Digital Ventures

Back to blog

วัดศักยภาพด้าน AI เมื่อจีนเตรียมก้าวขึ้นแท่นผู้นำเทียบชั้นสหรัฐฯ

DIGITAL VENTURES March 07, 2019 4:35 PM

914

หนึ่งในประเด็นที่ Digital Ventures นำเสนอมาอย่างต่อเนื่องคือเรื่องราวการพัฒนา Artificial Intelligence ซึ่งเป็น Deep Technology ที่จะมีส่วนกับชีวิตเราในอนาคตอันใกล้ ซึ่งหากพูดถึงประเทศที่โดดเด่นด้านการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีนี้คงหนีไม่พ้นสหรัฐฯ และจีน ที่ทุกสายตากำลังเฝ้ามองถึงแนวทางการพัฒนา AI ของทั้งสองประเทศที่ทัดเทียมกันจนกล่าวได้ว่าทั้งสองกำลังแข่งขันกันเพื่อเป็นผู้นำในด้านนี้ของโลก แต่หากนำแนวทางการแข่งขันของทั้งสหรัฐฯ และจีนมาเปรียบเทียบกัน ก็จะเห็นถึงปัจจัยการพัฒนาอันแตกต่างและน่าสนใจไม่น้อย Digital Ventures จึงขอเทียบแนวทางและศักยภาพการพัฒนา AI ของสหรัฐฯ และจีนจากข้อมูลล่าสุด มาให้ทุกท่านได้รับทราบกัน

 

 

เทียบภาพรวมการค้นคว้า AI ของจีนและสหรัฐฯ

ก่อนที่จะไปลงรายละเอียดของแต่ละประเทศ เรามาดูภาพรวมการพัฒนาเทคโนโลยี AI ของทั้งสองประเทศซึ่งประกอบด้วยในแง่การลงทุนและในแง่บุคลากรจากข้อมูลล่าสุดเมื่อปี 2018 กัน

  • สหรัฐฯ ลงทุนกว้างกว่า จากข้อมูลของ CB Insights ระบุว่าแง่จำนวนการลงทุน Startup AI ทั่วโลกปี 2018 สหรัฐฯ มีสัดส่วนประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ส่วนจีนมีสัดส่วนที่ 10 เปอร์เซ็นต์
  • จีนลงทุนมูลค่าสูงกว่า ในแง่มูลค่าเงินลงทุนทั้งหมดใน AI จีนกลับมีมูลค่าคิดเป็นสัดส่วน 48 เปอร์เซ็นต์ ส่วนสหรัฐฯ มีสัดส่วนมูลค่าคิดเป็น 38 เปอร์เซ็นต์
  • AI Talent ยังน้อย แต่สหรัฐฯ มีจำนวนมากกว่า ในแง่จำนวน Talent จากการสำรวจโดยมหาวิทยาลัยชิงฮวาเมื่อปี 2018 ระบุว่าสหรัฐฯ ยังมีจำนวนสูงถึง 28,536 คน ส่วนจีนมีอยู่ประมาณ 18,232 คน ซึ่งหากเทียบกับความต้องการพัฒนางานในปัจจุบันของทั้งสองประเทศจำนวน Talent หลักหมื่นถือว่าน้อยกว่าความต้องการอย่างชัดเจน

 

 

ปัจจัยโดดเด่นของจีน

จีนก้าวขึ้นจากการเป็นประเทศรับจ้างผลิตเป็นประเทศที่พัฒนานวัตกรรมของตัวเองในระยะเวลาไม่ถึงสิบปี รวมถึงพัฒนาเทคโนโลยี AI ก็ใช้ระยะเวลาเพียงไม่นานเช่นกัน มาดูกันว่าปัจจัยใดบ้างที่ผลักดันให้จีนมาถึงจุดที่เป็นประเทศชั้นนำ

  • นักวิจัยจีนอยู่ในภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจ การพัฒนานวัตกรรมของประเทศจีนมาจากการพยายามทำเพื่อตอบโจทย์ในภาคธุรกิจ ซึ่งเป็นวิธีที่เหมาะสมกับตลาดขนาดใหญ่อย่างประเทศจีนที่ใช้ประโยชน์จากการแข่งขันของตลาดผลักดัน Solution ใหม่ แน่นอนว่าภาคการศึกษาก็มีบทบาทในเชิงลึก แต่เทียบกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภาคธุรกิจในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
  • มีแนวทางมาตรการเหมาะสมกับการค้นคว้าเทคโนโลยี จีนมีทั้งนโยบายเป้าหมายทั้งด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยีซึ่งเกื้อหนุนให้เกิดการพัฒนา AI ทั้งนโยบาย Made in China 2025 และ โครงการนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีปี 2030 รวมถึงการสนับสนุนเงินทุนที่รัฐบาลเตรียมไว้สูงถึง 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
  • Late Mover Advantage เริ่มทีหลังก็มีข้อได้เปรียบ จีนเพิ่งริเริ่มการพัฒนา AI เมื่อสิบปีที่แล้ว ช้ากว่าสหรัฐฯ ที่ริเริ่มตั้งแต่ยุค 80 แต่การเริ่มทีหลังนั้นก็มีข้อได้เปรียบอยู่ไม่น้อย ทั้งการมีผู้บุกเบิกงานค้นคว้าวิจัยเอาไว้จนพร้อมต่อยอด รวมถึงมีผู้บุกเบิกตลาดและกระแสให้คนคุ้นเคยกับเทคโนโลยี จีนจึงเน้นการค้นคว้าในเชิงประยุกต์มากกว่าเชิงลึก และก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำทัดเทียมกับผู้บุกเบิกอย่างสหรัฐฯ อย่างรวดเร็ว

