วยจำแนกอัตลักษณ์ของสัตว์ “แต่ละตัว” ซึ่งคงไม่มีเทคโนโลยีใดเหมาะไปกว่า AI ที่ปัจจุบันได้รับการพัฒนาไปไกลจนสามารถแยกอัตลักษณ์บุคคลได้อย่างแม่นยำ นักวิจัยจำนวนมากจึงนำมาประยุกต์ใช้กับการระบุสัตว์ป่าเป็น “รายตัว” โดยมีตัวอย่างการใช้งานดังนี้

  • Algorithm จำแนกสัตว์ป่าที่แม่นเกิน 90 เปอร์เซ็นต์ นักวิจัยจาก 5 มหาวิทยาลัย ประกอบด้วย Auburn University, Harvard University, Oxford University, University of Minnesota, และ University of Wyoming ได้ร่วมกันพัฒนา Machine Learning Algorithm ที่สามารถระบุตัวตน เจาะจง รวมถึงนับจำนวนสัตว์ป่าได้ด้วยความแม่นยำสูงถึง 96.6 เปอร์เซ็นต์
  • แยกหมีแพนด้าเป็นรายตัวด้วย AI ประเทศจีนนอกจากเป็นผู้นำด้านการใช้ AI ในภาคสังคมแล้ว ยังมีแนวคิดนำเทคโนโลยีนี้มาต่อยอดเพื่ออนุรักษ์สัตว์ประจำชาติด้วย โดยศูนย์วิจัยการเพาะพันธุ์หมีแพนด้าที่เมืองเฉิงตู ประเทศจีน ได้พัฒนา Algorithm จำแนกหน้าตาหมีแพนด้าด้วยสีดำบนขอบตา ใบหู ร่องแก้ม และรูปร่างของหมีแพนด้าแต่ละตัว

 

ค้นคว้าได้รวดเร็วกว่าด้วยพลังของ Big Data

นักวิจัยสัตว์ป่าที่สวนสัตว์ ซาน ดิเอโก ประเทศสหรัฐฯ รายงานว่าในปี 2018 ยีราฟ สัตว์ป่าประจำภูมิภาคแอฟริกาลดจำนวนลงถึง 40 เปอร์เซ็นต์ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ตัวเลขดังกล่าวถือว่าสูงมากจนสุ่มเสี่ยงที่ยีราฟจะสูญพันธ์ ดังนั้น นักวิจัยจึงต้องลงมือสำรวจและวางแผนป้องกันโดยด่วน ซึ่งไม่อาจพึ่งพาวิธีการดั้งเดิมอย่างการนับจำนวนบนเครื่องบิน เนื่องจากใช้ทั้งเงินและเวลามากเกินไปจนอาจทำให้วางแผนอนุรักษ์ได้ไม่ทันกาล

ดังนั้น นักวิจัยจึงหันมาใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี Big Data และ AI แทน ด้วยการพัฒนา Digital Platform ที่มีชื่อว่า GiraffSpotter โดยนักวิจัยจะทำการ Upload ข้อมูลที่ประกอบด้วยภาพของยีราฟและตำแหน่งที่พบเข้าสู่ระบบ จากนั้น AI จะจำแนกและระบุตัวตนของยีราฟจากลายจุดที่บ่งบอกอัตลักษณ์ที่ต่างกันของยีราฟแต่ละตัว ซึ่งนักวิจัยระบุว่า GiraffSpotter ใช้เวลาเก็บข้อมูลยีราฟนับหมื่นตัวบนพื้นที่ตอนเหนือของประเทศเคนยาภายในเวลาเพียง 2 วันเท่านั้น

ปัจจุบัน GiraffSpotter ยังเปิดให้นักท่องเที่ยวและนักสำรวจสมัครเล่น Upload รูปภาพของยีราฟและตำแหน่งที่ถ่ายได้เข้าสู่ระบบ ทำให้ปัจจุบันนักวิจัยมีข้อมูลของยีราฟมากกว่าที่เคยสำรวจด้วยวิธีเดิมถึง 10 เท่า นำไปสู่ความรู้ใหม่เพื่อช่วยวางแผนอนุรักษ์สัตว์ที่ตัวสูงที่สุดในโลกต่อไป

