Digital Ventures

Back to blog

AI กับ InsurTech เมื่อปัญญาประดิษฐ์เข้ามาเปลี่ยนแปลงธุรกิจประกันภัย

Digital Ventures August 08, 2018 12:40 AM

1,756

หากพูดถึงการ Disrupt ด้วยเทคโนโลนี Deep Tech ในภาคธุรกิจ เรามักมองถึงภาคการเงินหรือภาคการผลิต แต่หากพูดถึงภาคธุรกิจประกันภัย หลายคนอาจนึกไม่ออกว่าจะถูก Disrupt ได้อย่างไร แต่เชื่อหรือไม่ว่าปัจจุบัน ธุรกิจประกันภัยทั่วโลกได้ถูกยกระดับอย่างต่อเนื่องด้วย Deep Tech โดยเฉพาะ Artificial Intelligence หรือปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งหลายบริษัทได้นำเทคโนโลยีนี้ไปใช้จนเกิดผลลัพธ์อันน่าสนใจหลากหลายทีเดียว Digital Ventures จึงขอแนะนำสิ่งที่ AI สามารถทำได้ในธุรกิจประกันภัยให้ทุกท่านได้รับทราบกัน

Credit: central-insurance.com

Usage-Based Insurance ประกันคิดราคาตามที่ใช้ได้แม่นยำด้วย AI

ปัญญาประดิษฐ์มีคุณสมบัติด้านการจัดการข้อมูล ช่วยให้เห็นแนวโน้มต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น แนวโน้มจากข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาใช้ประเมินความเสี่ยงเพื่อปรับมูลค่าและเงื่อนไขการคุ้มครอง ทำให้เกิดการคิดราคาแนวใหม่ คือ คิดราคาประกันภัยตามการใช้งานหรือ Usage-Based Insurance ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของผู้เอาประกัน ด้วยที่มีราคาถูก ได้เงื่อนไขตรงตามการใช้งานจริง ส่วนบริษัทประกันก็ได้ข้อมูลที่ตรงและประหยัดค่าใช้จ่ายกว่าเคย โดยปัญญาประดิษฐ์มีส่วนขับเคลื่อนเทรนด์ Usage-Based Insurance ดังนี้

  • เก็บข้อมูลพฤติกรรมต่างๆ ด้วย IoT อย่างที่ทราบกันดีว่า AI จะทำงานก็ต่อเมื่อมีข้อมูลมากพอ ซึ่งเทคโนโลยีปัจจุบันโดยเฉพาะ Internet of Things จะเข้ามามีบทบาทด้านการเก็บข้อมูล บริษัทประกันภัยสามารถนำเสนอสินค้าบางที่มีประโยชน์ต่อผู้เอาประกันและสามารถส่งข้อมูลที่จำเป็นต่อบริษัทเพื่อประเมินพฤติกรรมได้ เช่น Smartwatch ที่ใช้บอกข้อมูลเวลาออกกำลังกาย หรือแม้แต่ติดเครื่องมือวิเคราะห์การขับขี่บนรถยนต์ ซึ่งจะส่งข้อมูลให้กับบริษัทเพื่อประเมินพฤติกรรมผู้เอาประกัน วิธีนี้ไม่เพียงแต่ได้ข้อมูลที่เหมาะกับ AI แล้วยังมีโอกาสได้ข้อมูลแม่นยำกว่าวิธีแบบดั้งเดิมอย่างการทำแบบประเมินด้วย
  • คิดราคาค่าเบี้ยตามความเสี่ยงหรือการใช้งาน ข้อมูลที่เก็บได้จะนำมาใช้ประเมินราคาค่าเบี้ยประกันและนำเสนอเงื่อนไขคุ้มครองที่เหมาะสมกับพฤติกรรมมากขึ้น เช่น หากผู้เอาประกันออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ AI จะสามารถประเมินได้ว่าผู้เอาประกันคนนี้จะมีความเสี่ยงเป็นโรคบางอย่างน้อยลง จึงลดราคาค่าเบี้ยได้อย่างเหมาะสม ในทางกลับกัน หากข้อมูลพฤติกรรมที่เก็บได้ทำให้ผู้เอาประกันมีความเสี่ยงเป็นโรคอื่นๆ มากขึ้น ก็อาจเสนอการคุ้มครองที่ครอบคลุมอาการนั้นๆ
  • ใช้ AI ประเมินมีค่าใช้จ่ายถูกกว่าผู้ประเมินแบบดั้งเดิม แม้การใช้เทคโนโลยีจะมีต้นทุนที่ต้องจัดการ แต่เมื่อเทียบกับการเก็บข้อมูลด้วยผู้ประเมินแบบดั้งเดิมแล้ว ก็ถือว่ามีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า อีกทั้งยังได้เก็บข้อมูลได้มากกว่าการใช้แรงงานคนมาก รวมถึงการประมวลผลที่รวดเร็วและมีอคติน้อยกว่า ช่วยลดค่าดำเนินการซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของธุรกิจประกันภัยในปัจจุบัน

Customer Experience สร้างประสบการณ์ใหม่ในการใช้บริการให้กับลูกค้าประกัน

ไม่เพียงแต่ด้านการดำเนินการกับลูกค้าเท่านั้น แต่ AI ยังสามารถเข้ามาช่วยงานส่วนบริการลูกค้าได้ด้วย อำนวยความสะดวกทั้งกับผู้เอาประกันภัยและบริษัทประกันภัยไปพร้อมกัน