 

ปัจจัยโดดเด่นของสหรัฐฯ

สหรัฐฯ เป็นประเทศชั้นนำในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีจากการผลักดันการค้นคว้าวิจัยมาอย่างยาวนาน ซึ่งในส่วนของเทคโนโลยี AI ต้องถือว่าสหรัฐฯ เป็นผู้ริเริ่มพัฒนารายแรกๆ ของโลก โดยนอกจากเรื่องของระยะเวลาแล้ว สหรัฐฯ มีปัจจัยใดที่ทำให้พวกเขาเป็นผู้นำด้านนี้ของโลก

  • จำนวนนักวิจัยระดับ Top มากกว่า การที่สหรัฐฯ เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมตั้งแต่อดีตและปัจจุบันมาจากการบ่มเพาะนักวิจัยระดับ Top เอาไว้เป็นจำนวนมาก Kai-Fu Lee ปรมาจารย์ด้าน AI ผู้เขียนหนังสือ AI Superpower กล่าวว่า จากจำนวนนักวิจัยระดับ Top 1,000 คน จะมีนักวิจัยชาวสหรัฐฯ เป็นสัดส่วน 60 เปอร์เซ็นต์
  • สหรัฐฯ มีเทคโนโลยี AI เชิงลึกมากกว่า นอกจากงานวิจัยจำนวนมากแล้ว การที่สหรัฐฯ พัฒนาเทคโนโลยีจากภาคการศึกษา ทำให้เกิดการวิจัยเชิงลึกมากกว่า โดยจากข้อมูลของ US-China AI VC Report ปี 2017 โดย IT juzi และ Tencent ระบุว่าสหรัฐฯ มีเทคโนโลยี AI เชิงลึกมากกว่าจีน โดยมี Startup และ Enterprise ที่พัฒนา Natural Language Process, Machine Learning Application และ Computer Vision รวมกันมากกว่า 600 ราย ซึ่งในจีนมี Startup กลุ่มนี้อยู่ราว 300 รายเท่านั้น
  • มี Ecosystem แข็งแกร่งระดับโลก อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้สหรัฐฯ ยังคงอยู่ในเกมการค้นคว้าเทคโนโลยี AI คือการมี Ecosystem ที่แข็งแรงและครบวงจรเป็นเวลานาน เช่นที่เกิดขึ้นใน Silicon Valley ซึ่งประกอบด้วยองค์กรธุรกิจชั้นนำและภาคการศึกษาระดับโลก แม้ไม่ได้มีการสนับสนุนจากภาครัฐฯ เท่าจีน แต่ Ecosystem ที่แข็งแรงก็ทำให้การพัฒนาค้นคว้าดำเนินไปอย่างน่าสนใจได้

 

ไม่ว่าใครเป็นผู้นำ โลกก็ร่วมเป็นผู้ชนะ

ในขณะที่ทั้งสองประเทศกำลังมุ่งมั่นพัฒนาจนก้าวเป็นผู้นำด้าน AI จนหลายสายตาจับจ้องว่าใครกำลังจะเป็นผู้นำด้านนี้ของโลก Kaifu-Lee ผู้เชี่ยวชาญและนักลงทุนด้าน AI ชั้นนำให้ความเห็นว่า การพัฒนา AI ของทั้งจีนและสหรัฐฯ เกื้อหนุนให้เทคโนโลยีนี้เติบโตและแพร่หลายอย่างรวดเร็ว เพราะประเทศหนึ่งก็เน้นพัฒนาเชิงประยุกต์เพื่อใช้ในทางธุรกิจ ส่วนอีกประเทศหนึ่งก็เน้นพัฒนาเชิงลึกเพื่อค้นหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ดังนั้น ไม่ว่าใครจะเป็นผู้นำ โลกก็จะมี AI Solution ใหม่ๆ เกิดขึ้นมาและได้ใช้ประโยชน์กันอย่างแน่นอน

แม้ว่าเราจะไม่ได้ข้อสรุปว่าใครเป็นผู้นำของการพัฒนา AI ในเวลานี้ แต่เราก็ได้เห็นถึงลักษณะเฉพาะของการพัฒนา AI จากสองขั้วอำนาจในปัจจุบัน ทั้งนี้ ผู้อ่านสามารถติดตามความรู้และแนวโน้มเกี่ยวกับเทคโนโลยีชั้นสูงและการเงินที่น่าสนใจของ Digital Ventures ได้ในโอกาสต่อไป

ขอบคุณข้อมูลจาก itjuzi.com, forbes.com, cbinsights.com และ technode.com