 


 

สอดส่องสัตว์ป่าทั้ง Offline และ Online ด้วย AI

นอกจากการใช้งาน AI เพื่ออนุรักษ์สัตว์ป่าแต่ละชนิดแล้ว Wild Me องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่าจากสหรัฐฯ ได้พัฒนา Platform ที่มีชื่อว่า Wildbook ทำหน้าที่เก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลสัตว์ป่า โดยปัจจุบันมีข้อมูลของสัตว์ป่ามากกว่า 20 สายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์บกหาตัวยากอย่างเสือชีตาร์ หรือสัตว์น้ำลึกลับอย่างฉลามวาฬ รวมถึง GiraffSpotter ที่กล่าวไปในส่วนที่แล้ว ก็เป็น Platform ที่ต่อยอดมาจาก Wildbook

การทำงานของ Wildbook เป็นแบบเดียวกับ GiraffSpotter คือเปิดให้นักสำรวจ Upload ภาพและข้อมูลเข้าสู่ระบบจากนั้น AI จะทำการจัดระเบียบและระบุตัวตนในฐานข้อมูล วิธีการนี้ช่วยลดข้อผิดพลาดในการจัดเก็บข้อมูลได้มาก เนื่องจาก AI มีประสิทธิภาพการประมวลผลแบบละเอียดได้ดีกว่าคน สามารถระบุตัวตนของสัตว์ของสัตว์อย่าง ม้าลาย เสือ หรือแม้แต่ฉลามวาฬ ได้อย่างแม่นยำ จนกลายเป็นวิธีหลักในการติดตามและสำรวจพฤติกรรมของสัตว์เหล่านี้ในปัจจุบัน

นอกจากการได้ภาพจากพื้นที่แล้ว Wildbook ยังมี AI อีกหนึ่งตัวทำหน้าที่ “สำรวจโลกอินเทอร์เน็ต” ด้วยการตามล่าคลิปวิดีโอที่มีภาพ “ฉลามวาฬ” โดย AI จะทำหน้าที่ทั้งระบุตัวตนของฉลามวาฬในคลิปวิดีโอ ระบุวันที่และสถานที่ที่พบจากวันที่อัพโหลดหรือช่องคอมเมนต์ของวิดีโอ แล้วนำทั้งหมดไปอัพเดทในฐานข้อมูลของฉลามวาฬ ซึ่งปัจจุบัน AI ตัวนี้สามารถเก็บข้อมูลฉลามวาฬจากคลิปวิดีโอได้มากถึงวันละ 30 คลิป และเข้าใจภาษาได้ถึง 5 ภาษา

นักวิจัยด้านฉลามวาฬ ระบุว่า ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยทำงานกับข้อมูลที่นักวิจัยใช้เวลาเป็นปีได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้นักวิจัยมุ่งเป้าในการวางแผนปฏิบัติการเพื่อเพิ่มจำนวนฉลามวาฬได้สะดวกยิ่งขึ้น 

ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อช่วยอนุรักษ์สัตว์ป่าด้วยการสำรวจสัตว์ป่าเพื่อวางแผนอนุรักษ์ ซึ่งจะเห็นได้ว่าวิธีการที่ใช้นั้นใกล้เคียงกับที่ภาคธุรกิจใช้มาก ทำให้เห็นได้ว่าพลังของเทคโนโลยีจะสร้างสวรรค์หรือไม่นั้น ก็อยู่ที่การนำไปใช้ของพวกเรานั่นเอง ในโอกาสหน้า Digital Ventures จะนำเรื่องราวของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่น่าสนใจมาเสนอกันอีก อย่าลืมติดตามกัน

ที่มาของข้อมูล nationalgeographic.com, nature.com และ venturebeat.com