  • Chatbot ฉลาดขึ้นและบริการได้แม่นยำ สมัยก่อน เราใช้ Chatbot เพื่ออุดช่องว่างด้านช่วงเวลาบริการ แต่ปัจจุบัน Chatbot นั้นฉลาดขึ้นจากการพัฒนาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงรองรับการใช้งานที่หลากหลายขึ้น ทั้งการวิเคราะห์ภาพ เข้าใจภาษาได้ใกล้เคียงกับมนุษย์ด้วย NLP (สามารถติดตามเรื่องของ NLP ได้ที่ Blog นี้) บริษัทประกันภัยทั้งหลายจึงนำ Chatbot มาใช้ในส่วนต่างๆ ตั้งแต่ช่วยนำเสนอกรมธรรภ์เบื้องต้นไปจนถึงรับเคสฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมงได้
  • Mass Authenticate Platform ด้วยความช่วยเหลือของ AI ปัญญาประดิษฐ์ไม่เพียงแต่สื่อสารได้เท่านั้น แต่ยังนำมาประยุกต์กับการยืนยันตัวตนในขั้นตอนการซื้อประกันได้ ตัวอย่างในประเทศจีนที่มีประชาชนหลักพันล้านคน มี Startup จีนผู้สร้าง Platform จำหน่ายประกันออนไลน์ที่ชื่อว่า Zhong An ใช้ Machine Learning และ Image Recognition สำหรับการยืนยันการซื้อประกันโดยอาศัยใบหน้าและการอ่านเอกสารโดยผู้ซื้อสามารถทำทุกขั้นตอนได้ทางออนไลน์ ปัจจุบัน InsurTech Startup รายนี้ได้ให้บริการลูกค้าชาวจีนด้วย Online Solution เพียงอย่างเดียวไปแล้วกว่า 429 ล้านราย


credit: gcn.com

เคลมเร็วและแม่นยำ ลดค่าใช้จ่ายระหว่างดำเนินการ

การเคลมเป็นขั้นตอนที่ผู้เอาประกันและบริษัทประกันให้ความสำคัญมากที่สุด เพราะมีโอกาสเกิดความผิดพลาด ทั้งจากขั้นตอนดำเนินการที่อาจทำให้ไม่ได้รับการคุ้มครอง ทางบริษัทเองก็กลัวการหลอกลวงที่นำมาซึ่งความเสียหาย การนำปัญญาประดิษฐ์เข้ามาใช้สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในขั้นนี้ได้ดังนี้

  • ดำเนินกระบวนการเคลมเร็ว รับเงินใน 3 วินาที ในธุรกิจประกันภัยการให้สินไหมที่รวดเร็วเป็นจุดที่ลูกค้าใช้วัดคุณภาพการบริการอย่างชัดเจน ซึ่งการทำงานแบบดั้งเดิม กว่าผู้เอาประกันจะได้รับเงินประกันก็กินเวลาเป็นหลายสัปดาห์หรืออาจเป็นเดือน แต่บริษัทประกันภัยของสหรัฐฯ ที่ชื่อ Lemonade ได้พัฒนา AI สำหรับจัดการขั้นตอนการเคลมที่จบขั้นตอนและส่งมอบเงินได้ภายใน 3 วินาที จนขึ้นแท่นผู้ให้ประกันภัยชั้นนำในสหรัฐฯ ไปแล้ว
  • ลดความผิดพลาดระหว่างดำเนินการ ประกันภัยเป็นธุรกิจหนึ่งที่มีเอกสารและเงื่อนไขจำนวนมาก ทำให้โอกาสเกิดความผิดพลาดจากการดำเนินการด้วยคนได้สูง การนำ AI ที่เหมาะกับการจัดการข้อมูลเอกสารได้แม่นยำจึงเข้ามาช่วยในส่วนนี้ได้มากทีเดียว อีกทั้ง กระบวนการของ AI ยังเป็นดิจิทัลทั้งหมด ช่วยลดการใช้กระดาษไปในเวลาเดียวกัน
  • ลดความเสียหายจากการเคลมผิดพลาด เว็บไซต์ insurancefraud.org รายงานว่าบริษัทประกันภัยทั่วโลกเสียหายจากการเคลมที่ผิดพลาดรวมกันมากถึง 80,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สาเหตุหลักมาจากปลอมแปลงเอกสารเพื่อหลอกเอาเงินประกัน บริษัทประกันภัยจึงจำเป็นต้องหา Solution ด้านความปลอดภัย ซึ่งปัญญาประดิษฐ์นับเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะสามารถตรวจสอบหาความผิดปกติของข้อมูลได้อย่างแม่นยำและไม่มีเหนื่อยล้านั่นเอง (สามารถติดตามเรื่องการใช้ AI เพื่อความปลอดภัยของข้อมูลได้ที่ Blog นี้)

ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI เพื่อยกระดับธุรกิจประกันภัยให้ตอบโจทย์ทั้งผู้บริโภคและบริษัทประกันภัยไปพร้อมกัน ซึ่งในเวลานี้ ยังมีเทคโนโลยีชั้นสูงอีกหลายอย่างที่มีศักยภาพในการยกระดับธุรกิจอื่นๆ ได้อย่างน่าสนใจทีเดียว Digital Ventures จะหยิบเรื่องราวของเทคโนโลยีชั้นสูงที่มีผลกับทุกท่านมาฝากกันอีกในโอกาสต่อไป

ขอขอบคุณข้อมูลจาก techemergence.com และ insurancefraud.org