Digital Ventures

Back to blog

โจทย์หินของสตาร์ทอัพจีนด้าน AI

DIGITAL VENTURES X ARM TUNGNIRUN March 14, 2019 11:13 AM

1,272

ตอนนี้ในจีนมีสตาร์ทอัพด้าน AI จำนวนมาก แต่กลับพบว่า มีสตาร์ทอัพในกลุ่มนี้จำนวนน้อยมากที่ประสบความสำเร็จจริงๆ ทำให้หลายคนสงสัยว่าสาเหตุมาจากอะไร

หลี่ไคฟู่ อดีตผู้บริหาร Microsoft และ Google ในประเทศจีน ซึ่งปัจจุบันผันตัวมาตั้งกองทุนสนับสนุนสตาร์ทอัพด้าน AI ในจีน ได้บรรยาย “โจทย์หิน” ของการทำสตาร์ทอัพด้าน AI ไว้อย่างน่าสนใจครับ

หลี่ไคฟู่วิเคราะห์ว่า ลูกค้าของสตาร์ทอัพจีนด้าน AI ส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าบริษัท (ภาษาธุรกิจเรียกว่า "To B": To Business) นั่นก็คือ สตาร์ทอัพจีนด้าน AI ส่วนใหญ่พยายามนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์เป็นผลิตภัณฑ์ขายให้แก่บริษัทต่างๆ เพื่อให้บริษัทนำไปใช้ในการปรับปรุงกระบวนการทำงาน (เช่น ใช้ AI วิเคราะห์ Big Data หรือจัดการข้อมูลต่างๆ ภายในบริษัทให้มีประสิทธิภาพ) หรือให้บริษัทเอาเทคโนโลยี AI ไปใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคของตน

 

 

วิธีการเติบโตของสตาร์ทอัพ AI รูปแบบนี้ ก็คือ เริ่มต้นจากการรับโจทย์เข้าไปแก้ปัญหาของลูกค้าบริษัทๆ หนึ่งก่อน จากนั้นจึงพยายามต่อยอดให้เป็นผลิตภัณฑ์ทั่วไปที่ปรับใช้ได้กับทุกบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน ในขณะเดียวกันก็เริ่มต้นจากการเก็บค่าจ้างในการแก้ปัญหาให้กับลูกค้าบริษัทหนึ่งครั้งก่อน แล้วจึงพยายามพัฒนาโมเดลธุรกิจที่จะสามารถเก็บค่าจ้างหรือแบ่งรายได้จากลูกค้าบริษัทได้อย่างต่อเนื่อง

ความยากที่สตาร์ทอัพต้องเตรียมใจก็คือ โดยธรรมชาติแล้ว การทำธุรกิจ To B จะโตช้าและยากลำบากกว่าการทำธุรกิจ To C (To Consumer: ลูกค้าเป็นผู้บริโภครายย่อย) ตัวอย่างเช่น CEO ของสตาร์ทอัพด้าน AI เหล่านี้มักจะต้องเป็นผู้ออกขายและโฆษณาผลิตภัณฑ์ของบริษัทเองด้วย เพราะบริษัทห้างร้านที่เป็นลูกค้าคาดหวังที่จะรับฟังจาก CEO ของสตาร์ทอัพโดยตรง รวมทั้งมีความจำเป็นที่ CEO ต้องสามารถให้ความมั่นใจเรื่องความพร้อมของเทคโนโลยี AI ของสตาร์ทอัพได้ หากเป็นไปได้ สตาร์ทอัพเหล่านี้ยังต้องจัดทีมขายมืออาชีพเสริมทัพด้วย ซึ่งนับว่าแตกต่างจากธุรกิจ To C ที่ลูกค้าผู้บริโภครายย่อยสามารถบอกต่อกันได้อย่างรวดเร็ว หลังจากที่สามารถจุดกระแสติดตอนเริ่มแรก

 

 

สตาร์ทอัพจีนด้าน AI ยังเผชิญ “โจทย์หิน” ที่สำคัญอีก 3 ข้อ หนึ่งคือ เทคโนโลยี AI ปัจจุบันเริ่มแพร่หลายมากขึ้น และไม่ได้เรียนรู้ยากนัก ขอเพียงแค่มีโปรแกรมเมอร์ที่มีพื้นฐานคณิตศาสตร์และวิศวะคอมพิวเตอร์ที่แข็งแกร่ง ก็สามารถต่อยอดเรียนรู้เทคโนโลยี AI ได้แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าสตาร์ทอัพไม่มีโมเดลธุรกิจที่ดีพอ หรือไม่สามารถ scale up ได้รวดเร็วพอ ก็ง่ายมากที่จะถูกคู่แข่งเลียนแบบหรือแซงหน้า

