Digital Ventures

Back to blog

5 Key Technology Trend 2019 ในอุตสาหกรรมการเงินโลก

DIGITAL VENTURES June 24, 2019 7:57 PM

1,864

การเข้ามาของเทคโนโลยีชั้นสูงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พลิกโฉมอุตสาหกรรมการเงินอย่างรวดเร็ว ที่เห็นได้ชัดเจนจากทั้งฝั่งการบริการลูกค้า การค้นคว้าผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการปฏิบัติการหลังบ้าน แต่โลกก็ไม่เคยหยุดนิ่ง เทคโนโลยีได้รับการพัฒนาต่อยอดขึ้นอยู่เสมอ อุตสาหกรรมการเงินจึงมีความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจให้ติดตามเช่นกัน Digital Ventures จึงขอรวบรวม 5 เทรนด์หลักด้านเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมการเงินระดับโลกในปี 2019 มานำเสนอทุกท่านกัน

 

 

Cloud Computing เทคโนโลยีแกนหลักของธนาคารในอนาคต

แม้ว่าในปัจจุบัน ธนาคารทั้งหลายเริ่มให้บริการลูกค้าด้วยช่องทาง Digital แต่สิ่งที่ทำให้ธนาคารยังใช้ประโยชน์จาก Digital ได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิม โดยเฉพาะระบบปฏิบัติการหลังบ้านทั้งหลายที่ยังไม่เป็น Digital จึงจำเป็นที่ธนาคารจะเริ่มนำเทคโนโลยีอย่าง Cloud Computing มาใช้ในการยกระบบโครงสร้างทั้งหมดใหม่ให้เป็น Digital มากขึ้นในอนาคต

การนำ Cloud Computing มาใช้ถือเป็นความจำเป็นสำหรับธนาคารในปัจจุบัน เพราะแม้ธนาคารจะมีระบบปฏิบัติการเดิมที่มีประสิทธิภาพ แต่สิ่งที่ขาดไปคือความเร็วอันเป็นข้อได้เปรียบของงานบริการ โดยเฉพาะคู่แข่งของธนาคารรายใหม่ซึ่งเป็นผู้ให้บริการทางการเงินแบบ Digital อย่าง Challenger Bank นอกจากนี้ การ Implement Cloud Computing ยังช่วยให้ธนาคารมี Workflow ที่ดีกว่าเดิม ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และปรับปรุงเรื่องความปลอดภัยได้สะดวกกว่า

จากการสำรวจธนาคารที่ประเทศสหรัฐฯ โดยสมาคมนักธนาคารสหรัฐฯ ระบุว่ามีธนาคารกว่า 29 เปอร์เซ็นต์ พิจารณาใช้ Cloud Computing เป็นเทคโนโลยีแกนหลัก (Core Technology) ของการประกอบธุรกิจ ตรงกับที่ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายมองว่า Cloud Computing จะเป็นเทคโนโลยีกระแสหลักของธนาคารในอนาคตอันใกล้ ทั้งยังคาดการณ์ว่าจะมี Project ใหญ่เกี่ยวกับ Cloud-Base Core Banking เกิดขึ้นกับธนาคารยักษ์ใหญ่ระดับโลกภายในปี 2020

 

 

AI และ Big Data เมื่อบริการทางการเงินสร้าง experience รายบุคคลเป็นจำนวนมากได้

Personalization คือการแนะนำสิ่งที่ผู้บริโภคแต่ละคนต้องการในเวลาที่เหมาะสม ซึ่งการที่สถาบันการเงินจะทำได้ ต้องอาศัยแนวคิดที่มองลูกค้าเป็นศูนย์กลาง จากนั้นจึงนำเทคโนโลยี Big Data เข้ามาจัดการข้อมูลและใช้ Artificial Intelligence คอยวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงลึก

AI เป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ ช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า รวมถึงสามารถนำไปใช้พัฒนา Business Model ในการธนาคารได้ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด AI ต้องทำงานร่วมกับมนุษย์เพื่อดึงเอาประสบการณ์จากมนุษย์มาเสริมให้ AI ตัดสินใจได้เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละคนมากที่สุด ทั้งนี้ McKinsey ได้ระบุขั้นตอนการนำ AI และ Big Data มาสร้างเป็น Personalization Factory ดังนี้

  1. Data Foundation เป็นขั้นตอนการเก็บข้อมูลของลูกค้า ปัจจุบันมีเทคโนโลยีหลากหลายที่เอื้อให้ธนาคารสามารถรวบรวมข้อมูลของลูกค้าแบบ Real-Time ได้ ยกตัวอย่าง เช่น การเก็บข้อมูลธุรกรรมบน Big Data การเก็บข้อมูลพฤติกรรมด้วย Internet of Things และ Mobile Device เป็นต้น
  2. Decisioning นำข้อมูลที่เก็บได้มาหาสัญญาณเด่นเพื่อเป็นข้อมูลออกแบบ Customer Journey ใหม่ ที่สอดคล้องกับลูกค้าแต่ละคนหรือแต่ละกลุ่มมากขึ้น
  3. ออกแบบ Customer Journey ใหม่จากข้อมูลด้านบน แล้วทำการ Test and Learn ภายในจนสมบูรณ์ตามที่วางไว้
  4. Distribution นำ Product หรือ Service ที่ออกแบบด้วย Customer Journey ไปใช้จริง พร้อมกับเก็บข้อมูลเพื่อเรียนรู้ในการสร้างและ Update Product ใหม่ต่อไป

 

New User Experience รูปแบบการทำธุรกรรมที่สะดวกสบายกว่าเดิมด้วยเทคโนโลยี

การเข้ามาของเทคโนโลยีมีผลกระทบกับรูปแบบการทำธุรกรรมทางการเงินโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาของ Digital Banking ที่เปลี่ยนรูปแบบการโอนเงิน ชำระค่าบริการ ไปจนถึงการถอนเงินสดด้วย Smart Device และ Digital Payment ที่เปลี่ยนรูปแบบจาก QR Code เป็น Contactless ด้วยเทคโนโลยี NFC หรือ Near-Field Communication

ในปี 2019 ทั้ง Digital Banking และเทคโนโลยี Contactless Payment จะถูกพัฒนาและแพร่หลายมากขึ้น โดย Digital Banking จะถูกยกระดับเป็นช่องทางหลักในการเข้าถึงลูกค้า ทั้งจากการพัฒนาเทคโนโลยีโดยธนาคารเองและจากการนำเทคโนโลยีของ Fintech Startup มาสนับสนุน

ส่วน Contactless Payment จะมี NFC ซึ่งอยู่ใน Smart Device ปัจจุบันเป็นตัวเปลี่ยนให้ Digital Payment ก้าวขึ้นไปแพร่หลายอีกขั้น โดยเฉพาะการชำระเงินค่าบริการที่ต้องการความสะดวก เช่น ระบบขนส่งสาธารณะในเมือง ร้านสะดวกซื้อ ไปจนถึงร้านอาหารและศูนย์การค้าต่าง ๆ จะเป็นตัวเร่งให้ผู้ให้บริการหันมานำเสนอจนเป็นที่แพร่หลายได้

 

Digital Customer Service ที่ไม่ต้องพึ่งค โดยแทนที่ด้วย NLP และ AI

อีกหนึ่งเทรนด์ใหญ่ในด้านการให้บริการลูกค้าผ่านช่องทาง Digital มากขึ้น ทำให้ธนาคารและผู้ให้บริการทั้งหลายหันมาพัฒนา Digital Customer Service เต็มรูปแบบโดยอาศัยเทคโนโลยีด้านการสื่อสารภาษาอย่าง Natural Language Process หรือ NLP ร่วมกับ AI

การเข้ามาของ NLP และ AI จะเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารระหว่างผู้ให้บริการกับลูกค้าบนดิจิทัลอย่างสิ้นเชิง ทั้งจากเดิมที่ลูกค้าจะทำธุรกรรมบน Digital ด้วย Interface แบบ Graphic Base จะเปลี่ยนเป็นการพูดคุยเพื่อสั่งการทำธุรกรรมกับระบบได้ ยิ่งเมื่อเทคโนโลยี AI นี้พัฒนาไปมากขึ้น ก็เรียกได้ว่าลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการที่ให้ประสบการณ์ไม่ต่างจากสาขาผ่าน Device ได้เลย

นอกจากนี้ NLP ยังช่วยให้ธนาคารสื่อสารกับลูกค้าผ่าน Messaging App ต่าง ๆ ได้ ซึ่งทำให้ธนาคารใกลชิดกับลูกค้าได้มากขึ้นด้วย

 

Blockchain กับการเพิ่มประสิทธิภาพในภาคการเงิน

หลังจากผ่านการทดลองค้นหารูปแบบการใช้งานมาหลายปี ในที่สุดสถาบันการเงินก็รู้วิธีการใช้งานเทคโนโลยีเครือข่ายอย่าง Blockchain มาใช้เป็นเทคโนโลยีหลักในการลดต้นทุนและลดความยุ่งยากของขั้นตอนการทำธุรกรรม

ด้วยคุณสมบัติการเชื่อมโยงของข้อมูลที่เป็นระบบ ธนาคารและสถาบันการเงินสามารถนำ Blockchain มาใช้ในกระบวนการทำธุรกรรมต่าง ๆ ทั้งการชำระเงิน การส่งเงิน การจัดซื้อ การพิสูจน์ความถูกต้องของรายการธุรกรรม รวมถึงการตรวจดูรายการธุรกรรมที่ซับซ้อนได้อย่างสะดวก เป็นระเบียบ และง่ายดาย

จากการสำรวจของ CB Insights ระบุว่า ในปี 2019 ธนาคารส่วนใหญ่ไม่ได้มองเทคโนโลยี Blockchain ในระดับสูงหรือซับซ้อนมากนัก แต่เป็นการพยายามใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่าง Distribute Ledger ซึ่งเป็นเทคโนโลยีต่อยอดระดับพื้นฐานของ Blockchain ให้เต็มประสิทธิภาพที่สุด

 

จะเห็นว่าในปี 2019 อุตสาหกรรมการเงินยังคงขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงที่หลายคนคุ้นเคย แต่ความเปลี่ยนแปลงมาจากการพัฒนารูปแบบการใช้งานใหม่ๆ อันเป็นแนวคิดการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน หากสนใจความเคลื่อนไหวในอุตสาหกรรมการเงินและเทคโนโลยี สามารถติดตามได้ที่ Blog ของ Digital Ventures ในโอกาสต่อไป

ขอขอบคุณข้อมูลจาก thefinancialbrand.com, justcoded.com และ gemalto.com