สอง กระแสที่กำลังมาแรงและเร็วที่สุดในจีนตอนนี้ คือ “AI + Cloud” กล่าวคือ บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีนไม่ว่าจะเป็น Alibaba Tencent หรือ Baidu ต่างก็เข็นผลิตภัณฑ์ Cloud ออกมาให้บริการบริษัทห้างร้านต่างๆ ในจีน ผลิตภัณฑ์ Cloud เหล่านี้ มีการใช้เทคโนโลยี AI เพื่อตอบโจทย์ความต้องการทั่วไปในการบริหารจัดการธุรกิจของบริษัทห้างร้านต่างๆ

ด้วยเหตุนี้ บริษัทห้างร้านหลายแห่งในจีนจึงเริ่มมีความคิดว่า ซื้อผลิตภัณฑ์ Cloud ของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เหล่านี้ดีกว่า เพราะราคาถูกกว่าไปจ้างหรือซื้อผลิตภัณฑ์ของสตาร์ทอัพด้าน AI หลายเท่าตัว ส่วนถ้าต้องการเพิ่ม function หรือแก้โจทย์เพิ่มเติมบางอย่าง ก็อาจเลือกใช้ทีมงาน AI ภายในบริษัท แทนที่จะต้องไปจ้างสตาร์ทอัพด้าน AI

สาม การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ในการบริหารจัดการธุรกิจหรือในการปรับปรุงผลิตภัณฑ์มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้น หลายบริษัทจึงเลือกที่จะรอให้เทคโนโลยีพร้อมและอิ่มตัวถึงระดับหนึ่งก่อนที่จะลงทุน ขณะที่บริษัทสตาร์ทอัพส่วนใหญ่ต้องการทุนเริ่มต้นเพื่อทดลองและปรับปรุงผลิตภัณฑ์ตั้งแต่เริ่มตั้งไข่ ดังนั้น จึงเริ่มพบว่าบริษัทสตาร์ทอัพจีนด้าน AI หาลูกค้าที่เป็นบริษัทห้างร้านที่จะเริ่มสนับสนุนไอเดียตั้งแต่ต้นค่อนข้างยาก

ที่กล่าวมาทั้งหมดนับว่าเป็นโจทย์หินของสตาร์ทอัพจีนด้าน AI ตามการวิเคราะห์ของหลี่ไคฟู่ บทเรียนสำหรับสตาร์ทอัพจีน ก็คือ อย่าคิดว่าเมื่อ AI เป็นเทรนด์แล้ว จะสามารถร่ำรวยและรุ่งโรจน์ได้อย่างรวดเร็ว จริงๆ แล้วการทำสตาร์ทอัพด้าน AI ให้ถึงฝั่งฝันนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย หากต้องการจะประสบความสำเร็จ ต้องพยายามสร้างสรรค์โมเดลธุรกิจและผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เฉพาะของลูกค้าบริษัทในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ให้ได้ ภายใต้ราคาที่สมเหตุสมผล เพราะหากตอบเพียงแต่โจทย์ทั่วๆ ไปหรือตั้งราคาสูงเกินไป ก็คงไม่สามารถแข่งขันกับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีนที่มีผลิตภัณฑ์ AI + Cloud ได้

เช่นเดียวกัน บทเรียนสำหรับผู้สนใจบุกเบิกสตาร์ทอัพด้าน AI ของไทย ก็ควรทำความเข้าใจสถานการณ์ธุรกิจด้าน AI ในระดับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ต่อไปจะมีผู้เล่นรายใหญ่ เช่นบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่หันมาทำ AI + Cloud จนต้นทุนการใช้ AI ในบริษัทห้างร้านต่างๆ ถูกลงมาก เพราะฉะนั้น ต้องคิดเสมอว่า โมเดลธุรกิจและผลิตภัณฑ์ของเรามีอะไรที่โดดเด่นพอที่จะผลักให้สตาร์ทอัพของเราเติบโตต่อไปได้ในสมรภูมิธุรกิจ AI ที่ดูจะยากลำบากขึ้นทุกวัน